ก.พ. 09 2010

ศรีปทุมโพลระบุ เด็กไทยชอบอ่านการ์ตูน นิยาย มากกว่าหนังสือให้ความรู้

ศรีปทุมโพล โดยสำนักวิจัยมหาวิทยาลัยศรีปทุม ทำการสำรวจพฤติกรรมการอ่านของคนไทยในพ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา เนื่องจากที่รัฐบาลประกาศให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติในปี 2552 และกำหนดทศวรรษการอ่านหนังสือ (พ.ศ. 2552-2561) จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 3,000 คน ในเขตกรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามผลจากการรณรงค์ให้คนไทยรักการอ่านของรัฐบาล ซึ่งดร.ปิยากร หวังมหาพร ผู้อำนวยการสำนักวิจัย มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้สรุปผลการสำรวจ ได้ดังนี้

ประชาชนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 จะซื้อหนังสืออ่านเป็นประจำ โดยส่วนมากจะซื้อหนังสือที่ให้ความรู้อย่างเช่น หนังสือประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม รองลงมา คือ หนังสือการ์ตูน และ นิยายวัยใส กลุ่มคนที่ซื้อหนังสือให้ความรู้อ่าน คือเป็นกลุ่มผู้ใหญ่วัยทำงานอายุ 21 – 30 ปี กลุ่มที่อ่านหนังสือการ์ตูนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียน นิสิต/นักศึกษาชาย อายุไม่เกิน 20 ปี และ กลุ่มที่อ่านหนังสือนิยายวัยใสเป็นกลุ่มนักเรียน นิสิต/นักศึกษาหญิง อายุไม่เกิน 20 ปีเช่นกัน จากข้อมูลนี้แสดงให้เห็นได้ว่าเด็กไทยยุคใหม่ไม่นิยมซื้อหาหนังสือที่มีความรู้มาอ่านเพื่อประเทืองปัญญา แต่กลับนิยมหนังสือการ์ตูนและหนังสือนิยาย อาจจะเป็นเพราะเด็กในวัยเรียนยังมองไม่เห็นความสำคัญของหนังสืออ่านนอกเวลาที่นอกจากหนังสือเรียน ถ้าหากออกนอกห้องเรียนแล้วก็จะไม่หยิบหนังสืออย่างอื่นอ่านเลย อีกทั้งจากกสถิติส่วนใหญ่คนที่ซื้อหนังสือจะซื้อเฉลี่ย 1 – 2 เล่ม ต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก นอกจากนั้นกลุ่มคนบางกลุ่มที่ไม่ซื้อหนังสืออ่าน แต่เหตุผลที่ไม่ซื้อ   เป็นเพราะหาอ่านจากห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้อื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่คือ การศึกษาจากเว็บไซต์ และเหตุผลของคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือเลย เพราะว่าไม่มีเวลาอ่านหนังสือ หนังสือมีราคาแพงเกินไป และ ไม่ชอบอ่านหนังสือ สำหรับกลุ่มคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ได้แก่ อาชีพรับจ้าง และ นิสิต/นักศึกษา จึงเป็นที่น่าตกใจมากว่าเด็กในวัยเรียนแต่กลับไม่ชอบอ่านหนังสือ ดังนั้น เราควรสนับสนุนด้านการอ่านให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อกระตุ้นให้นักเรียน นิสิต/นักศึกษา รู้สึกอยากอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น โดยประชาชนส่วนใหญ่ให้แง่คิดในการสนับสนุนที่จะทำให้ตนเองและคนไทยรักการอ่านเพิ่มขึ้นว่าควรเพิ่มห้องสมุดประชาชนให้ทั่วถึงเพื่อกระจายหนังสือมากขึ้น รองลงมา คือ หาวิธีลดราคาหนังสือลง เพื่อให้คนหาซื้อหนังสือมากขึ้น และ พิมพ์หนังสือแจกให้กับนักเรียนนักศึกษา หรือบุคคลทั่วไปเนื่องในโอกาสหรือเทศกาลสำคัญต่างๆของไทย ซึ่งก็เป็นวิธีที่ดีและน่าสนใจมากทีเดียวที่ประชาชนช่วยกันเสนอความคิดเห็นที่จะช่วยให้พวกเขาเองหันมาอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้นจากเดิม

No responses yet

ก.พ. 08 2010

Update Web

     วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 ได้ทำการปรับเปลี่ยนระบบของเว็บไซต์ สำนักหอสมุด โดยปรับจาก CMS Joomla 1.5.14 เป็น 1.5.15 จำนวน 4 ระบบคือ

  1. http://www.lib.ku.ac.th ( เว็บไซต์สำนักหอสมุด ) 
  2. http://www.lib.ku.ac.th/eng ( เว็บไซต์สำนักหอสมุด ภาษาอังกฤษ )
  3. http://www.eoffice.lib.ku.ac.th/eoffice ( เว็บไซต์ระบบงาน E-office )
  4. http://lib.ku.ac.th/qa52 ( เว็บไซต์ระบบงานประกันคุณภาพ )

No responses yet

ม.ค. 29 2010

หนังสือกระดาษ กับ e-book

ในสหรัฐอเมริกา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์กำลังลงหลักปักฐานและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่เพิ่งมีการสำรวจในปี 2007 ที่ผ่านมานี่เองว่า หนังสือที่พิมพ์ด้วยกระดาษ ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง    แต่เมื่อไม่นานนี้  หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานว่า ขณะนี้มีห้องสมุด ราวๆ 5,400 จุดทั่วประเทศ ให้บริการ “หนังสืออิเล็กทรอนิกส์” เฉพาะที่ห้องสมุดสาธารณะนิวยอร์ก เพียงแห่งเดียว ก็มีหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ อยู่มากถึง 18,300 หัวเรื่องแล้ว

          บริษัท  “โอเวอร์ ไดรฟ์” ซึ่งทำธุรกิจจัดหาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ให้กับห้องสมุดทั้งหลาย เปิดเผยข้อมูลเอาไว้ว่า จำนวนการ “ยืม” หนังสืออิเล็กทรอนิกส์จากห้องสมุดในสหรัฐอเมริกา เพิ่มจาก 607,275 ครั้งในปี 2007 มาเป็นมากกว่า 1 ล้านครั้งแล้วในปี 2009 ที่ผ่านมา   นั่นเท่ากับ เสาหลัก ของหนังสือกระดาษกำลังสั่นคลอน และเมื่อปลายปีที่ผ่านมา  “คุชชิ่ง อะคาเดมี่” สถาบันการศึกษาในเมืองแอชเบิร์นแฮม รัฐแมสซาซูเซตส์ ประกาศเลิกกิจการห้องสมุดของตัวเอง เปลี่ยนสถานที่ให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้” ยกห้องสมุดทั้งหมดไปอยู่ในรูปของข้อมูล “ดิจิตอล” นักเรียนจะหยิบยืม จอห์น สไตน์เบ๊ค หรือ เอฟ. สก็อตต์ ฟิต เจอรัลด์ ไปเป็นเพื่อนสมองในตอนปิดเทอม ต้องมีเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์                                                                                                                                                     ห้องสมุดของคุชชิ่ง อะคาเดมี ถือเป็นห้องสมุดดิจิตอลสมบูรณ์แบบแห่งแรกและแห่งเดียวที่มีอยู่ในสหรัฐอเมริกาตอนนี้ แต่ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทิศทางของห้องสมุดอื่นๆ ทั้งหลายได้ไม่มากก็น้อย                                                                                                                                                     ผลก็คือบรรดาผู้ที่รัก “หนังสือกระดาษ” ทั้งหลายออกมาแสดงความคิดเห็น เป็นประเด็นถกกันหนักในสังคมอเมริกัน ฝ่ายหนึ่งยืนยันความง่าย สะดวก รวดเร็ว และทันยุคสมัย  อีกฝ่ายหนึ่งเน้นไปที่การสูญเสีย “เสน่ห์” ของการพิมพ์ รูปเล่มตัวหนังสือ ที่ให้สัมผัสจากประสาททั้ง 5 ในรูปแบบที่แตกต่างกันลิบลับ กับข้อมูลดิจิตอลที่แสดงผ่านหน้าจอแอลซีดี

          คนที่ถือหางหนังสือพิมพ์กระดาษ ถึงกับเปรียบเปรยการกระทำของ คุชชิ่ง อะคาเดมี ว่า เหมือนกับการ เผาหนังสือ” โดยผู้ที่มีอำนาจบาตรใหญ่ในอดีตกันทีเดียว

          ข้อโต้แย้งเรื่องการ “ดิจิไทเซชั่น” ห้องสมุดในครั้งนี้ ที่เป็นเชิงวิชาการมากที่สุด เห็นจะเป็นการโต้แย้งจาก แมรี่แอนน์ วูล์ฟ ศาสตราจารย์ด้านพัฒนาการวัยเด็ก จากมหาวิทยาลัยเทิร์ฟส์ ในเมืองมีตฟอร์ดรัฐแมสซาซูเซตส์ เธอเห็นว่า “รูปแบบ” ของหนังสือหรือตัวอักษร จะเป็นกระดาษหรือไม่เป็นกระดาษไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญก็คือรูแบบของ “การอ่าน” เพราะเธอบอกว่า จะอ่านอะไร อ่านจากอะไรไม่เป็นปัญหา ปัญหาอยู่ที่ “เราอ่านอย่างไร” ต่างหาก “การอ่านออกเขียนได้” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “Literacy” นั้น ในความเห็นของเธอ  วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพื้นฐานของมนุษย์อย่างช้าๆ ถูกกลั่นกรองแล้วส่งต่อหรือค่อยๆ “ซึมซาบ” หรือในบางครั้ง “ถั่งท้น” จากชั่วคนหนึ่งไปยังอีกชั่วคนหนึ่งที่สุดก็กลายเป็น “ธรรมชาติ” ของบุคคล         

          “การอ่าน” กลายเป็นกิจกรรม “ส่วนบุคคล” เป็นกิจกรรมที่ผู้กระทำจะ “จ่อมจม” ลึกลงไปในจินตนาการที่รังสรรค์ขึ้นมาจากตัวหนังสือเหล่านั้น หนังสือที่ตีในทรรศนะของเธอ ต้องเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้สร้างสรรค์จินตนาการส่วนตัวขึ้นมาก   เธอฟันธงเอาไว้ว่า ในคุณลักษณะของการอ่านต่างๆ เหล่านี้ หนังสือกระดาษ ทำได้ดีกว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์”

          ตัวหนังสือสมัยใหม่ สั้น ง่าย กระชับ ได้ใจความแบบฉาบฉวยไม่เอื้ออำนวยต่อการอ่านแบบ “กำซาบ ลึกซึ้ง” เพื่อสร้าง “จินตนาการ”นั่นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งนั้น ข้อมูลในยุคใหม่ในรูปแบบดิจิตอลในทำนองนั้นได้ อาการ “ข้อมูลท่วมหัว” จนจับต้นชนปลายยากปะติดปะต่อไม่ถูกเกิดขึ้นเสมอในยุคนี้

          “ที่น่ากังวลก็คือ เราจะพัฒนาคนรุ่นใหม่ในอีกยุคหนึ่งข้างหน้าให้กลายป็นคนรุ่นที่มีวงจรสำหรับการอ่านในสมองสั้นลง ฉาบฉวยมากขึ้นทุกที” เธอบอก

          การอนุรักษ์หนังสือกระดาษเอาไว้ มีค่าเท่ากับการทะนุถนอม” สมองสำหรับการอ่านที่ดีที่สุด” เอาไว้ นี่คือในความเห็นของศาสตราจารย์วูล์ฟ

            ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มติชน   08/01/2553

One response so far

ม.ค. 28 2010

CREATIVE TOURISM IN DESTINATION DEVELOPMENT

บทความวิจัยจากวารสาร Tourism Review, Vol.62, No.3/4, 2007

ทางผู้เขียนเห็นว่างานวิจัยชิ้นนี้น่าสนใจ และเหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่การท่องเที่ยว เกิดการแข่งขันรุนแรงขึ้น ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยเฉพาะกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง รวมถึงสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เป็น ประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและการท่องเที่ยวของประเทศต่อไป

รายละเอียดงานวิจัย

วัตถุประสงค์

บทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงทัศนคติ ความชอบและความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

วิธีการวิจัย

คำถามเน้นไปที่การมีส่วนรวมของนักท่องเที่ยว การร่วมหุ้นลงทุนแนวใหม่ การพบปะกันของเจ้าบ้านและผู้มาเยือน และรูปแบบการใช้เงินในสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ โดยงานวิจัยนี้เลือกใช้วิธีการสำรวจแบบ Focus group โดยมีการสุ่มตัวอย่างแบบ Snowball sampling

ประเด็นของของงานวิจัย

ผลลัพธ์สำคัญที่ได้แบ่งออกเป็น 10 กลุ่ม 1. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพและสังคมของสถานที่ท่องเที่ยว 2. โครงสร้างการบริการ 3. พฤติกรรมผู้บริโภค 4. เทคโนโลยีการสื่อสาร 5. การคมนาคม 6. ระบบการเดินทางเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยว 7. เครือข่ายการเชื่อมโยง 8. ความต้องการและการสนองตอบ 9. ทรัพยากรท้องถิ่น 10. การตลาดและการประชาสัมพันธ์

ข้อจำกัด

แม้ว่าการวิจัยแบบ Focus group จะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อจำกัดด้วยเช่นกัน ในกรณีนี้
ผู้ดำเนินการบทสนทนาการวิจัย (moderator) ไม่มีอำนาจในการควบคุมบทสนทนาตลอดเวลา เนื่องจากผู้ร่วมสนทนาวิจัยอาจมีเรื่องอื่นเฉพาะที่ตนสนใจ การวิจัยแบบ Focus group จะเป็นลักษณะเปิดให้แสดงความคิดเห็นเป็นส่วนใหญ่

สมมุติฐานงานวิจัย

หัวข้อปัญหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวโยงถึงคำถามที่ว่า ทำไมสถานที่ท่องเที่ยวจำเป็นต้องมีอะไรที่สร้างสรรค์และแปลกใหม่ด้วย หรือทำไมเราต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในสถานการณ์ที่มีการแข่งขันเกิดขึ้นในปัจจุบัน ในแผนงานหลักของการการท่องเที่ยว ควรจะต้องใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปด้วย เป็นส่วนเติมเมที่ทำให้แผนการท่องเที่ยวครบถ้วนสมบูรณ์

ความคิดริเริ่ม/คุณค่าของงานวิจัย

สรุปได้ว่าข้อถกเถียงและประเด็นการวิจัยจะมุ่งเน้นไปที่  4 ข้อที่สรุปในตารางข้างล่างนี้ โดยส่วนใหญ่ลงความเห็นถึงความจำเป็นที่ที่ประชุมต้องปรึกษากันเรื่องของแผนงานของเจ้าบ้านระยะยาวสำหรับการท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวของตน

Link ไฟล์เอกสารฉบับเต็ม

 
  ประสบการณ์
สถานการณ์ปัจจุบัน
ข้อขัดแย้ง/สิ่งท้าทาย
    ผลลัพธ์
การมีส่วนร่วมของ
ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือนต้องการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันกับสิ่งที่คุ้นเคยในอดีต ผู้มาเยือนอยากได้ประสบการณ์ การพัฒนาสินค้าโดยประยุกต์ใช้จากวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น สินค้าที่ผู้มาเยือนสามารถมีส่วนร่วมด้วยได้ สินค้าที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น
การร่วมลงทุน
รูปแบบใหม่
ผู้ดำเนินงานที่หลากหลาย ระยะที่ห่างไกลกัน การจัดระเบียบ
ความร่วมมือ
มีเวลาน้อยมากสำหรับกสรที่จะร่วมมือกัน ความจำเป็นของการประสานงานข้างนอก แชร์การใช้บรรจุภัณฑ์แบบเดียวกัน ทัศนคติไม่ดีต่อการที่จะร่วมมือกันและความจำเป็นที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน นวัตกรรมใหม่ที่มีระบบแบบแผนการพัฒนาสินค้าและการทำงาน การเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ และการร่วมมือกันกับผู้ดำเนินงานด้านวัฒนธรรม
การใช้จ่ายเงิน
ในท้องถิ่น
จำกัดระยะเวลาการเปิดบริการ กลุ่มไม่มีเวลาในการช้อปปิ้ง นักท่องเที่ยวมีเงินและพร้อมที่จะใช้เงินเพื่อซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ Old Town จะยุ่งช่วงเวลากลางวัน และในฤดูร้อน ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยวทางเรือ ธุรกิจขนาดย่อม และทรัพยากรจำนวนจำกัด
สิ่งตอบสนองในปัจจุบันสนองตอบต่อความต้องการของผู้มาเยือนหรือไม่ ความต้องการของแต่ละบุคคลที่มีเพิ่มมากขึ้น
ธุรกิจท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น ขยายเวลาการมาเยือน สินค้าที่เชื่อมโยงถึงสถานที่ต่าง ๆ
การพบปะกันของ
เจ้าบ้านและ
ผู้มาเยือน
ไม่มีข้อคิดเห็น ความลำบากในการที่จะพบ คนท้องถิ่นในช่วงเวลาเย็นและในฤดูหนาว ปรากฏการณ์ใหม่ ๆ พบปะกับชาว Porvoo และสินค้าของชาว Porvoo

 

One response so far

ม.ค. 28 2010

LIBRARY SCIENCE RESEARCH

 

การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง Library Science Research

บรรยายโดย Dr. Lynn Scott Cochrane

ณ ห้องประชุมชั้น 7 สำนักหอสมุดกลาง มศว.

การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้บรรณารักษ์ได้ทำงานวิจัย โดยมีการชี้แนะแนวทางและ ขั้นตอน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานจริง โดยมีผู้เข้าร่วมฟังบรรยายทั้งหมด 20 คน ส่วนใหญ่เป็นบรรณารักษ์และเจ้าหน้าที่หอสมุดกลาง มศว. นอกจากนี้ยังมาจาก ม. มหิดล ม.เกษตรศาสตร์ และสถาบันพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

การสัมมนาถูกแบ่งออกเป็น 2  ช่วงหลัก คือช่วงเช้าเป็นการบรรยายความรู้ ส่วนช่วงบ่ายเป็นช่วงของการแบ่งกลุ่มปฏิบัติงาน ในส่วนของการบรรยายนั้น ผู้บรรยายเริ่มด้วยการเล่าประวัติการทำงาน ซึ่งผู้บรรยายมีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับห้องสมุดมากว่า 40 ปี โดยได้ทำงานแต่ละแห่งเฉลี่ยประมาณ 4 – 8 ปี และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการห้องสมุดมหาวิทยาลัยเดนิสสัน (Denison University) และได้จบปริญญาเอกเมื่ออายุได้ 51 ปี จึงฝากข้อคิดไว้ว่า ไม่มีคำว่าแก่เกินเรียน เนื้อหาเป็นการพูดถึงการวิจัยสำหรับบรรณารักษ์ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง และสรุปประเด็นสำคัีญดังนี้

สิ่งสำคัญของงานวิจัยที่ดี

  • สามารถตอบโจทย์ว่า ผลที่ได้จากงานวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อห้องสมุดหรือผู้ใช้หรือไม่
  • ขั้นตอนการเก็บข้อมูลและวิธีการวิเคราะห์ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ผลสรุปของงานวิจัย
  • บอกถึงวัตถุประสงค์ วิธีการวิจัย สิ่งสำคัญที่พบ และขั้นตอนต่อไป
  • สร้างชื่อเสียงให้กับนักวิจัยและหน่วยงานต้นสังกัด

ขั้นตอนการทำวิจัย

1. หาคำถาม (Question)
2. ข้อมูลสนับสนุน (Literature Review)
3. ตั้งปัญหา (Problem Statement)
4. รูปแบบงานวิจัย (Research Design)
5. วิธีการวิจัยและการเก็บข้อมูล (Methodology/Data Collection)
6. วิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)
7. รายงานผล (Report Result)

นอกจากนี้ยังได้แนะนำลิ้งค์ข้อมูลต่าง ๆ เช่น ตัวอย่างงานวิจัยที่น่าสนใจ และหัวข้อการทำวิจัยต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการช่วยให้บรรณารักษ์ได้เริ่มต้นทำงานวิจัย สามารถดาวน์โหลดเอกสารการสัมมนาฉบับเต็มครั้งนี้ได้ที่นี่ เอกสารสัมมนา

ในช่วงบ่ายได้แบ่งกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม ๆ ละ 4 คน เพื่อช่วยกันคิดหัวข้องานวิจัยที่ตนเองสนใจ รวมถึงวิธีการที่ใช้ในงานวิจัย โดยกลุ่มของตนเองตกลงได้หัวข้อวิจัยเรื่องที่เกี่ยวกับการตลาดในห้องสมุด ว่า การทำการตลาดในห้องสมุดช่วยส่งเสริมให้ผู้ใช้เข้ามาใช้ห้องสมุดมากขึ้นหรือไม่อย่างไร และการตลาดหรือการประชาสัมพันธ์รูปแบบไหนที่จะถูกใจผู้ใช้มากที่สุด ในส่วนของวิธีการวิจัยจะใช้แบบ Focus Group และทุก ๆ กลุ่มได้มีโอกาสนำเสนอหัวข้อของตนเองเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งถือเป็นโอกาสให้ได้ฝึกฝนความสามารถทางการเสนอผลงานอีกด้วย อีกทั้งยังมีการซักถามคำถามเพิ่มเติมและข้อเสนอแนะจากผู้บรรยาย โดยในตอนท้ายทางผู้บรรยายได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณที่ทุกกลุ่มให้ความร่วมมือและสามารถคิดริเริ่มงานวิจัยที่น่าสนใจ อีกทั้งยังนำเสนอผลงานออกมาได้ดี และไม่ลืมที่จะฝากข้อคิดถึงสิ่งสำคัญของการทำวิจัยว่า ไม่จำเป็นต้องไปเปรียบเทียบงานวิจัยของตนเองกับของอาจารย์ และควรจะหาคู่หูคู่คิดในการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือให้คำปรึกษา และนำงานวิจัยไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อห้องสมุดของตนเองและห้องสมุดอื่น ๆ ได้ฝากคำคมไว้ว่า

“Never stop reading while you write,

Never stop writing while you read.”

โดยส่วนตัวแล้วการสัมนาครั้งนี้ถือเป็นการจุดประกายให้ตนเองได้มีความคิดริเริ่มที่จะทำงานวิจัยในหัวข้อที่ตนเองสนใจ พร้อมทั้งได้หัวข้อและวิธีการที่จะใช้ในงานวิจัยเรียบร้อยแล้ว จะขาดก็แต่การลงมือทำเท่านั้นเอง

No responses yet

ม.ค. 27 2010

กิจกรรมห้องสมุดชุมชน

     วันที่  21  มกราคม 2553  โครงการห้องสมุดชุมชน  ได้มอบหนังสือผ่านชมรมมหาวิทยาลัย-ชาวบ้าน                มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   จำนวน  392 เล่ม   เกมอนุรักษ์พลังงาน  3  ชุด  และสื่อการสอนอื่นๆ  อีกจำนวนหนึ่ง  เพื่อมอบต่อให้แก่โรงเรียนวัดตะกู  อ. สรรพยา  จ. ชัยนาท ระหว่างการออกค่ายอาสา  โครงการค่ายหนังสือปี 52          วันที่ 22-24  มกราคม 2553

No responses yet

ม.ค. 13 2010

10 อันดับหนังสือขายดีตลอดปี

ในปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ประกาศ “ทศวรรษแห่งการอ่าน” รณรงค์ให้คนหันมาอ่านหนังสือกันมากขึ้นแม้วันนี้คนไทยจะยังอ่านหนังสือกันไม่มากนัก แต่ก็ต้องถือว่าดีกว่าในอดีตมาก สังเกตได้จากยอดขายหนังสือของหลายสำนักพิมพ์ที่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ
          ในรอบปีที่ผ่านมา “บางกอกบิสิเนส” ติดตามค่าเฉลี่ยหนังสือที่ขายดีตลอดปีและจัดอันดับหนังสือขายดี ดังนี้
          อันดับ 1 คงต้องยกให้หนังสือที่ชื่อว่า สแกนกรรม” ซึ่งติดอันดับ 1 ในร้านหนังสือชั้นนำนานติดต่อกันหลายเดือน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทายกรรมในอดีตของบุคคลทั่วไป ว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้มียอดขายมากกว่า 1 แสนเล่ม
          อันดับ 2 “เข็มทิศชีวิต” ทั้งภาค 1 และ ภาค 2 ซึ่งเขียนโดย “ฐิตินาถ ณ พัทลุง” พาประสบการณ์ข้ามผ่านปัญหาอุปสรรคไปอยู่ในจุดที่ดีที่สุดของชีวิต
          อันดับ 3 “เบิกบุญให้พ้นวิบากกรรม” อีกหนึ่งในหนังสือหมวดธรรมะ ที่แม้จะไม่ได้ติดอันดับ 1 ยาวนาน แต่ก็ติดอันดับท็อปฮิตตลอดกาล เขียนโดยแม่ชีทศพร เทวาพิทักษ์ธรรม
          อันดับ 4 “ผู้หญิงร้ายผู้ชายรัก” เรียกว่าแรงตั้งแต่วันแรกที่วางแผง เพราะแปลโดย “กาละแมร์” ซึ่งมีแฟนคลับเป็นกอบเป็นกำ
          อันดับ 5 “มองลึก นึกไกล ใจกว้าง” ที่แม้จะไม่ได้ขึ้นถึงอันดับ 1 แต่ก็ขายได้ดีต่อเนื่องเสมอต้นเสมอปลาย เขียนโดย ว.วชิรเมธี วางแผงมาตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา ถึงวันนี้ยังคงติดอันดับหนังสือขายดี
          อันดับ 6 ทราบว่าพิมพ์ไปแล้วห้าหมื่นเล่มนั่นก็คือ “ชาติหน้าไม่ขอมาเกิด” ซึ่งเป็นเรื่องราวประวัติของหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เขียนโดย อัญมณี และด้วยกระแสฟีเวอร์ดังกล่าวทำให้มีคนเขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติหลวงปู่เณรคำออกมาอีกหลายเวอร์ชั่น
          อันดับ 7 “กินมะรุม ลืมมะเร็ง” พุ่งพรวดขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจจนทำให้มีหนังสือแนวสมุนไพรตามกันออกมาอีกหลายเล่ม
          อันดับ 8 เป็นหนังสือหมวดสุขภาพคือ “ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น” แนวทาง ในการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง เพื่อให้ชีวิตมีสุข ปราศจากโรคภัย เขียนโดย นายแพทย์วีระชัยวาสิกดิลก
          อันดับ 9 ขอยกให้ “ชกข้ามรุ่น” เขียนโดย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ได้กระแสหนุนของกลุ่มคนเสื้อแดง จนแซงโค้งขึ้นมารั้งอันดับ 1 อยู่นานนับเดือน
          อันดับ 10 “ลับ ลวง พราง” ซึ่งได้กระแสความนิยมจากภาค 1 ทำให้ยังคงมีคนติดตามอ่านอย่างต่อเนื่อง

          ที่มา: หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ 12 มกราคม 2553

No responses yet

ม.ค. 11 2010

บริการอันเป็นเลิศ

โตเกียวดิสนีย์แลนด์ สวนสนุกของดิสนีย์แห่งแรกที่สร้างขึ้นนอกประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นแห่งเดียวที่ดิสนีย์ไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่ดำเนินการโดยบริษัท โอเรียนทัลแลนด์ สวนสนุกแห่งนี้เริ่มเปิดบริการตั้งแต่ 15 เมษายน พ.ศ.2526  รวมเวลาเกือบ 3 ทศวรรษแล้ว แต่ก็ยังคงติดอันดับ 1 ใน 3 ของสวนสนุกที่มีผู้ไปเยือนมากที่สุดในโลกอยู่เสมอ

โตเกียวดิสนีย์แลนด์ มีพนักงาน 20,000 คน ซึ่งในจำนวนนั้นเป็นพนักงานที่ทำงานไม่เต็มเวลา หรือ “พาร์ทไทม์” ถึง 18,000 คน โดยมีงานที่ทำมากกว่า 600 ประเภท

ปีที่ผ่านมาโตเกียวดิสนีย์แลนด์ สามารถทำกำไรได้สูงสุดในประวัติการดำเนินงานนับตั้งแต่เริ่มเปิดมา ปัจจัยสำคัญในการทำให้ผลกำไรสูงสุดเกิดขึ้นได้ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจซบเซาแผ่ขยายไปทั่วโลก  คือบริการอันเป็นเลิศ”

พันธกิจของ โตเกียวดิสนีย์แลนด์ คือ การสร้างความสุขให้แก่แขกผู้มาเยือน ซึ่งเป็นสิ่งที่พนักงานทุกคนจะต้องระลึกอยู่เสมอ โปรดสังเกตว่าเขาใช้คำว่า แขกผู้มาเยือน” แทน “ลูกค้า”   ศัตรูสำคัญของพนักงานดิสนีย์แลนด์ไม่ใช่คู่แข่งทางธุรกิจ แต่คือ “ความเคยชิน” และ “ความเบื่อหน่าย” เพราะงานทุกชนิดมี “ความสดใหม่” ในช่วงต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปจะรู้สึก “เคยชิน” กับงานนั้นและอาจไม่รักษาคุณภาพงานได้ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อธุรกิจบริการ

โตเกียวดิสนีย์แลนด์จำแนกบริการอันเป็นเลิศไว้เป็น 2 ประเภท คือ “บริการตามหน้าที่” (Functional Services) และ บริการด้วยใจ” (Emotional Services) ตัวอย่างของ “บริการตามหน้าที่” ได้แก่การที่พนักงานทุกคนจะต้องช่วยกันทำให้สวนสนุกแห่งนี้งดงามสะอาด และเป็นระเบียบอยู่เสมอ โดยต้องล้างพื้นและกำแพงทุกวัน และทำให้ความสะอาดพื้นที่ทั้งหมดตลอดเวลา       “การตรงต่อเวลา” เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เมื่อประกาศว่าจะเปิดเวลา 9.00 น. ในวันธรรมดา หรือ 8.00 น. ในวันหยุด จะต้องเปิดตามนั้นโดยไม่ช้าไปแม้แต่นาทีเดียว    “อัธยาศัยไมตรี” เป็นมาตรฐานที่พนักงานทุกคนต้องรักษาไว้โดยถือเสมือนหนึ่งว่าตนเองเป็นนักแสดง ที่ต้องสวมบทบาทนี้ตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ในอาณาจักรแห่งความหฤหรรษ์นี้ เพื่อสร้างความสุขให้แก่แขกผู้มาเยือนตามพันธกิจที่กำหนดไว้ ถ้าพนักงานคนใดไม่อาจรักษามาตรฐานได้ เขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้ปรากฏตัวต่อหน้า แขก” ได้

และขอยกตัวอย่างการบริการด้วยใจของโตเกียวดิสนี่ย์แลนด์ มาให้ฟัง 1 เรื่องคือ   ที่สวนสนุกแห่งนี้  ในแต่ละโซนจะมีภัตตาคารที่บริการอาหารหลากหลายในบรรยากาศที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของโซนนั้นๆ ในความหลากหลายนั้นมีสิ่งที่เหมือนกันคือ เมนูอาหารที่แยกเป็นของผู้ใหญ่และเด็ก โดยอาหารของเด็กนั้นจะมีการตกแต่งให้น่ารักด้วยสัญลักษณ์ของโตเกียวดิสนี่ย์แลนด์ อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่ที่ไม่มีเด็กมาด้วยนั้นจะไม่สามารถสั่งอาหารจากเมนูเด็กมารับประทานได้ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป

วันหนึ่ง สามีภรรยาชาวญี่ปุ่นคู่หนึ่งที่ได้เข้ามาในภัตตาคารแห่งของโตเกียวดิสนี่ย์แลนด์  เมื่อบริกรหญิงนำเมนูอาหารไปให้เลือก สามีก็สั่งอาหารสำหรับผู้ใหญ่ 2 ที่ ส่วนภรรยานั้นสั่งอาหารชุดสำหรับเด็ก 1 ชุด บริกรสาวจึงถามว่าจะมีเด็กตามมาภายหลังใช่หรือไม่ ภรรยาตอบว่าไม่มี พนักงานเสิร์ฟจึงอธิบายด้วยความสุภาพนอบน้อมว่า ไม่อาจจะจัดอาหารชุดเด็กให้ได้ตามที่ต้องการเพราะมีข้อกำหนดว่าต้องมีเด็กมาด้วย สตรีผู้เป็นภรรยามีสีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ปิดเมนูอาหารและส่งคืนให้แก่พนักงานเสิร์ฟพร้อมคำขอบคุณในคำอธิบายที่แสนสุภาพนั้น

บริกรสาวเดินกลับไปที่หลังร้านและครุ่นคิดถึงสีหน้าของสตรีผู้มาเยือน ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเดินกลับไปที่โต๊ะของลูกค้าทั้งสอง และถามถึงเหตุผลว่าเพราะเหตุใดจึงสั่งอาหารชุดสำหรับเด็กทั้งที่ไม่มีเด็กมาด้วย   คำตอบที่ได้รับคือวันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดของลูกสาวคนเดียวของเธอซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ในช่วงสุดท้ายของชีวิตขณะที่อยู่ในโรงพยาบาลนั้น ลูกสาวได้พูดว่าถ้าหายป่วยจะไปฉลองวันเกิดที่ “โตเกียวดิสนี่ย์แลนด์” เธอและสามีจึงมาที่นี่เพื่อทำตามความปรารถนาของลูกสาวที่จากไป

บริกรสาวจึงขออภัยลูกค้าและเดินไปด้านหลังของภัตตาคาร แล้วก็กลับมาที่โต๊ะของลูกค้าอีกครั้งพร้อมทั้งเชิญให้ย้ายไปนั่งโต๊ะริมหน้าต่าง บริกรอีกคนหนึ่งยกเก้าอี้เด็กมาวางเพิ่มที่โต๊ะใหม่ หลังจากนั้น  บริกรและเพื่อนร่วมงานก็ยกอาหารเด็กมาที่โต๊ะใหม่พร้อมกับเค้กวันเกิดที่จุดเทียนอย่างงดงาม และประกาศเชิญชวนให้ลูกค้าที่มารับประทานอาหารในภัตตาคารทั้งหมดร่วมกันร้องเพลง “แฮปปี้เบิร์ธเดย์” ให้แก่ลูกสาวของสามีภรรยาคู่นั้นในบรรยากาศที่ซาบซึ้งน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง       สามีภรรยาคู่นั้นได้เขียนจดหมายถึงผู้บริหารของ “โตเกียวดิสนี่ย์แลนด์” ในภายหลังและสัญญาว่าจะกลับมาเยือนทุกปี

นี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของ “บริการด้วยใจ” ของพนักงาน “โตเกียวดิสนี่ย์แลนด์” ที่ได้สร้างความประทับใจไม่เฉพาะแก่ผู้ที่ได้รับบริการดังกล่าวโดยตรงเท่านั้น ยังรวมถึงผู้ที่มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความประทับใจนั้นผ่านช่องทางต่างๆ

แต่ละปีมีผู้ไปเยือนโตเกียวดิสนี่ย์แลนด์มากกว่า 10 ล้านคน นับตั้งแต่ พ.ศ. 2526 เป็นต้นมา ท่านผู้อ่านคงคาดไม่ถึงว่าอัตรา “การมาเยือนซ้ำ” ของผู้เข้าชมโตเกียวดิสนี่ย์แลนด์นั้นสูงถึง 98%

ไม่ว่าท่านผู้อ่านจะทำธุรกิจใดก็ตาม ลองจินตนาการว่าจะดีเลิศแค่ไหนถ้ากิจการของท่านสามารถก่อให้เกิด “การซื้อซ้ำ” ได้ในระดับ 98% ถ้าเป็นไปได้ควรหาเวลาไปเยือนโตเกียวดิสนี่ย์แลนด์สักครั้ง แล้วพิสูจน์ด้วยตัวท่านเองว่าท่านรู้สึกอยากกลับไปอีกครั้งหรือไม่ ประสบการณ์ที่ท่านได้รับอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านสรรสร้าง “บริการอันเป็นเลิศ” สำหรับธุรกิจการงานของท่านและอาจเป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้อื่นเช่นโตเกียวดิสนี่ย์แลนด์ได้เช่นกัน

( ขอขอบคุณ คุณ ปนัดดา เจณณวาสิน  ที่นำเรื่องราวดีๆมาถ่ายทอดให้ได้นำไปเป็นแนวทางในการให้บริการ)

กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 8 ธันวาคม 2552 และ 5 มกราคม 2553

No responses yet

ธ.ค. 30 2009

Effective Manuscript Writing for International Journal Submission

การบรรยายพิเศษ
Effective Manuscript Writing for International Journal Submission
วันที่ 23 ธันวาคม 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น.
ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มก.

จัดโดย
สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมก.

บรรยายโดย
ศาสตราจารย์ ดร.วิฑูรย์ ปริญญาวิวัฒน์กุล
Professor, Department of Food Science, Louisiana State University

ผู้เข้าร่วมฟังการบรรยาย
อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก มก. รวมทั้งสิ้นประมาณ 300 ท่าน

ที่มา
สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมก.ได้จัดการบรรยายครั้งนี้ขึ้น เนื่องจากได้ตระหนักเห็นความสำคัญของการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารนานาชาติ ซึ่งเป็นดรรชนีที่สำคัญในการประกันคุณภาพ และชี้วัดผลสำเร็จของงานวิจัย

หัวข้อการบรรยาย
1. การส่ง Manuscript เข้าพิจารณาตีพิมพ์
2. ข้อแนะนำในการเขียน Manuscript ที่ดี และสิ่งที่กองบรรณาธิการ ใช้เป็นเกณฑ์การตัดสิน
3. ทำไมผลงานจึงไม่ผ่านการพิจารณาหรือถูกตีคืน (reject)

เนื้อหา
ผู้บรรยายเป็น Editorial Board และ Associate editor ใน Journal ของ Food Science หลายระดับนานาชาติและภายในประเทศไทยหลายฉบับเช่น Journal of Food Science (JFS), Journal of Food Quality (JFQ), Kasetsart Journal (Natural Science) เนื้อหาการบรรยายจึงมาจากแง่มุมของผู้มีประสบการณ์จริงในสายอาชีพ แต่ตัวอย่างจะเน้นหนักไปทาง Food Science ซึ่งเป็นสาขาที่ผู้บรรยายชำนาญการ

1. การส่ง Manuscript เข้าพิจารณาตีพิมพ์
•    เลือก Journal ที่เหมาะกับงานของตน โดยพิจารณาดูจากขอบข่าย (Scope) และจุดประสงค์ของ Journal นั้นๆ
•    ดูค่า Impact Factor และตรวจสอบว่า Journal นั้นเป็นที่ยอมรับหรือไม่
•    ทำรายการอันดับ Journal 10 อันดับแรกไว้
•    คำนวณระยะเวลาการตีพิมพ์
•    ตรวจสอบเรื่องค่าใช้จ่าย บาง Journal อาจมีค่าใช้จ่ายหากไม่ได้เป็นสมาชิก หรืออาจยื่นขอเป็นกรณีพิเศษ
•    พิจารณา Journal on-line เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะมีข้อได้เปรียบด้านเวลา ทั้งในแง่การพิจารณาและเผยแพร่ผลงาน
•    การส่งผลงานเข้าพิจารณา ควรระวังส่งให้ถูกสาขา เพราะทุกอย่างจะใช้เวลานาน
•  ตรวจสอบภาษาที่ใช้ว่าถูกต้อง ทางสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมก. มีทีมที่ปรึกษาที่จะช่วยดูเรื่องภาษาให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

2. ข้อแนะนำในการเขียน Manuscript ที่ดี และสิ่งที่กองบรรณาธิการ ใช้เป็นเกณฑ์การตัดสิน
•    คุณภาพของ manuscript ควรคำนึงถึงจุดเด่นของงานที่แตกต่าง (originality)
•    Research Method เป็นที่ยอมรับ ไม่เก่าเกินไป และมีเครื่องมือรองรับ
•    ความยาวของ Manuscript รวมทั้งหมดไม่ควรเกิน 35 หน้า
•   การเขียน Title page ควรกำหนดให้สั้น กระชับ และได้ความหมาย ไม่ควรเกิน 40 characters และไม่ควรมีการประชาสัมพันธ์สินค้า
•    การเขียน Abstract ควรมี Keyword และ Keyword ไม่ควรเกิน 5 คำ และ Abstract ต้องบอกว่า ทำอะไร ทำอย่างไร ผลการศึกษาที่ได้ และไม่ควรเกิน 250 characters
•    ในกรณีที่เป็นภาคอุตสาหกรรม (Industrial) มาอ่าน ควรมีหัวข้อ practical application บอกว่าอ่านแล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร
•    การเขียนเนื้อหา อย่าเขียนเป็น Paragraph ยาวๆ ให้เขียนเป็น Sub heading แยกเป็น paragraph ย่อย
•    เวลาเปรียบเทียบ ต้องระวังเรื่องหน่วย (Unit) และวิธีที่ใช้ (Method)
•    Standard Deviation/error ไม่จำเป็นต้องใส่ทุก treatment สามารถใส่แบบสรุปใน Footnote
•    แนะนำให้รวม Result และ Discussion เข้าไว้ด้วยกัน แต่บาง Journal อาจกำหนดให้แยกกัน
•    การอ้างอิง (Reference) ไม่จำเป็นต้องใส่เยอะ ๆ ประมาณ 20 references เลือกให้ตรงกับเรื่องจริง ๆ
•    หน้า Acknowledgments อย่าประชาสัมพันธ์สินค้าและบริษัทฯ
•    ตารางและรูปภาพ (Table และ Figure) ไม่ซับซ้อนและง่ายต่อการเข้าใจ
•    ในกรณี Journal On-line ก่อนทำการส่ง (Click submit) นั้น File จะเปลี่ยนเป็น PDF format ควรตรวจสอบ PDF File ก่อนว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่
•    การแก้ไขผลงาน (Revised version) ควรช่วยอำนวยความสะดวกให้ Reviewer โดยอาจ highlight ส่วนที่แก้ด้วยสี
•    โดยปกติจะมีเวลาประมาณ 30 วัน สำหรับแก้ไขผลงานเพื่อส่งเข้าพิจารณาใหม่
•    ข้อควรระวังเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ (page charge) ควรเช็คเรื่องการตีพิมพ์สีด้วย ตัวอย่างเช่น Figure บางอันไม่จำเป็นต้องเป็นสี เพราะค่าใช้จ่ายนี้ค่อนข้างสูง

3. ทำไมผลงานจึงไม่ผ่านการพิจารณาหรือถูกตีคืน (Rejection)
•    ไม่มีคุณภาพ หลักการไม่ถูกต้อง
•    อ่านแล้วสับสน ภาษามีปัญหา
•    ไม่ได้นำเสนอสิ่งแปลกใหม่
•    กระบวนการไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

บทส่งท้าย
บรรยายเน้นย้ำว่าเทคนิคสำคัญอย่างหนึ่งในการเขียน Manuscript ที่ดีนั้น ต้องอาศัยการอ่านให้เยอะ ๆ เพราะเป็นวิธีที่เราจะได้เรียนรู้โดยตรง และทราบเทคนิควิธีต่าง ๆ รวมถึงภาษาต่าง ๆ ที่ควรใช้อีกด้วย ทั้งนี้ทางสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมก. ได้จัดเตรียมผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไว้เป็นที่ปรึกษาและช่วยเหลือทางด้านภาษา โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ติดตามรายละเอียดได้ทาง www.rdi.ku.ac.th หรือโทร 0-2579-5547 ส่วนผู้ใดที่มีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษาจากวิทยากร ศาสตราจารย์ ดร.วิฑูรย์ ปริญญาวิวัฒน์กุล สามารถติดต่ออาจารย์ได้ทาง e-mail: wprinya@lsu.edu

No responses yet

ธ.ค. 30 2009

กิจกรรมห้องสมุดชุมชน

   วันที่  16   ธันวาคม  2552  โครงการห้องสมุดชุมชน  สำนักหอสมุด ร่วมกับ สถานีวิจัยลพบุรี  สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาด้านพืชศาสตร์  ทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษา  ณ  โรงเรียนบ้านสระเพลง  อ.  โคกเจริญ จ. ลพบุรี  โดยผู้อำนวยการสำนักหอสมุด  ได้มอบหนังสือ จำนวน 1,038 เล่ม  เกมอนุรักษ์พลังงาน 6 ชุด และทุนการศึกษา จำนวน 16,000  บาท   ให้แก่ตัวแทนโรงเรียน  

  

  

           วันที่   29  ธันวาคม 2552  โครงการห้องสมุดชุมชน  ได้มอบหนังสือผ่านสโมสรนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์  จำนวน  361 เล่ม   เกมอนุรักษ์พลังงาน  3  ชุด  และสื่อการสอนอื่น ๆ  อีกจำนวนหนึ่ง    เพื่อมอบต่อให้แก่โรงเรียนวัดเสด็จ     อ. อัมพวา  จ.  สมุทรสงคราม 

         

No responses yet

Next »