KULIB Talk No.20 “รางวัลชนะเลิศอาหารคาว หวาน จากมันสำปะหลังพันธุ์ห้านาที”
โดยนายอนันต์ รักดี ศิษย์เก่าคณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาวรรณคดีไทย KUรุ่น 71

libtalk20 2

      เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ได้มีการจัดงานเกษตรแฟร์ประจำปี 2562 ซึ่งภายในงานก็จะมีการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางด้านเกษตรมากมาย นอกจากนี้ ภายในงานยังส่งเสริมแนวคิดการแปรรูปมันสำปะหลังสำหรับการบริโภคให้มีความหลากหลายมากขึ้นรวมถึงมีคุณค่าทางโภชนาการมีความสะอาดปลอดภัยอาจจะนำไปสู่ความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีผ่านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งก็ได้มีการประกวดอาหารเป็นอาหารคาวหวานหรืออาหารว่างที่ทำจากมันสำปะหลังพันธุ์ห้านาที เป็นการจัดประกวดโดยภาควิชาพืชไร่นา และภาคคหกรรม คณะเกษตร ร่วมกับสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

     วันนี้ได้รับเกียรติจากผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกอบอาหารครั้งนี้ โดยสามารถคว้ารางวัลที่ 1 ทั้งประเภทอาหารคาวและอาหารหวานจากเมนู “ญ็อกกี้ขี้เมาไก่” และเมนู “มันมิลเฟย” ขอต้อนรับคุณอนันต์ รักดี ศิษย์เก่าจาก KU 71 สาขาวิชาวรรณคดีไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


ทราบข่าวการแข่งขันการประกวดทำอาหารจากที่ไหนแล้วก็ทำไมถึงสนใจเข้าร่วมการแข่งขัน


      ก่อนหน้านี้ได้ทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยโครงการพัฒนามันสำปะหลัง ของคณะเกษตร กับอาจารย์ปิยะ กิตติภาดากุล ออกจากงานมาได้ประมาณ 3-4 เดือน อาจารย์ก็ได้ส่งโปสเตอร์มาว่ามีการแข่งขันทำอาหารจากมันสำปะหลังนะสนใจไหม และผมก็เป็นคนสนใจทำอาหารอยู่แล้ว และอาจารย์ก็ทราบว่าเราสนใจการทำอาหาร อยากมาลองแข่งดูไหมจะได้ประสบการณ์
ก่อนหน้านี้คุณอี๊ฟเป็นเชฟมาก่อนไหม


      ก่อนหน้าที่จะมาทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัย ขายอาหารขายของมาก่อน และมีโอกาสได้มาแข่งขันรายการมาสเตอร์เชฟ แล้วอาจารย์ก็เห็นแววว่าเราเคยไปช่วยเพื่อนตอนที่เรียน ป.โท ทำงานเก็บข้อมูลวิจัย อาจารย์เลยถามว่าคุณสนใจจะมาทำเต็มตัวไหม เราคิดว่างานผู้ช่วยนักวิจัยมันท้าทายเพราะว่ามันข้ามสายจากที่เราจบมาจากวรรณคดี ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ใหม่และน่าจะท้าทายความรู้ความสามารถของเราพอสมควร ก็เลยได้เข้ามาเป็นผู้ช่วยนักวิจัยอยู่ประมาณปีหนึ่ง


อาจารย์ก็เลยมีโปรเจกต์มานำเสนอ


      ใช่ครับ พอหมดสัญญา 1 ปี ผมก็ออกมาทำฟรีแลนซ์ ทำในสิ่งที่เราอยากทำอีกหลาย ๆ อย่าง แล้วอาจารย์ก็ส่งโปสเตอร์มาว่างานเกษตรแฟร์ปีนี้นะมีแข่งทำอาหาร ผมเลยลองสมัครเข้ามาดู


สองเมนูที่ชนะเลิศ “ญ็อกกี้ขี้เมาไก่” และเมนู “มันมิลเฟย” ช่วยเราที่มาว่ามีความคิดสร้างสรรค์ในการทำเมนูนี้อย่างไร


      ตอนแรกเข้าใจว่าให้แข่ง 1 เมนู ก็เลยส่งใบสมัครมาแค่ 1 เมนูอาจารย์ก็บอกว่าสามารถที่จะส่งได้ทั้ง 2 ประเภท เพราะเราแข่งแยกกันทั้งคาวและหวาน ตอนที่เราสนใจที่จะเข้าร่วมเราก็เริ่มจากของหวานก่อนเพราะเดิมทีแล้วผมเป็นคนนครศรีธรรมราชจะมีขนมอย่างหนึ่งก็คือเราได้แรงบัลดาลใจจากขนมตัวนี้ เขาจะเรียกว่าขนมถาดหัวมัน ใช้มันสำปะหลังน่าจะเป็นพันธุ์ไม่แน่ใจหัวมันจะเป็นสีเหลือง เป็นขนมมันที่เราทานปกติคลุกกับมะพร้าวเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมแต่ในคนนครเขาจะนิ่งในถาดกลมใหญ่ ๆ ด้านหน้าจะใส่เป็นกะทิคล้าย ๆ กับตะโก้ ด้านหลังก็จะเป็นมัน เราก็รู้สึกว่าที่นครมีขนมหลายอย่างมาก ๆ ที่ทำมาจากมันสำปะหลัง และตอนเด็ก ๆ เราก็เห็นแม่ทำขนมบ้าบิ่นจากมันสำปะหลัง ก็เลยตั้งต้นมาว่าเราจะเอาขนมทั้ง 2 อย่างนี้มาผสมกันเพื่อที่จะให้ได้ texture ความนิ่มและความกรอบ แต่ตอนที่เราเราเอาทั้งสองอย่างมาผสมกันแล้วมันก็อร่อยแต่ทานแล้วมันเลี่ยนทานได้ไม่กี่คำ ก็เลยเบรคไว้ก่อน แล้วมันก็มีขนมส่วนที่เหลือที่เราซ้อมทำใส่ไว้ในตู้เย็นจะทึ้งก็เสียดายก็ยังสามารถกินได้อีกหลายวัน แล้วตอนเช้าก็มานั่งคิดออกแบบจานว่าจะเสริฟอย่างไงดีจะจัดจานอย่างไงดี เราก็มานั่งหั่นจะทำเป็นวงกลม จะทำเป็นสี่เหลี่ยมพื้นผ้า หรือสี่เหลี่ยมจตุรัส พอหั่นไปหั่นมาเราก็ตัดเป็นชิ้น มีส่วนที่เป็นเส้นบาง ๆ ประมาณไม้บรรทัดก็นึกขึ้นมาถ้าเราได้เป็นแผ่นบาง ๆ แล้วเราก็จะเอาอะไรมาใส่ได้ ก็นึกถึง ‘มิลเฟย’ เป็นขนมของฝรั่งเศษจะซ้อนกันเป็นชั้น ๆ สลับกันเป็นคัสตาร์ดครีมผลไม้ ถ้าเป็นมิลเฟยเราก็คิดต่อเพราะหนึ่งเราไม่มีตู้อบ สองการทำแป้งพับมันใช้เวลานานก็เลยนึกถึงว่าถ้าเป็นขนมไทย ๆ เราจะทำเป็นอะไรดี โดยที่ประหยัดเวลาและไม่ต้องใช้เตาอบ ก็นึกถึงโรตีขึ้นมา ที่ใช้การทอดแทน ก็เลยทำแป้งโรตีเดิมเป็นคนทำโรตีเป็นอยู่แล้ว ลองมาปรับปรุงว่าจะทำอะไรต่อได้ ลองปรับสูตรแป้งโรตีให้มันคล้ายคลึงกับแป้งพับโดยที่เราไม่ต้องอบและใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมงแล้วได้แบบเดียวกันกับแป้งพับ ลองทำดูปรากฎว่ามันเข้ากันและก็อร่อยแล้วคราวนี้ก็ตั้งโจทย์ขึ้นอีกถ้ามันมีแค่ 2 อย่างมันธรรมดาเกินไป แล้วเราก็รู้สึกว่าอยากทำให้มันว๊าว โดยทำขนมที่ทำมาจากมันสำปะหลังหรือขนมแบบไทย ๆ เนี่ยมันดูว๊าวดูแล้วเตะตาน่าสนใจ แล้วบังเอิญว่าช่วงนั้นเป็นช่วงเกษตรแฟร์มันก็จะมีสตอเบอรี่เยอะกับมะม่วงก็พึ่งออกแล้วถ้าเราทานกับผลไม้ละมันจะอร่อยไหม เราเลยลองเอาผลไม้ใส่เข้ามาก็จะมีมะม่วง สตอเบอรี่ และเพิ่มกีวี่ จะได้เป็น 3 สี เป็นสีเหลือง แดง เขียว คือเอาสีเข้ามาเล่นด้วย พอเพิ่มสีเข้าไปมันก็ดีขึ้น แล้วก็ลองไปค้นหาการจัดจานขนมหวานดูว่าอันไหนที่น่าสนใจพอเราค้นหามาก ๆ เราก็จะเห็นว่าของที่มันดูดีดูโมเดลมันก็จะมีของกระจุ๊กกระจิ๊กตกแต่งเยอะ ๆ ไปเห็นตัวหนึ่งที่มันเป็นคัมโบ้ เป็นคุ๊กกี้ตัวหนึ่งเป็นผง ๆ มีความกรอบของโรตี มีความนิ่มความสดชื่นของผลไม้ แล้วถ้าเราใส่คัมโบ้เข้าไปมันจะอร่อยไหม ตอนที่เราทำคัมโบ้ทดลองกับไมโครเวฟจะได้ไหม มันก็พอไปได้ ก็เลยใส่คัมโบ้เข้ามาเพิ่มถั่วต่างๆ ให้มีความกรุบกรอบให้มีหลายมิติ พอทำเสร็จก็ให้เพื่อนลองชิมดูว่ารสชาติเป็นอย่างไง ก็โอเครสชาติไปด้วยกันได้ดีกับมันสำปะหลัง อันนั้นก็จะเป็นที่มาของเมนูขนมหวาน“มันมิลเฟย”


พูดถึงเมนูคาวบ้าง “ญ็อกกี้ขี้เมาไก่” มันมีส่วนประกอบอะไรบ้าง

     โจทย์นี้ก็ยากเพราะเราก็ไม่ค่อยเห็นว่ามันสำปะหลังจะเข้ามาอยู่ในอาหารคาวอย่างไง ก็เลยโทรปรึกษาแม่ว่าเคยทำอาหารคาวจากมันสำปะหลังไหม แม่ก็บอกว่าเคยเห็นว่าเขาใส่ในแกง เราก็จะเห็นว่าแกงมัสมั่นก็จะใส่มันฝรั่งหรือมันเทศ ถ้าลองเอามันสำปะหลังมาใส่ในแกงมัสมั่นว่าจะเป็นอย่างไงตอนนั้นยังอยู่ในกระดาษพอคิดไปคิดมามันก็ดูธรรมดาไป เราก็ไปดูรายการทำอาหารแล้วนั่งคิดอยู่ 2-3 วัน ก่อนจะได้เมนูมา ก็นึกถึงญ๊อกกี้ เพราะว่าญ๊อกกี้เป็นอาหารตะวันตก ถ้าเราเอามันสำปะหลังมาทำให้มันผสมเข้ากันได้มันน่าจะว๊าวพอสมควร ด้วยความที่ญ๊อกกี้เป็นพลาสต้าอย่างหนึ่งทางฝั่งตะวันตกถ้าเราจะทำแบบในครัวไทยสำหรับคนไทยเราจะทำเป็นซอสอะไรดี ระหว่างขี้เมากับกะเพรา ถ้าเป็นขี้เมามันจะมีความเผ็ดร้อนอยู่มากกว่ากะเพรา ลองเป็นญ๊อกกี้ขี้เมาไก่ดู เริ่มทดลองทำ 2-3 วัน ใช้วิธีการทำญ๊อกกี้ทั่วไป คือต้มมันสำปะหลังผสมกับแป้งดูเพราะญ๊อกกี้ใช้มันฝรั่งต้มผสมกับแป้ง ด้วยโจทย์ที่ว่าเพิ่มคุณค่าทางอาหารก็เลยลองเอาผักชี เกลือ พริกไทย ปรุงรสเข้าไปในตัวญ๊อกกี้เพื่อให้เส้นมีรสชาติมากยิ่งขึ้น แล้วก็ปรุงรสแบบไทย ๆ เหตุผลที่เลือกรสชาติแบบไทย ๆ คือว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเอาไปต่อยอดของเกษตรกร ของครัวไทย ถ้าเราทำเป็นซอสแบบฝรั่งมันก็จะทำอย่างและอุปกรณ์ก็หายากและดูยุ่งยาก ก็เลยเลือกเป็นขี้เมาเพราะผมคิดว่าในครัวของทุก ๆ บ้านน่าจะมีอยู่แล้ว


คิดว่าอาหารที่เราทำมันมีจุดเด่นเอกลักษณ์ตรงไหนที่ทำให้คณะกรรมการถึงเลือกอาหารเราให้ได้รับรางวัล


      คิดว่าอย่างขนมหวาน “มันมิลเฟย” การที่เราเอาอาหารไทยมาผสมผสานกับเทคนิคแบบตะวันตก พอมันมีองค์ประกอบหลากหลายแล้วทานแล้วมันเข้ากันได้ดีก็คิดว่าน่าจะเป็นจุดนั้น ส่วนอาหารคาวด้วยความที่เราเลือกแบบไทย ๆ ตัวคอนเซป การเอาไปใช้งาน การผสมผสานระหว่างอาหารไทยกับอาหารฝรั่ง


มันสำปะหลังพันธุ์ห้านาทีหลาย ๆ ท่านคงไม่รู้ว่าเป็นมันประเภทไหนอย่างไง หรือมีจุดเด่นอย่างไงที่ราเอามาทำ อธิบายพันธุ์ห้านาที


      ก่อนมาเป็นผู้ช่วยนักวิจัย ผมรู้จักแต่มันกินอย่างเดียวคือมันสำปะหลังที่ใช้รับประทาน เอาไปทำขนมอะไรต่าง ๆ พอมาเป็นผู้ช่วยนักวิจัยแล้วเรารู้จักมันอีกหลายอย่าง มันที่อยู่ในระบบอุตสาหกรรมอย่างที่ดัง ๆ ก็ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็จะมี KU50 ระยอง1 เป็นชื่อพันธุ์ของมันสำปะหลัง หนึ่งในนั้นก็จะมีพันธุ์ห้านาที เท่าที่ทราบมาในพันธุ์ห้านาทีจะมีปริมาณไซยาไนด์ต่ำทานแล้วไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เขาเลยนิยมนำมาทำอาหารโดยใช้หัวสดมาทำโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมก็เลยเป็นที่แพร่หลาย ง่ายต่อการปรุง แล้วก็สุกง่ายตามชื่อที่ว่าห้านาที ใช้เวลาปรุงเร็วกว่าพันธุ์อื่น ๆ ส่วนพันธุ์ที่ส่งออกทางอุตสาหกรรมจะมีไซยาไนด์สูงพอผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมก็จะมีการสกัดไซยาไนด์ออก มันก็จะอยู่ในผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น แป้งมันสำปะหลัง

อย่างที่ทราบว่าคุณอี๊ฟจบมาทางด้านวรรณคดีไทยแล้วทำไมถึงมาทำงานทางด้านอาหารได้อย่างไง


      ตอนที่อยู่ ป.2 เราไม่ได้รวยมากเป็นคนชนชั้นกลางแม่ทำงานกลับบ้านดึก แล้วผมมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน แม่ก็มีเวรให้ 4 อย่าง คือ ซักผ้า ล้างจาน ทำกับข้าว และกรอกน้ำ พี่น้อง 4 คนก็จะเวียนกันทำ พอเราได้ลงมือทำทั้ง 4 อย่าง แต่ละคนก็จะรู้ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร ผมนี้เป็นคนชอบทำอาหารเรารู้ว่าเราชอบทำอาหาร พอถึงเวรเราเราก็จะแลกกับพี่ชายพี่สาวเราก็จะทำอาหารอย่างเดียว บางวันก็จะไปล้างจานด้วย ด้วยจุดตรงนั้นทำให้เราสั่งสมประสบการณ์และวิธีการต่าง ๆ พอแม่เห็นแววว่าเราทำอาหารได้ ท่านก็จะสอนทำโน้นทำนี้ ทำพริกแกง เหมือนเข้าครัวกับคุณแม่ตั้งแต่เด็ก ถ้าจริงจังจริง ๆ ก็น่าจะประมาณ ป.3 เพราะว่าตอนนั้นมีงานลูกเสือที่โรงเรียนผมเอาแก๊สปิกนิกไปเข้าค่ายลูกเสือ พ่อก็ไปส่งแต่ครูเขาก็ไม่ให้ใช้มันดูอันตราย เขาก็ให้ใช้ฟืน


ทำไมเราไม่เรียนทางด้านอาหาร แล้วมาเรียนวรรณคดีไทยได้อย่างไร


     ตอนที่จบ ม.6 ผมก็อย่างเรียนเชฟ แต่ตอนนั้นเชฟต้องจบสายวิทย์ ผมเรียน ศิลป์-ภาษาจีน แม่ก็อยากให้เรียนสายที่จบมาเป็นข้าราชการ ผมก็เลยเลือกสิ่งที่ถนัดอันดับที่ 2 ก็คือภาษาไทย วรรณคดี มาได้ที่ภาควิชาวรรณคดีไทย คณะมนุษยศาสตร์ ตอนที่เรียนเราก็ยังทำอาหารอยู่ปกติ อย่างที่หอพักก็จะมีงานบุญ งานโฮม เราก็จะทำกับข้าว ก็ถือโอกาสนี้ฝึกฝีมืออยู่ตลอดเวลา


ก่อนที่จะมาประกวดงานที่เกษตรแฟร์คุณอิ๊ฟได้ประกวดหรือเข้าแข่งขันอะไรมาบ้างไหม


      ก็มีบ้างครับ รายการแรกที่ไปแข่งก็น่าจะเป็นแชมป์แกงไทยของซีพี ตอนนั้นเราคิดว่าระดับความอร่อยของเราอยู่ตรงไหน เพราะว่าการที่เราทานแล้วรู้สึกว่ามันอร่อย คนที่บ้านรู้สึกว่ามันอร่อย มันอร่อยอย่างไง เพราะฉนั้นแล้วพอมีโครงงานนี้เข้ามา ก็จะมีแกงให้เลือก 5 อย่างคือ แพนง มัสมั่น เขียวหวาน ฉู่ฉี่ และแกงกระหรี่ไก่ ก็เลยเลือกทำฉู่ฉี่ แม่ทำบ่อยแล้วรู้สึกว่ามันอร่อยมาก ก็เลยเข้าแข่งขันรายการนี้ก็ได้เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย และได้สัมภาษณ์ 5 คนสุดท้าย ก็เลยรู้สึกว่าฝีมือเราก็ไม่ธรรมดานะ เพราะว่าก่อนหน้านี้เราไม่รู้ว่าความอร่อยอยู่ระดับไหน ระดับชาวบ้าน หรือคนทั่วไปกินแล้วอร่อย ก็เลยรู้ว่าตัวเองก็พอมีฝีมือนะ รสมือก็น่าจะใช้ได้อยู่ อีกรายการหนึ่งที่มาแข่งก็คือ มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ก่อนหน้านี้ก็จะมีรายการนี้ในอเมริกา ออสเตรเลีย เราก็ดูรายการผ่านยูทูป พอมีรายการนี้ในไทยเราก็รู้สึกว่าแบบมันน่าตื่นเต้นมากสำหรับเรา อย่างคนที่ชอบร้องเพลงก็จะต้องไปรายการ เดอะสตาร์ เอเอฟ Got Talent พอรายการอาหารมา ในแวดวงอาหารและคนที่ชอบในการทำอาหารก็จะไปรายการนี้ ครั้งแรกที่ไปยังไม่ได้เข้ารอบ ก็เลยได้มาทำงานกับอาจารย์ปิยะ แล้วคราวนี้เพื่อนก็ชวนไปเก็บข้อมูลเป็นเพื่อนหน่อย ด้วยงานของเราไม่ได้เจาะจงมากเราขายอาหารที่บ้าน ก็ไปช่วยเพื่อน 10 วัน แล้วอาจารย์ก็ขาดคนพอดีเลยชวนเราทำงาน เราก็รู้สึกว่างานนี้มันท้าทายเราก็เลยเข้าร่วม พอ season 2 เราก็ไปสมัครมาสเตอร์เชฟอีก รอบที่ดีที่สุดคือ รอบ 100 คนสุดท้าย


แล้วตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างแข่งอยู่ไหม


      ไม่ครับ จบไปแล้ว ตอนนี้ก็อยู่ใน season 3 เชฟเขาก็ถามว่าไปเรียนจัดจานจากที่ไหน ผมก็ตอบไปว่าจาก IG มันดูว่าเป็นไปได้หรอ ตั้งแต่ season แรกแล้วที่เขาถามผม ผมก็ตอบไปว่าเรียนจาก IG เพราะตอนนั้น IG กำลังบูมแล้วเขาก็จะลงรูปเยอะ เราก็ติดตามแต่เชฟอย่างเดียว เพื่อนคนอื่นถ้าไม่สนิทจริง ๆ ก็ไม่ติดตาม เรารู้สึกว่าเราให้พื้นที่ใน IG นี้สำหรับกับการเรียนทำอาหาร บางทีมันเห็นอะไรบางอย่างถ้าเราใส่ใจจริง ๆ มันก็จะเห็นว่าในจานเชฟเขามี gimmick เล็ก ๆ หรือตรงนี้ใช้เทคนิคแบบไหน เช่น แครอททำเป็นรูปร่างแบบนี้เสริฟในจานแล้วมันดูโมเดล บางทีเห็นแว๊บ ๆ ในวิดีโอเราก็ตื่นเต้นอันไหนที่เราไม่เคยรู้มาก่อน


ดูเหมือนว่าคุณอิ๊ฟก็มีประสบการณ์มาบ้าง


      มีมาบ้างครับแล้วก็เรียนจาก IG พอเราดูบ่อย ๆ มันก็จะเกิดเป็นสไตล์ของเราเอง เรารู้สึกว่าจานนี้ถ้าเราเอาเนื้อสัตว์มาวางไว้ตรงนี้ เอาผักมาวางตรงนี้ มันจะดีกว่าไหม หรือเราอยากลองทำแบบนี้ ดัดแปลงโน้นนี้นั้น เหมือนกับเราได้แรงบัลดาลใจมาจากเชฟอีกต่อหนึ่ง เอามาฝึกก็จะเป็นรูปแบบของเรา


ในฐานะที่เราเข้าประกวดหลายรายการมีเมนูโปรดอะไรบ้างที่เป็นของตัวเอง
ชอบทานบ่อย ๆ น่าจะเป็นแกงส้มใต้ ฝีมือแม่


แกงส้มกับแกงเหลืองเหมือนกันไหม


      อย่างภาคกลางเขาจะเรียกแกงเหลือง แต่ภาคใต้เรียกแกงส้ม แต่ว่าแกงส้มภาคกลางก็อีกแบบหนึ่งจะโขกเนื้อปลาผสมเข้าไปบางที่ก็ใส่กระชายเข้าไปด้วย แต่ภาคใต้จะไม่ใส่กระชาย ส่วนใหญ่เราจะแกงโดยใช้เนื้อปลาเป็นชิ้น ๆ ใส่ผักเข้าไป ผักที่ใช้ก็ตามฤดูกาล รสชาติก็จะจัดจ้านกว่า จะเข้มข้นกว่า ได้ทานกับไข่เจียวก็คือนิพพานแล้ว ทานได้ทุกมื้อ


ทำเองบ่อยไหม


      อย่างแกงส้มไม่ค่อยได้ทำเองเพราะว่าไม่ค่อยว่าง ก็จะมีเป็นมื้อพิเศษ อย่างเพื่อนนัดรวมตัวกัน ก็จะทำกับข้าวหลาย ๆ อย่างทานกัน


คิดว่าสิ่งที่อยากที่สุดในการทำอาหารคืออะไร


      ล้างจาน คือจริง ๆ เป็นคนไม่ชอบล้างจาน ก็เลยรู้สึกว่ามันขี้เกียจ ถ้ามองด้วยวิธีว่าทำอาหารอะไรที่ยากที่สุดหลายคนก็จะบ่นว่าการเตรียมส่วนประกอบ ผมมีความสุขมากในการเดินตลาด เดินได้เป็นวันในซุปเปอร์มาเก็ต ก็คงเป็นเรื่องของการเตรียมอย่างเช่น มันมิลเฟย มันก็จะมีองค์ประกอบประมาณ 5 อย่างได้ ก็จะมี มันนิ่ง แผ่นแป้งทอด ก็จะมีตรงหน้ากะทิ หน้ากะทิเราก็ใช้วิธีการตุ๋นการกวดเอาน้ำลองข้างล่างเพื่อที่จะให้น้ำครีมละเอียดไม่เป็นเม็ด ก็เพิ่มความยากเข้ามาอีก แล้วก็จะมีในส่วนของผลไม้ คัมโบ้ แล้วก็ถั่วต่าง ๆ เตรียมอย่างต่ำ ๆ ก็ 5 อย่าง ถึงจะมาเป็นองค์ประกอบได้ 1 จาน ขั้นตอนการทำมันมิลเฟยก็จะยุ่งยาก ตอนที่แข่งกรรมการก็ให้เวลา 2 ชั่วโมง ตอนที่เราฝึกเราก็จับเวลาแต่ไม่ได้เป๊ะ เราก็รู้สึกว่าประมาณชั่วโมงครึ่งก็น่าจะเสร็จ แต่พอทำจริง ๆ คือ 2 ชั่วโมงนี้น้อยไปมากสำหรับการทำ 3 จาน ทั้ง ๆ ที่กรรมการก็บอกเหลืออีก 10 นาที ก็ 10 นาที ยังไม่รวมองค์ประกอบเลย ก็ถือว่ายากอยู่เหมือนกัน สรุปก็คือสิ่งที่ยากในการทำที่สุดคือ ขั้นตอนการเตรียม และการล้างจาน


หลังจากที่เราเข้าประกวดแล้วได้รับรางวัลชนะเลิศแล้วเป้าหมายต่อไปของคุณอิ๊ฟคืออะไร


      ในระยะสั้นก็คือว่า ตอนนี้มีเพลนว่าจะเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ เป็นร้านข้าวมันไก่ วิธีการเตรียมหรือว่าจำนวนคนในร้านน้อยกว่า ความรู้สึกเราคือ เราใช้คนน้อย ทรัพยากรบุคคลเรามีน้อย ประหยัดงบด้วย ตอนนี้กำลังดูที่อยู่


แสดงว่าเราก็มีเทคนิคทำข้าวมันไก่ที่อร่อย


      ก็คิดว่ามีสูตรเด็ดอยู่ครับ อย่างข้าวมันไก่มันดูเป็นอาหารที่เรียกว่าเราเจอได้บ่อยมาก อาหารจานด่วน ที่ทุกคนกินได้ ข้าวมันไก่มันมีแต่ข้าวกับไก่ แต่ด้วยความง่ายมันซ้อนความยากเข้าไปในเมนูอย่างไก่เราก็จะต้มไม่เปื่อยมากชุ่มช่ำกำลังดีถึงจะอร่อย ข้าวถ้าทำเองก็จะใช้แค่ข้าวหอมมะลิ อย่างที่เราเจอคือข้าวไม่เรียงตัวสวยมันดูไม่เป็นเม็ดมันดูแฉะ ฉะนั้นข้าวก็มีส่วนสำคัญ น้ำจิ่มก็มีส่วนสำคัญ ฉะนั้นแล้วเมนูที่ดูเหมือนง่ายแต่ที่จริงมันยาก เราก้รู้สึกว่าเรามีสูตรที่ดี วิธีการปรุงเราก็น่าจะสู้ร้านอื่นได้ คิดว่าน่าจะไปได้ดี

เป้าหมายสูงสุดที่อยากจะทำ


      อยากจะเป็น Celebrity Chef คือว่า เหมือนเป็นดารา เป็นเซเลบทางด้านอาหาร อย่างในปัจจุบันก็อย่างเชฟชุมพล ในรายการเชฟกระทะเหล็ก เชฟป้อมในรายการมาสเตอร์เชฟ มันไม่ใช่แค่การทำอาหารมันหมายรวมไปถึงว่ามีพื้นที่สื่อจะประชาสัมพันธ์หรือว่าถ่ายทอดความรู้ของเราให้กับบุคคลอื่นได้ คือความตั้งใจของอิ๊ฟก็คือว่าเราอยากที่จะนำเสนออาหารใต้ อาหารพื้นบ้านของเราให้มันแพร่หลายมากยิ่งขึ้น เข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เป็นอาหารที่ทุกคนนึกถึงเวลาจะทานประมาณนี้ครับ ถ้าเราได้เป็นเชฟที่มีชื่อเสียงและได้นำเสนออาหารใต้ก็คิดว่าเป็นความฝันสูงสุดในเรื่องของการทำอาหาร


อยากให้คุณอิ๊ฟฝากแนวคิดกับน้องรุ่นใหม่ที่บ้างคนกำลังหาแรงบัลดาลใจของตัวเองว่าฉันอยากจะทำอะไรต่อไป


      เรียนจบมาผมก็ทำอะไรที่ผมอยากจะทำก่อนประมาณสักปีหนึ่ง ก่อนหน้าจะขึ้นปีหนึ่งไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนแล้วก็จมน้ำทะเล เรารู้สึกว่าชีวิตมันไม่แน่ไม่นอนมันมีเวลานิดเดียว พอเรามาเรียนในมหาวิทยาลัยก็เลยทำอะไรที่เราอยากทำถ้ามันไม่เป็นสิ่งที่เดือดร้อนคนอื่น การที่เราได้ทำอะไรที่เราอยากทำผมคิดว่าชีวิตนี้มันมีคุณค่านะ ถ้าเราเอามาตรฐานของสังคมมาใช้ การที่คนอื่นบอกคุณว่าคุณยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่เราจะรู้ว่าการประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นให้ตัวของเราเป็นคนบอกเอง บางทีเพื่อนก็จะบอกว่าทำไมอิ๊ฟไปโน้นไปนี้ทำโน้นทำนี้สบายจังไม่ทำงานหรอแต่จริง ๆ เราทำ แต่เราเลือกที่จะทำในแบบของเรา บ้างคนก็จะมองว่าอายุขนาดนี้แล้วทำไมไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยแต่สิ่งที่เราได้ทำ ความสุขของเราที่เราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำผมว่ามันมีค่าแล้วมันให้คุณค่ากับชีวิตของเรามันไม่ได้ให้ความสุขแก่คนอื่น เพราะฉะนั้นการที่เราทำอะไรที่มันไม่เดือดร้อนสังคม คนอื่น และมันเป็นความสุขของเราจะทำให้เราไปข้างหน้าได้ สิ่งที่เราชอบทำมันจะเป็นตัวผลักดันเราไปข้างหน้า และมันจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เราประสบความสำเร็จ เพราะการที่เราอยู่กับสิ่งที่เรารักสักวันหนึ่งเราก็จะประสบความสำเร็จในแบบของเราครับ


      การที่เราจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นขอแค่น้อง ๆ ลองค้นคว้าหาวิธีการแล้วลงมือทำซึ่งจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จตัวเราเองเท่านั้นที่จะรู้ อย่างคุณอิ๊ฟเองก็มีการใช้ทั้งประสบการณ์ในเรื่อง ๆ มาผนวกผสมผสานกันและก็มีการลงมือทำอย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้ถึงได้ก้าวมาถึงจุดนี้ได้อย่างมีคุณภาพ

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่น่าสนใจ