สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่การ Live ผ่านทาง Facebook Live ของสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในรายการ KULIB Talk ดิฉันนางสาวมนรดา นพศิริ นิสิตจากชมรมส่งเสริมศิลปะการพูด รับหน้าที่เป็นพิธีกรในวันนี้ค่ะ

          วันนี้ได้รับเกียรติจากนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ระดับเหรียญทอง การแข่งขัน A-Math การแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 45 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ระดับรางวัลประเภททีมหญิง ขอต้อนรับคุณวรรณรัตน์ สายสุวรรณ์

แนะนำตัว

          สวัสดีค่ะ ชื่อนางสาว วรรณรัตน์ สายสุวรรณ์ เรียนอยู่คณะเศรษฐศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา

อยากให้ช่วยแนะนำเกี่ยวกับการแข่งขัน

          สำหรับการแข่งขัน A-Math  A-Mathก็คือเป็นเกมต่อเลขคำนวณทางคณิตศาสตร์ จะเป็นการสร้างสมการง่ายๆ คือการบวก ลบ คูณ หารเลข โดยจบเกมถ้าคนไหนฝ่ายไหนได้คะแนนสูงสุดก็จะเป็นผู้ชนะ

การแข่งขัน A-Math จะต้องใช้ทักษะหรือความรู้ทางด้านไหนบ้าง

คิดว่าเราใช้ทักษะง่ายๆ เลย เพราะว่าสมัยนี้มีการจัดแข่งขันตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงรุ่นโอเพ่น ถ้าสมมติเราคิดสมการง่ายๆ เช่น การบวก ลบ คูณ หารเลขได้ เราก็สามารถเล่น A-Math ได้แล้ว

การแข่งขัน A-Math มีอุปกรณ์อะไรบ้าง

          สำหรับอุปกรณ์ในการแข่งขัน ก็จะมี 1.กระดาน 2.ถุงเบี้ย 3.ที่วางเบี้ย 4.เพื่อความสนุกจะมีนาฬิกาจับเวลาในการแข่งขัน

(พิธีกร เรียกได้ว่าเป็นกีฬาที่ใช้อุปกรณ์หลากหลายชนิดมาก)

การแข่งขัน A-Math มีการแข่งขันหรือว่ามีเกณฑ์การคิดคะแนนอย่างไร

          สำหรับในการแข่งขันก็จะมีหลายรุ่นหลายประเภท ตั้งแต่อย่างที่พูดไปแล้วก็คืออนุบาลถึงรุ่นโอเพ่นในปัจจุบัน และการคิดคะแนน ก็จะมีกระดาน กระดานจะประกอบไปด้วย 4 ช่องพิเศษ ช่องที่ 1 สีแดงก็คือ คูณ3 ทั้งสมการ ช่องที่ 2 สีเหลือง คูณ2 ทั้งสมการ ช่องที่ 3 สีฟ้า คูณเฉพาะตัวเบี้ยนั้นๆ แล้วก็ช่องที่ 4 สีส้ม คูณ 2 เฉพาะตัวเบี้ยนั้นๆ สำหรับการคิดคะแนนจะคิดว่า ถ้าสมมติว่ารอบแรกตาเราเล่น เราลงตัวเบี้ยไปทับช่องพิเศษจะคิดรอบนั้นแค่รอบเดียว ส่วนผู้อื่นหรือฝ่ายอื่นที่มาต่อสมการเราจะคิดแค่คะแนนบนตัวเบี้ย

ส่วนพิเศษในการเล่นของเรามีอะไรบ้าง

          สำหรับส่วนพิเศษในการเล่น ข้อที่ 1 การขอเปลี่ยนตัว การขอเปลี่ยนตัวเราสามารถทำได้สูงสุด 8 ตัว แต่ว่าผู้เล่นฝ่ายไหนที่ขอเปลี่ยนตัวจะต้องเสียเกมตานั้นให้กับฝ่ายตรงข้าม แล้วก็มีกรณีพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ สมมติถุงเบี้ยเหลือไม่เกิน 5 ตัวไม่สามารถขอเปลี่ยนได้ แล้วก็ข้อที่ 2 การขอทำชาเลนจ์ การขอทำชาเลนจ์ก็คือ ถ้าเราเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามลงสมการผิด แล้วเราทักท้วงไป มันผิดจริงๆ ตานั้นจะเป็นฝ่ายเราที่ได้เล่น แล้วเขาจะเสียตานั้นไป แล้วข้อที่ 3 คือการทำบิงโก การทำบิงโกก็คือสมมติฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลงตัวเบี้ยได้ครบ 8 ตัวก็จะได้บวก 40 คะแนนในตานั้นๆ เลย ประมาณนี้

การที่จะเข้าไปแข่งขันก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ขอทราบได้ไหมว่าได้เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้อย่างไรบ้าง

          สำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ เกิดจากการชักชวนของพี่ในวิทยาเขตศรีราชาก่อน คนแรกก็คือ พี่กานต์แล้วพี่กานต์ติดต่อกับพี่เมฆให้ว่ามีน้องในคณะสามารถเล่น A-Math ได้ เขาก็เลยไปชักชวนมาฝึกซ้อมที่บางเขน และก็ได้เป็นตัวแทนร่วมกับบางเขนไปแข่งในกีฬามหาวิทยาลัย

อยากให้ช่วยเล่าถึงบรรยากาศ รวมถึงว่าในช่วงการแข่งขันจะต้องใช้เวลาการแข่งขันกี่วัน แล้วทีมอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง

          สำหรับบรรยากาศในการแข่งขัน วันแรกๆ ก็จะรู้สึกตื่นเต้น เพราะว่าเราเจอแบบสถาบันที่เก่งๆ แล้วก็ส่วนระยะเวลาในการแข่งขันก็จะประมาณ 7 วัน เพราะมันมีหลากหลายประเภทในการแข่งขัน A-Math เช่น ประเภททีม ประเภทเดี่ยว ประเภทผสม หรือประเภทคู่

ข้อดีหรือข้อคิดที่ได้จากการแข่งขันครั้งนี้คืออะไร

          สำหรับข้อดีพี่คิดว่า ถ้าเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก มันจะสร้างกำลังใจให้กับเราและรู้สึกว่าเราทำแล้วสนุกไปกับมัน แล้วก็ถ้าเป็นข้อคิดก็คือพี่คิดว่าถึงแม้ว่าพอเราแข่งกีฬาจบไปแล้ว ผลจะเป็นยังไงสุดท้ายทุกมหาวิทยาลัยก็มีน้ำใจนักกีฬาให้แก่กันอยู่เสมอ

ถือว่าเป็นข้อดีของกีฬาชนิดนี้และยังเป็นข้อดีของกีฬาชนิดอื่นๆ เช่นกัน และในครั้งนี้ที่ได้รับรางวัลอันดับ 1 เป็นการแข่งขันประเภททีมได้เรียนรู้อะไรจากการแข่งขันประเภททีม รวมถึงมีกติกาพิเศษอะไรเกี่ยวกับการแข่งขันประเภททีมไหม

          สำหรับสิ่งที่ได้จากการแข่งขันประเภททีม ก็คือ ทีมเกษตรของเรา เราจะสร้างกำลังใจให้กันเสมอ สมมติว่าทุกคนไปแข่งมาตานั้นผลจะออกมาแพ้หรือชนะอย่างไร เรารีเซตตัวเองในเกมนั้นเพื่อจะเตรียมพร้อมในการแข่งขันในเกมต่อไปทันที แบบว่าเราจะไม่มานั่งโทษกันว่าคนนี้แพ้มานะ หรือชนะมานะ คือเราจะแบบสร้างกำลังใจให้กันและให้กำลังใจกันเสมอ

แล้วก่อนหน้านี้ ได้เคยไปร่วมเข้าการแข่งขันเกี่ยวกับประเภทอื่นๆ มาบ้างไหม

          สำหรับการแข่งขัน เริ่มเล่น A-math ตั้งแต่ ม.1 แต่ว่าโรงเรียนส่งแข่งขันประมาณ ม.3 ถึง ม.6 แล้วก็รางวัลที่คิดว่าภาคภูมิใจที่สุดเป็นช่วง ม.4 ม.4 ได้รับเป็นตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปแข่งขันที่เมืองทองธานีระดับประเทศ ได้ที่ 6 ระดับประเทศ และจากนั้นมาก็เริ่มเข้ากีฬามหาวิทยาลัย เริ่มแข่งตั้งแต่ปี 2 ถึงปี 4 ก็ประเภททีมของเกษตรได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งทุกปี

เล่น A - math เก่งขนาดนี้ต้องสอนเล่นบ้าง

ได้ค่ะ

ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ คิดว่าเด็กยุคใหม่ควรจะมีทักษะหรือว่าด้านใด ที่สามารถจะประสบความสำเร็จได้บ้าง

          เด็กยุคใหม่ คือ อยากให้มีความอดทนมากๆ แล้วก็หมั่นฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ ถ้าเราตั้งใจอยากทำอะไรก็ทำให้มันเต็มที่ แล้วก็เป็นผู้แบบเรียนรู้ตัวเอง หาความรู้ใส่ตัวหรือเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ถ้าสมมติมีใครติชมหรือให้คำปรึกษาเราก็น้อมรับฟังไว้ แล้วก็ไปปรับปรุงตัว พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น

สุดท้ายนี้ก็อยากจะให้ช่วยแนะนำกับรุ่นน้องๆ รวมถึงนิสิตท่านอื่นๆ สำหรับใครที่อยากจะสร้างสรรค์ผลงานดีเด่น หรืออยากจะเข้าร่วมการแข่งขันจะต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง

          สำหรับคนที่สนใจจะเล่นกีฬา A - math ตอนนี้ชมรมก็มีเปิดรับสมัครอยู่ ก็ให้สมัครที่น้องไอซ์ เป็นประธานชมรมอยู่ชั้นปีที่ 3 อยู่คณะเศรษฐศาสตร์ และก็ถ้าสมมติใครสนใจให้เดินเข้าไปที่ชมรมและก็เข้าไปเล่นได้ ทุกคนแบบเป็นกันเอง แล้วเราอยู่แบบสังคมพี่น้อง

เชื่อว่าทุกท่านก็คงจะได้รับข้อคิดดีๆ รวมถึงความรู้เกี่ยวกับ A-math ก็อยากจะให้ทุกท่านสำหรับใครที่มีความฝัน หรืออยากที่จะประสบความสำเร็จเหมือนพี่ไอซ์ เชื่อว่าทุกคนมีความฝันและก็กล้าที่จะลงมือทำ เชื่อว่าความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน และสำหรับวันนี้นะคะ ทางรายการ KULib Talk ของเราก็ต้องขอขอบคุณพี่ไอซ์ค่ะ หรือว่า คุณวรรณรัตน์ สายสุวรรณ์ มากๆ ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ดีๆ เกี่ยวกับการแข่งขัน A - math

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่น่าสนใจ

คู่มือครูคณิตศาสตร์ การสอนคณิตศาสตร์ด้วยเกม

เซียนคณิตพิชิตสมองเสื่อม !

Super genius ฝึกคิด ฟิตสมอง

เกมคณิตปริศนา : พาสนุกปลูกปัญญา

 

KUlib Talk No.23 “Sam’s Story RUN FOR LIFE”

 

     ในปีที่ผ่านมามีข่าวออกมามากมายหลายข่าวที่เป็นกระแสปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่ประเทศของเรา รวมถึงการถ่ายทอดการวิ่งของพี่ตูน บอดี้แสลม ที่มีการวิ่งเพื่อระดมทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์มอบให้กับโรงพยาบาลจำนวน 11 แห่ง ภายใต้โครงการก้าวคนละก้าว ซึ่งการวิ่งในครั้งนี้ได้สร้างแรงบัลดาลใจให้กับใครหลายคนที่จะพาตัวเองออกมาวิ่งเพื่อสร้างสุขภาพให้กับตัวเอง ซึ่งแขกรับเชิญของเราในรายงาน KUlib Talk ในวันนี้ก็เป็นหนึ่งท่านที่ได้รับแรงบัลดาลใจจากพี่ตูนเช่นกัน ซึ่งบุคคลท่านนี้ก็เป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา รุ่น KU65 จากคณะวิทยาการจัดการ เคยเป็นอดีตนักมวยจากเวทีราชดำเนิน ได้ล้มป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว และได้รับแรงบัลดาลใจให้ลุกขึ้นมาก้าวเดินและก็วิ่งโดยบันทึกเรื่องราวของตัวเองผ่านเพจ Sam’s Story และวันนี้คุณแซมของเราได้อยู่กับเรา ขอต้อนรับคุณแซมครับ

libtalk24 1

 

ให้คุณแซมแนะนำตัวเองให้กับท่านผู้ชมรายการในตอนนี้ด้วยครับ

     สวัสดีครับ ผม แซม ณัฐพล เสมสุวรรณ KU65 วิทยาเขตศรีราชา เป็นอดีตผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน

ตอนที่เรารู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันเราสึกอย่างไรบ้างครับ

     อาการเริ่มจากเบื่ออาหาร ทานอาหารไม่ค่อยได้ เริ่มมีอาการอาเจียน เริ่มเป็นไข้ทุกวันเลย ด้วยความที่เราอยู่หอพักอยู่ไกลจากคุณพ่อคุณแม่ เราก็เข้าใจว่ามันอ่อนเพลียจากอาการพักผ่อนน้อย ก็ทานยาพาราทุกวัน จนกระทั่งสอบเสร็จกับบ้านมา คุณแม่เห็นว่าเป็นไข้สามวัน ก็เริ่มพาไปหาหมอเจาะเลือดพบว่ามีเม็ดเลือดผิดปกติ

ตอนนั้นรู้สึกท้อแท้ไหมครับที่รู้ คือ ตอนที่รู้ยังเป็นนิสิตที่ศรีราชาใช่ไหมครับ

     รู้สึกตกใจ ท้อ เพราะว่าเรายังอยู่ในวัยที่อายุไม่เยอะมาก มีร่างกายที่แข็งแรง มันก็ตกใจเพราะเราไม่เคยป่วยเลยแต่พอมาเจ็บก็กลายเป็นว่าเป็นมะเร็งไปเลย

ตอนนั้นคิดอย่างไร พอรู้ว่าเป็นเราวางแผนการดำเนินชีวิตของตัวเองอย่างไร

      ด้วยความที่พื้นฐานร่างกายเป็นคนที่แข็งแรงมาก ๆ เราเข้าใจเอาเองว่า มันคงผ่านไปได้อย่างไม่ยากเย็น ด้วยวัยที่ยังน้อยอายุยังไม่มากร่างกายยังแข็งแรงอยู่ แต่ว่าพอเราเริ่มเข้าสู้กระบวนการรักษาจริง ๆ มันยากมาก มันยากถึงขนาดเราเอาชีวิตไม่รอด หลาย ๆ ครั้ง เราต้องเข้าปลูกถ่ายไขกระดูก เราไม่สามารถรับประทานอาหารเองได้ เราหายใจเองไม่ได้ เราลุกขึ้นช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เรากลายเป็นคนที่นอนติดเตียง หันซ้ายหันขวาได้อย่างเดียวเป็นระยะเวลานานมันทรมานมาก

ช่วงนั้นต้อง drop เรียนเลยไหมครับ

     Drop เรียนเลยครับ ทันทีที่รู้ว่าป่วยคุณหมอสั่งให้ drop เรียนทันที เพราะต้องรักษาทันที

การรักษาต้องใช้วิธีการรักษาอย่างไรบ้างครับ

     ให้เคมีบำบัดและก็ฉายแสงครับ

เคมีบำบัดคือตัวที่เขาเรียกว่าคีโมหรือเปล่าครับ

     ใช่ครับ

ผลการรักษาในเบื้องต้นเป็นอย่างไรบ้างครับ

     เบื้องต้นก็อาการไม่ค่อยดีครับ ตอบสนองต่อยาไม่ค่อยดี จนนำไปสู้กระบวนการที่เรียกว่าปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งเป็นการล้างเซลล์ทั้งหมดในร่างกายออก ก็ใส่เซลล์ของคนใหม่เข้าไปที่เรียกว่า stem cell ขั้นตอนนั้นเป็นขั้นตอนที่ลำบากที่สุดในชีวิตของผมครั้งหนึ่ง เราเกือบไปหลายครั้ง ติดเชื้อหลายครั้งจากกระบวนการนี้

การติดเชื้อในระหว่างการรักษาที่คุณแซมบอกมา มันมีโรคอะไรที่เพิ่มเข้ามาบ้างครับ

     ถ้าหมายถึงโรคแพ้ยาอย่างรุนแรงก็หลังจากที่ผมออกจากห้องถ่ายไขกระดูกแล้ว 2-3 เดือน มันเริ่มมีอาการหลังจากทานยาตัวหนึ่งเข้าไปมันมีผื่นขึ้นตามตัว ปากบวม ตาบวม แต่ที่มันร้ายแรงกว่าโรคทั่วไป คือมันเริ่มมีอาการไหม้ของผิวหนัง ปวดแสบปวดร้อนที่ปลายเล็บ โชคดีที่ตอนนั้นอยู่ใกล้โรคพยาบาลมาก ๆ เข้าไป หมอก็บอกว่าเป็นโรคแพ้ยาอย่างรุนแรงที่ชื่อว่าโรค Stevens Johnson Syndrome มันส่งผลให้ร่างกายของเรากลับจากหน้ามือเป็นหลังมืออีกครั้งหนึ่ง

พอผ่านสภาวะช่วงโรคมะเร็งมาได้ ก็มาเจอโรคแทรกซ้อนก็คือโรคแพ้ยาอย่างรุนแรง เห็นว่าเป็นโรคหนักอย่างหนึ่งพบเป็นจำนวนน้อยในล้านคน

     ใช่ครับ ในล้านคนจะเจอได้ใน 7 คน

ในช่วงที่เป็นในตอนนั้นเริ่มท้อหนักกว่าเก่าไหมครับ คือเราผ่านมาโรคหนึ่งแล้วมาเจออีกโรคหนึ่งที่มีโอกาสจะพบเจอน้อยมาก ๆ มาเป็นที่เราอีก

     ผมชอบเปรียบว่ามันเหมือนกับการที่เราพยายามสู้อยู่กลางมหาสมุทร แล้วเราว่ายน้ำไม่เจอฝั่งสักที เหมือนเราไปเจอเกาะเกาะหนึ่งแล้ว คือการพ้นจากมะเร็งแล้ว สักพักเกาะนั้นก็หายไปอีก เราก็ต้องลุยว่ายน้ำออกไปอีกไม่รู้ว่าเป้าหมายปลายทางเส้นชัยของเรามันอยู่ตรงไหน คำว่าชัยชนะจากโรคมะเร็งมันไม่ได้การันตีว่าเราจะหมดเคราะห์หมดกรรม มันยังมีเรื่องต่าง ๆ ที่เรายังต้องเจอ ไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดที่ตรงไหน

อะไรเป็นจุดเปลี่ยนวิกฤตของเราตรงนั้นมาเป็นโอกาสมาทำให้เราหากำลังใจให้ตัวเองหรือการหาเป้าหมายใหม่ของเราครับ

     จริง ๆ จุดที่เราท้อมาก ๆ มันท้อมาจากภายนอกภายใน คือภายนอกผมปฏิเสธการรักษาตอนที่เป็นโรคมะเร็ง และก็ภายในผลเลือดทุก ๆ อย่างของผมแย่หมดเลย วันนั้นคุณหมอเอาหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ชื่อหนังสือว่า “ความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่” เขียนโดย หนุ่มเมืองจันทร์ ในหนังสือเล่มนี้จะมีบทหนึ่งที่พูดถึงอิฐสามก้อน เป็นเรื่องของพระท่านสร้างกำแพงเองวางอิฐทีละก้อน ๆ อิฐเป็นร้อยเป็นพันก้อนถ้าเราเรียงได้สวยงามทุกก้อนแต่ว่าในกำแพงนั้นมีอิฐอยู่แค่สามก้อนที่วางไว้อย่างไม่เป็นระเบียบ ผมก็เปรียบว่าตอนนี้ชีวิตของเรามันเหมือนอิฐแค่สามก้อน เราได้รับการเลี้ยงดูที่ดีมากตลอดจากคุณพ่อคุณแม่ คุณพ่อคุณแม่ช่วยกันวางอิฐทีละก้อน ๆ แต่ว่าในช่วงชีวิตนี้มันมีอิฐแค่สามก้อนที่วางไม่เป็นระเบียบในชีวิตของผมคือ เราไม่ควรที่จะเอาจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ มาทำลายความหวังของอิฐหลาย ๆ ก้อน ที่สังคมคนรอบ ๆ ข้างช่วยสร้างเราขึ้นมา พออ่านจบก็ตัดสินใจโทรบอกคุณแม่ว่าผมจะสู้ต่อ คุณแม่ก็ร้องไห้ไม่ได้ตอบรับอะไรกลับมา

ตอนนั้นเป็นจุดที่ทำให้เราลุกขึ้นสู้อีกครั้งหนึ่ง

     คือหลังจากที่เราตัดสินใจว่าจะสู้ ผลเลือดของเรามันดีขึ้นมาเลยโดยที่เรายังไม่ต้องให้ยาอะไร กลายเป็นว่ายาที่ใส่เข้าไปตอบสนองต่อร่างกายมากขึ้น

มันน่าจะเกี่ยวกับจิตใจของเราในตอนนั้น มันน่าจะมีส่วน

     ครับกับโรคมะเร็งมันเป็นปัจจัยหลัก มันดีกว่ายาที่ต้องกินเข้าไป มันคือพลังที่เกิดจากภายในความเข้าใจมากกว่า

มาโยงเกี่ยวกับตอนที่หันมาวิ่ง คือก่อนที่เราเป็นมะเร็งหรือโรคแทรกซ้อน เรามีการวิ่งมาก่อนหรือเปล่าครับ

     ไม่เลยครับ คือ ต้องบอกว่าตอนที่ออกจากโรงพยาบาลไป ผมเดินไม่ได้ เป็นผู้ป่วยติดเตียงอยู่ที่บ้าน ผมยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องให้คนอื่นพยุงไปห้องน้ำอยู่ พอช่วงเริ่มเดินได้ผมก็เป็น Stevens Johnson Syndrome ร่างกายผมมันเปลี่ยนไปมาก เมื่อก่อนผมดำกว่านี้ผอมกว่านี้ ปากแข็งลิ้นแข็งพูดไม่ชัด ผิวไหม้ ซึ่งโรคนี้ทำให้ผมเก็บตัวไปประมาณ 9 ปี เพราะว่าทุกครั้งที่ออกไปมันโดนกระแสลบจากทางสังคมมาก ๆ ทุกคนมองด้วยท่าทีที่รังเกียจ ทุกครั้งที่เราไปนั่งกินข้าวตรงไหน ถ้ามีคนนั่งกินข้าวอยู่จะลุกออกหมด เราเดินไปไหนจะมีคนชี้เราและก็ค่อยหลบเรา

หลังจากเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เราเริ่มเก็บตัว 9 ปี เลยหรอครับ

     เก็บตัว 9 ปี ครับ เราหายใจอยู่ที่บ้านเราไม่ได้ใช้ชีวิตของเราเลย

ช่วงนั้นครอบครัวกับคุณพ่อคุณแม่ให้ความเห็นอย่างไรบ้างครับที่เราเริ่มมาเก็บตัว

     คุณแม่เคยพบเจอปัญหาเดียวกับผม คือวันนั้นเราออกไปนั่งกินข้าวด้วยกัน แล้วมีคนหนึ่งมานั่งใกล้โต๊ะเราแล้วหันมาเจอผมแล้วเขาตกใจ ผมก็หันไปมองหน้าคุณแม่แล้วบอกว่ากลับบ้านเถอะ เราไม่อยากกินต่อแล้ว คุณแม่เข้าใจว่าสิ่งที่เราเจอมันเป็นอย่างไง

หลังจากนั้นอะไรทำให้คุณแซมกล้าที่จะออกมาใช้ชีวิตกับสังคมภายนอกปกติครับ

     เราในมุมมองคนอื่นว่า ถ้าเราเป็นตัวของเราเองที่เห็นคนที่มีลักษณะอย่างเรามาเดินเข้ามา เราจะปฏิบัติตัวอย่างไร คำตอบนี้ต้องไม่โกหกตัวเอง คือเราจะมีปฏิกิริยาเหมือนกันคือเราจะระวังตัว เราก็จะสะกิดเพื่อนว่า มันเป็นอะไร ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ผมคิดว่าการที่เราจะให้คนทั้งโลกมาเข้าใจเราคนเดียวมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ว่ามันง่ายกว่าที่จะเป็นตัวเราคนเดียว ปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสังคม เข้าใจกับสังคมทำให้เราเดินต่อไป มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า เลยตัดสินใจว่า โอเคเราจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่งมาสู้กับสังคมอีกครั้งหนึ่ง เราจะไม่ตัดสินสังคมจากมุมมุมเดียวอีกต่อไป

หลังจากที่คิดได้เช่นนี้แล้ว คุณแซมออกมาจากที่เราเก็บตัวเลยไหมครับ พอออกมาเราค้นพบอะไรมากขึ้นไหมครับ

     ผมคิดว่าสิ่งที่ขังเรามาตลอด 9 ปี มันไม่ใช่สังคมแต่มันคือจุดเดียวในความคิดของเราเท่านั้นเอง พอเราปลดล็อคได้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป โลกที่เราเห็นอยู่มุมแคบมันกว้างใหญ่ขึ้น จากในมุมของสายตาและมุมของความคิด คือเรารู้สึกว่าโลกมันอยู่ง่ายขึ้นแค่เราพยายามเข้าใจมัน

หลังจากที่ออกมาแล้ว คุณแซมหันมามองเรื่องการวิ่งเลยไหมครับ

     ยังครับ ผมมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเราแค่เดินไปไม่กี่ก้าวเราก็หอบมากแล้วครับ สภาพตัวเองยังไม่พร้อมที่จะออกกำลังกาย เรายังไม่มีความสามารถที่จะมีชีวิตเหมือนคนอื่นได้ ผมยังคิดว่าผมเป็นผู้ป่วยอยู่ตลอดเวลา แต่จุดเปลี่ยนมันคือ วันนั้นที่ผมนอนอยู่เป็นวันที่พี่ตูนวิ่งจากกรุงเทพไปบางสะพาน ผมจำได้เลยว่าทุกคนมองไปที่ยอดเงินหมดมองว่าพี่ตูนได้เงินจากการวิ่งไปเท่าไหร่ทุกคนพูดถึงแต่ว่าตัวเงิน แต่ว่าผมฟังพี่ตูนพูดประโยคหนึ่งว่า “การออกมาวิ่งของเขาไม่ได้ออกมาวิ่งเพื่อระดมทุนเพียงอย่างเดียวปลุกให้คนไทยหันมามองสุขภาพของตนเอง อยากให้คนไทยหันมารักษาสุขภาพของตนเอง” มันเป็นจุดที่เรามองย้อนตัวเองไปว่า ตลอด 9 ปี ที่ผ่านมาเราอย่างแข็งแรง ทุกคนอย่างแข็งแรง เราเคยพยายามกับมันหรือเปล่า เรามองว่าเป็นผู้ป่วยตลอดเวลา เราไม่เคยมองเลยว่าเราเป็นผู้รักษาตัว เรารอคอยให้คุณหมอมารักษา ให้พยาบาลมาช่วยเหลือตลอดเวลา ให้คนที่บ้านมาช่วยเหลือตลอดเวลา แค่ว่าเรายังไม่เคยพยายามที่จะช่วยเหลือตัวเองก่อน นั้นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมออกไปวิ่งครับ

ช่วงนั้นที่คุณแซมบอกว่าร่างกายยังไม่แข็งแรง เดินนิดหนึ่งก็หอบก็เหนื่อยแล้ว คุณแซมเริ่มอย่างไงครับจนปัจจุบันสามารถวิ่งได้เป็นหลายกิโลเมตร

     ผมก็เริ่มจากการหอบนั้นแหละครับ ผมรู้ว่ามันยากมันแทบจะเป็นไปไม่ได้จากสภาพที่เป็นอยู่ แต่ถ้าเราอยู่จุดเดิมเราก็จะอยู่จุดเดิมตลอดเวลา ผมเชื่อว่าถ้าชีวิตอยากเปลี่ยนแปลงก็เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ผมก็เลยเริ่มออกไปก้าวซึ่งมันก็เป็นไปได้ยากมาก ๆ ตอนแรก ๆ แค่ 20 เมตร ผมก็รู้สึกหอบแล้ว พอหอบขาผมสั่น ด้วยความที่ผมติดเตียงมานาน ผมขาดสารอาหาร โซเดียมของผมต่ำ ผมเป็นตะคิว ผมกัดปากกัดลิ้นตัวเองเลือดไหลเต็มไปหมดเลย แม่เข้าใจว่าผมวิ่งล้ม เห็นแล้ววิ่งมาประคองร้องไห้ใหญ่เลย ก็พยุงกันเข้าบ้าน ก็เป็นอีกวันที่เราท้อแท้ เพราะว่าเราคิดว่าเราเก่งแล้วเรามาไกลได้ขนาดนี้แต่ทำไมมันยังไม่สำเร็จอีก มันยังเหนื่อยอีกยังล้มเหลวอีก เราจะผ่านมันไปได้จริง ๆ หรือเปล่า แต่เราก็คิดว่าถ้าทุกครั้งที่เราเจอกับปัญหาไม่ว่าจะเรื่องไหน การงาน ครอบครัวหรืออะไรก็ตาม ถ้าเราล้มเลิกก็จะกลับไปที่จุดเดิมมันก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ถ้าเราเจอปัญหาแล้วเราต่อสู้กับมันต่อให้มันจะยากจะเจ็บสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเราพยายามที่จะชนะมันมันก็จะมีโอกาสที่จะผ่านไปได้ วันรุ่งขึ้นผมเลยกลับไปบนเส้นทางที่วิ่งแล้วเจ็บใหม่นั้นแหละ  กลับไปเจ็บอีก แต่มันเจ็บน้อยลง เจ็บน้อยลง จนไม่เจ็บ ผมก็เลยเพิ่มระยะเรื่อย ๆ คนอื่นเพิ่มทีละ 20 – 50 เมตร แต่ผมเพิ่มเป็น 5 เมตร 10 เมตร แต่ผมเพิ่มทุกวัน ตลอดเวลา ประมาณ 6 เดือน จนกระทั่งเริ่มวิ่งได้

พอเริ่มวิ่งได้ระยะแรกที่คุณแซมวิ่ง จำได้ไหมครับว่าช่วงครั้งแรกเลยที่วิ่งได้ไกลที่สุดตอนนั้นระยะกี่กิโลครับ

     งานแรกก็คือ 10 กิโลเมตร เลยครับ

ตอนที่เราวิ่งได้ครั้งแรก 10 กิโลเมตร ความรู้สึกแรกเลยเรารู้สึกอย่างไรตอนเข้าเส้นชัย

     ต้องบอกก่อนเลยว่า 10 กิโลแรกนี้ผมไม่ได้ตั้งใจไปวิ่ง 10 กิโลเมตร ผมเคยเดินช้าได้ไกลสุด 5 กิโลเมตรตอนช่วงป่วย แต่ว่าที่วันนั้นเพื่อนสมัครวิ่งไว้แล้วเขาไปไม่ได้ เขาส่งเลขวิ่งมาให้ผม ระยะมัน 10 กิโลเมตรแต่เราตั้งใจไว้ 5 กิโลเมตร เพราะเราไหวแค่นี้ แต่พอวิ่งได้สักระยะหนึ่ง ใครเคยวิ่งจะรู้ว่ามันมีป้ายแยกระยะทาง 10 กิโลเมตร กับ 5 กิโลเมตร 10 กิโลเมตรไปทางซ้าย 5 กิโลเมตรไปทางขวา ไอ้ป้ายนั้นผมไม่ได้เห็นว่ามันเป็นเลข 5 หรือเลข 10 เลย ในสายตาในความคิดผม ผมเห็นว่ามันได้ทำกับทำได้ ถ้า 5 กิโลเมตร คือคำว่าได้ทำ ถ้า 10 กิโลเมตร คือคำว่าทำได้ แล้วภาพเก่า ๆ มันย้อนเข้ามา ต้องนอนอยู่บนเตียงเกือบ 10 ปี ภาพที่เราทานอาหารไม่ได้ ภาพที่เราเดินไปเข้าห้องน้ำขายังสั่น เราย้อนถามตัวเองว่าถ้าครั้งนั้นเป็นโอกาสครั้งเดียวที่เราจะได้วิ่งเราจะเลือกทำได้หรือเราจะเลือกได้ทำ ผมเลือกไปทางทำได้วิ่ง 10 กิโลเมตร ทั้งที่ยังไม่เคยวิ่งมาก่อนเลย แล้วผมก็จบ 10 กิโลเมตร ได้ในวันนั้น

จำเวลาในวันนั้นได้ไหมครับ

     1 ชั่วโมง 52 นาที ครับ

เรามีความรู้สึกอะไรเข้ามาในช่วงเวลานั้นอีกไหม

     มันไม่ใช่แค่ 10 กิโลเมตร ที่ผมก้าวข้ามผ่านมา มันคือ 9 ปี มันคืออดีตแห่งความทรมานของผม ผมรู้สึกว่านาทีที่ผมก้าวข้ามเส้นชัยในวันนั้นเป็นนาทีที่เกิดใหม่ของผม เป็นนาทีที่ผมก้าวข้ามความอ่อนแอ ก้าวข้ามมะเร็งตลอดระยะเวลา 9 ปี 10 กิโลเมตร มันคือชีวิตใหม่ของผม แล้วก็ร้องไห้ เพราะว่ามันคือก้าวที่ผ่านมาได้ตัวเอง มันไม่ได้ผ่านมาได้ด้วยหมอหรือปาฏิหาริย์อะไรใด ๆ มันเกิดมาจากความพยายาม ความอดทน และความไม่ย่อท้อของเรา ภูมิใจมาก

หลังจากครั้งแรกที่คุณแซมได้เปลี่ยนตัวเองออกมาวิ่งและวิ่งได้ระยะแรกของตัวเองเลยคือ 10 กิโลเมตร หลังจากที่คุณแซมลงได้ 10 กิโลเมตร คุณแซมตั้งเป้าในการวิ่งของตัวเองอย่างไรบ้างครับ

         ตอนนี้ผมชนะ10 กิโลเมตร มาไกลแล้วครับ อันนี้ผมผ่าน mini heart marathon มา 6 ครั้ง แล้วครับ เป้าหมายในการวิ่งต่อไปก็คือการลงระยะ full marathon

ที่คุณแซมบอกมันมี mini marathon, heart marathon, full marathon ระยะมันต่างกันอย่างไรบ้าง

         mini marathon ประมาณ 10 กิโลเมตร heart marathon 21.25 กิโลเมตร full marathon 42.195 กิโลเมตร

คุณแซมวิ่งระยะไกลสุดอยู่ที่เท่าไหร่ครับ

         ถ้าวิ่งแข่งก็ heart marathon แล้ว

full marathon ยังไม่เคยลงมาก่อนใช่ไหมครับ

         ยังครับ

แล้วปกติการตั้งเป้าหมายในการวิ่งของคุณแซม คือวัตถุประสงค์ในการลง marathon ของตัวเองอย่างไรบ้าง

         ผมเลือกลงในงานที่ผมอยากไปจริง ๆ ตอนแรกผมลงทุกงานเลย แล้วสุดท้ายมันก็จะเจ็บ เพราะเราวิ่งเร็วเกินไปบ่อยเกินไป เลือกงานจากวิวสองข้างทางมากกว่า สถานที่จัดงาน จุดประสงค์ของการจัดงาน ผมจะเลือกไปงานที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือคนอื่น

ในส่วนของ full marathon ได้วางแผนไว้ในปีนี้หรือเปล่าครับ

         ต้นปีหน้าครับ

มีที่ไหนที่มองไว้บ้างหรือเปล่าครับ

         อาจจะวิ่งที่ Tokyo marathon

ซึ่งรายงานนี้ก็จะเห็นว่ามีคนไทยเองเข้าไปวิ่ง สมัครวิ่งบ่อย เห็นหลายคนก็บ่นว่าเราวิ่งแล้วเสียเงิน บางรายการมีคนสมัครเป็นจำนวนมาก มันก็จะมีการรันดอมรายชื่ออีกว่าคุณจะมีสิทธิ์วิ่งในรายการนั้นไหม ตรงนี้คาดหวังอะไรบ้างไหมในรายการ Tokyo marathon ครับ

         รอลุ้น auto เอาครับ

คุณแซมก็ได้มีการสร้างเพจของตัวเองชื่อว่าเพจ Sam’s Story และก็มีการแชร์เรื่องราวของตัวเองในเพจนี้ ก็อยากทราบว่าคุณแซมคิดเห็นอย่างไรที่เริ่มต้นสร้าง story ของตนเองโดยการสร้างเพจของตนเองขึ้นมา

         จริง ๆ จุดเริ่มต้นของเพจเกิดจากการอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วผมประทับใจมาก เขียน e-mail ไปหาคนเขียน ปรากฏว่าภาษาที่ผมเขียนมันดีจนมันเขียนหนังสือได้ ก็เลยอยากให้ลองเขียนหนังสือดู

เป็นคำแนะนำจากผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ว่าให้คุณแซมลองเขียนหนังสือดู

         ใช่ครับ เลยเป็นเพจที่เล่าเรื่องราวความคิด เรื่องราวจากประสบการณ์ที่เราผ่านมา การต่อสู้การไม่ย่อท้อ ความหวัง กำลังใจ ตอนที่เขียนเพจผมหวังไว้ว่าจะมีใครสักคนหนึ่งที่ได้อ่านข้อความของผมแล้วมีกำลังใจมากขึ้น เหมือนที่ผมเคยได้อ่านจากหนังสือเล่มนี้แล้วมีกำลังมากขึ้น ผมหวังว่าประสบการณ์ของผมที่มันผ่านความทุกข์มามันอาจจะเป็นกำลังใจให้ใครสักคนที่กำลังเผชิญอยู่กับความทุกข์ในวันนั้นอยู่ วันที่เรามองไม่เห็นว่ามันจะผ่านไปได้อย่าไร อาจจะเปิดโอกาสให้เห็นว่ามันมีคนที่ผ่านไปได้ ในเมื่อเราทำได้เขาก็ต้องทำได้

ใช้เรื่องราวทุกอย่างเลยไหมครับในตัวเพจ

         ใช่ครับ

ก็คือตั้งแต่การวิ่ง การเตรียมวิ่ง หรือชีวิตประจำวันต่าง ๆ

         การวิ่งความคิดครับ

จากที่สอบถามคุณแซมมาเบื้องต้น หลายท่านก็อาจจะได้มองเห็นถึงลักษณะแนวคิดหรือว่าการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของคุณแซมที่ผ่านมา ก็อยากให้คุณแซมให้ข้อคิดจากเห็นการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาเราได้ข้อคิดอะไรบ้าง

         ผมคิดว่าไม่ว่าความทุกข์มันจะยากเย็นแค่ไหนมันจะผ่านเราไปเสมอ อะไรทีแก้ได้เราควรจะแก้ อะไรที่แก้ไม่ได้เราก็ควรจะปล่อยมันไป อย่าไปมองว่าความไม่สมบูรณ์เป็นความผิดพลาด จริง ๆ โลกนี้มันประกอบไปด้วยความไม่สมบูรณ์มากมายเลย เราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์เท่าใคร เราต้องเข้าใจในความไม่สมบูรณ์ของเราชีวิตมันถึงจะเดินต่อไปได้ ทำสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีที่สุดอย่าไปคาดหวังผลจนลืมความสุขของการกระทำ อย่าไปตั้งเป้าหมายที่มันไกลเกินควร พอตั้งเป้าหมายแล้วขยับตัวให้เหมาะสมกับเป้าหมายที่เราตั้งไว้

หลังจากที่คุณแซมได้ทำคีโมต่าง ๆ เกี่ยวกับมะเร็งมานาน จนมาวิ่งจากสุขภาพที่ทรุดก็มาถึงในระดับที่เรียกว่าใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ วิ่งได้ปกติ เป็นคนปกติทั่วไป อยากจะทราบว่าโรคมะเร็งทีพบของคุณแซมตอนนี้หายขาดหรือยังครับ

         หายขาดแล้วครับ

อีกโรคหนึ่งที่เป็นโรคแทรกซ้อนนั้นไม่สามารถรักษาให้หายได้ใช่ไหมครับ

         ครับ

ตอนนี้มันก็จะมีวิธีรักษา เราก็รักษาเป็นปกติของเรา เป็นวิธีดูแลตัวเอง

         ชีวิตมันก็ไม่ต้องเศร้าทุกอย่าง เราใช้ชีวิตไปกับทางพุพังบ้างก็ได้ ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟคในชีวิตของเรา อะไรที่เราอยากให้มันดีเกินความคาดหมายมันเป็นทุกข์ ผมว่าเราควรจะทำความเข้าใจในสิ่งที่เรามีอยู่มากกว่า ผมภูมิใจในชีวิตที่เหลืออยู่ และขอบคุณในทุกอย่างที่ผ่านมา ผมไม่เคยโทษมะเร็งโทษความทุกข์โทษความทรมานที่ผ่านมา เพราะมันทำให้ผมกลายเป็นคนที่มีความคิดที่เบาขึ้น ง่ายขึ้น สบายขึ้น ยอมรับได้มากขึ้น ผมเจอความสุขที่แท้จริงได้มากกว่าตอนที่ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง

เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราได้ค้นพบอะไรเพิ่มขึ้นเยอะเลย ถ้าหากย้อนไปตอนนั้นที่ยังไม่ได้เป็นมะเร็งเราอาจจะใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไป เรายังไม่ได้ค้นพบสิ่งเหล่านี้

         มันคงเป็นทุกข์มากกว่านี้จากการพยายามหาเงิน พยายามมีรถดี ๆ พยายามสร้างบ้านหลังใหญ่ ๆ แต่ว่าความสุขทุกวันนี้กลายเป็นการกินข้าวได้ ออกกำลังกายได้ มีร่างกายที่แข็งแรง มีเวลาอยู่กับครอบครัว มีโอกาสส่งกำลังใจให้กับสังคม มันกลายเป็นว่าความสุขของเราสร้างความยั่งยืนได้มากกว่า ถ้าไม่ป่วยผมอาจจะมีชีวิตที่เป็นทุกข์มากกว่านี้ก็ได้

สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่คุณแซมได้ค้นพบและถ่ายทอดให้กับคุณผู้ชอบ KUlib Talk ในวันนี้ ขอถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิ่งแล้วกัน ในตอนที่คุณแซมเริ่มวิ่งในครั้งแรกต้องเตรียมตัวอะไรกว่าคนอื่นทั่วไปไหมครับ

         ผมเตรียมตัว คือ ผมต้องวิ่งถือน้ำเพราะว่าผมเป็น Stevens Johnson Syndrome ร่างกายผมไม่ผลิตน้ำลาย ไม่ผลิตน้ำตา ต้องจิบน้ำตลอดเวลา ผมว่าการเตรียมตัวของเราในสภาพของแต่ละคน ต้องเตรียมตัว support ตัวเอง อย่าไปสร้างปัญหาในสนามวิ่ง ถ้าคุณรู้ว่าตัวเองตาแห้งผมพบน้ำยาหยอดตาไปผมใส่แว่นตา อย่าทำอะไรที่มันเกินตัว จนกระทบต่อคนรอบข้าง คุณป่วยได้ก็ต้องดูแลตัวเองได้ ผมพยายามวิ่งให้มันช้า ผมไม่เคยเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเลย แรกที่ผมวิ่งทุกคนหัวเราะผมหมดเลย มีคนผอม ๆ ดำ ๆ ร่างกายน่าเกียจน่ากลัวไปวิ่ง ถ้าเราไม่ทำวันนั้นเราจะไม่มีวันนี้เลย ถ้าเราไม่ทำในสิ่งที่เราทำได้ในวันนั้น มันจะไม่มีทางพัฒนาตัวเองมาได้ถึงจุดนี้ อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใครไปในระยะที่ตัวเองทำได้

ช่วงนี้ก็จะมีหลายคนเริ่มหันมารักสุขภาพมากขึ้น หลายคนก็อาจจะเข้า fitness หลายคนอาจจะทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ช่วงนี้ Trand Health กำลังมา คุณแซมมีคำแนะนำอะไรให้กับคนวิ่งเพิ่มเติมไหมครับ สำหรับคนที่เริ่มต้นวิ่งหรือคนที่หันมารักษาสุขภาพตัวเอง

         การวิ่งที่ดีไม่ใช่แค่ทักษะการวิ่ง ทักษะการดูแลตัวเองก็สำคัญ การกินการพักผ่อนกลายเป็นวงจรที่จะทำให้ผลลัพธ์การวิ่งมันดีขึ้น ก่อนที่คุณจะวิ่งให้ได้ดี คุณจะต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ให้ร่างกายได้ฟื้นฟูซ้อมแซมกลายเป็นว่าเป้าหมายในการวิ่งมันกลายเป็นการหล่อรวมทุกอย่างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทุกอย่างคุณต้องทำก่อนการวิ่ง

ให้คุณแซมฝากข้อคิดหรือฝากประเด็นอะไรให้กับผู้ชมวันนี้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน หรือในการที่อยากจะทำอะไรบางอย่าง หรือการก้ามผ่านวิกฤตของแต่ละคน

         คนทั่วไปชอบมองว่าชีวิตของผมมันคือปาฏิหาริย์ เป็นสิ่งที่เกิดได้ยาก ผมมองว่ามันเป็นสิ่งธรรมดา ชีวิตของผมในวันนี้เกิดจากคำสองคำคือ ความอดทน กับพยายาม มันไม่มีทางลัดกับความสำเร็จเลยถ้าคุณยากไปได้ไกลขึ้น คุณต้องพยายามมากขึ้น ถ้าคุณเหนื่อยกับการต่อสู้คุณต้องอดทนให้มากขึ้น แล้วคุณจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่เป็นเป้าหมายของคุณ “อดทน และพยายาม”

 

         นอกจากความอดทนและความพยายามแล้ว ความคิดของคุณแซมสามารถที่จะเปลี่ยนตัวเองได้ในเรื่องแรกเลยคือเรื่องความคิดที่เราจะเปลี่ยนตัวเองว่า เราไม่ใช่ว่าไม่แคร์สังคมแต่คือจากสภาพแวดล้อมของสังคมที่เราเจอมาเราเปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเองว่าทำไมเราไม่ดูแลตัวเองก่อนไม่แคร์ตัวเอง พอเราแคร์ตัวเองเราจะนำพาตัวเองออกมาจาก 9 ปี ที่เก็บตัวจากตรงนั้นได้ และสามารถยอมรับความจริงสามารถมองสิ่งที่เกิดขึ้นให้เป็นความจริง และยอมรับได้สิ่งไหนที่เราสามารถทำให้ดีขึ้นได้ก็จะทำ เช่น การดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น การเปลี่ยนมารับการรักษาต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการตั้งเป้าไม่มองว่าตัวเองป่วยหลังจากที่มีกำลังใจทุกอย่างก็ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ได้จากการถอดความแรงบัลดาลใจต่าง ๆ ที่คุณแซมมีในวันนี้

 

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่น่าสนใจ

KULib Talk#7  คุณชิตพล มั่งพร้อม ผู้ก่อตั้ง Zanroo

“อะไรที่เด็กชอบนั่นล่ะ คืออนาคต Innovation คือเทคโนโลยีใหม่”

คุณชิตพล มั่งพร้อม ศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ KU 65 ไฟฟ้าเครื่องกลการผลิต IUP ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง CEO ประธานกรรมการบริหารของ  Zanroo Martech startup หรือ startup สัญชาติไทยสายการตลาดเจ้าแรก ความเชี่ยวชาญในเรื่องของการใช้เทคโนโลยี รวบรวมข้อมูลจากโลกออนไลน์ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Big Data วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและเทรนต่างๆ ผ่านทาง Social Listening Social Engagement ก่อตั้งในปี 2556 ใช้เวลาเพียงแค่ 4 ปี Zanroo สามารถระดมทุน ได้เงินทั้งสิ้น  259 ล้านบาท หรือ 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐ มีกลุ่มลูกค้าของบริษัท ประกอบด้วยกลุ่มธนาคาร ยานยนต์ โทรคมนาคม E-Commerce สินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 300 ราย มีสำนักงานอยู่ใน 6 ประเทศ กรุงเทพ กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ จาร์กาต้า โตเกียว และลอนดอน

 

Martech startup คืออะไร

Startup เป็นธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดเป็น s-curve เรื่องของ User รายได้ ส่วน Martech ย่อมาจาก marketing   technology โดยสำหรับ Zanroo เป็นบริษัทที่ทำเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับการตลาด เพื่อให้นักการตลาด หรือ
แบรนด์ต่างๆนำเครื่องมือไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อการสร้างยอดขายหรือเรื่องกลยุทธ์ของการตลาด

Zanroo คือ

หน้าที่ของ Zanroo คือ collect data และ convert data สำหรับ user โดยมี Software “Social Listening” เป็นตัวแรกที่ทำ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยที่ปัจจุบันยังหารายได้จาก Software นี้ได้อยู่ หน้าที่ของ Software นี้คือเก็บข้อมูลบน Social media ว่ามีคนพูดถึงเรา สินค้าเรา หรือองค์กรเราอย่างไรบ้าง ณ ตอนนี้ เราสามารถเข้าไป Action กับข้อความเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงที และมี Tool อีกตัวหนึ่ง เรียกว่า Desk เป็นเครื่องมือการจัดการบริหารข้อมูลออนไลน์ เข้าไปโต้ตอบ เหมือน call center online เหมาะกับ CRM

Tool “ARUN” คืออะไร

ARUN คือ platform เหมือน IOS หรือ Android ที่มี Social Listening อยู่ข้างใน ที่มี Desk อยู่ข้างใน เป็น platform ที่ต่อเข้ากับอะไรก็ได้ “ARUN” เป็น open platform เรียกว่า Smart Machine ที่ทำให้ Social Listening หรือ Desk หรือ tool ที่อยู่ใต้ platform ของ ARUN สามารถคุยกับ Machine อื่นได้

Social เปลี่ยนเร็วส่งผลต่อธุรกิจ

            เทคโนโลยีเปลี่ยน มนุษย์เปลี่ยนจากดูทีวีมาดูโทรศัพท์มากขึ้น จึงเกิด Application บนมือถือ เพราะ Social Media เริ่มจะเช็ค profile ได้ รวมถึงการที่ลูกค้าจะมารู้จักและตัดสินใจเลือกสินค้าเรา ดีไม่ดีอย่างไรก็ผ่าน Digital ซื้อผ่าน Digital มีปัญหาก็ร้องเรียนผ่าน digital นั่นหมายความว่า digital เป็น New World Now ที่ทุกแบรนด์ต้องทำ

 เป้าหมายอยากไปถึงจุดไหน อย่างไร

เป้าหมายคือการเห็นคนรอบตัวมีความสุข ความสุขมันไม่ได้เกิดที่ตัวเราเพียงคนเดียว เกิดขึ้นกับคนรอบข้าง จากวันที่เริ่มต้นธุรกิจมาแล้วมีแค่ 2-3 คน วันนี้มี 160 คน มันเกิดจากความผูกพัน อยากให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น ผมมองเป้าหมายนี้เป็นเป้าหมายถัดไป ผมเห็นเพื่อนบางคน มีเงินซื้อรถเบนซ์ ตั้งแต่มาทำงานกับผม เขาซื้อรถเบนซ์ได้ บางคนซื้อบีเอ็มได้ ชีวิตเขาดีขึ้น เรารู้สึกดีขึ้น เราไม่ได้ช่วยแค่ตัวเราเอง เราช่วยทั้งลูกค้า ทั้งทีมงาน ผมมองว่าบริษัทเราเลยต้องโตขึ้นทุกๆ ปี เป็นแรงกดดันให้ตัวเอง แต่ผมต้องทำให้โตขึ้นทุกปี

มุมมองการพัฒนาของห้องสมุด

อยากให้ห้องสมุดไม่เป็นเพียงห้องสมุด เป็นเหมือนห้องแห่งการเปิดโลกทัศ อาจจะมี stage เป็น conference ให้น้องๆ มานั่งฟัง หรือ workshop จัดสัมมนาบางอย่าง ให้น้องๆ ได้เรียนรู้ โลกนี้เขาเป็นอะไรกันแล้ว เขาทำอะไรกันอยู่ ไม่ใช่แค่ห้องอ่านหนังสือ ห้องหาความรู้ของโลกนี้ ทำไมเด็กเล่นเกม แล้วได้สตางค์เยอะ e-sport game ถึงไปอยู่บนโอลิมปิก โลกเปลี่ยนไว มีคำพูดคำพูดหนึ่ง อะไรที่เด็กชอบนั่นล่ะ คืออนาคต innovation คือเทคโนโลยีใหม่

ความรู้เรื่องใดที่คิดว่า สำคัญ!!!

เรื่อง Logic ทำให้เรามีไอคิวสูงขึ้น ฝึกคิดเป็นระบบสำคัญมากขึ้น เป็นส่วนสำคัญที่ให้เราคิดเทคโนโลยี innovation ต่างๆ ว่าโลกนี้เป็นอย่างไร

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง
ฐานข้อมูล

หนังสือ

 

KULIB Talk #14
ชีวิตของผู้พิทักษ์ป่าแห่งทุ่งใหญ่นเรศวร
หัวหน้าวิเชียร ชิณวงษ์" ศิษย์เก่า KU59 ฟังแรงบันดาลใจในการปฏิบัติหน้าที่ ความยากลำบาก อุปสรรคต่างๆ

     วันนี้สำนักหอสมุดได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่ง ผู้กล้าจากทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นผู้พิทักษ์สัตว์ป่า และเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งจบการศึกษาจากคณะวนศาสตร์ KU59 เป็นรุ่นพี่ของเราเอง โดยท่านผู้นี้ทำงานด้วยความยากลำบาก มีความเข้มแข็งอดทน และมีความกล้าหาญเป็นอย่างมาก วันนี้ได้รับเกียรติเป็นอย่างมาก ที่ได้รับชมประสบการณ์การทำงาน และประสบการณ์การใช้ชีวิต ร่วมในรายการของเราในวันนี้ ขอต้อนรับ คุณวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ตะวันตก จ.กาญจนบุรี



เมื่อเร็วๆ นี้ คุณวิเชียรเพิ่งได้รับรางวัลพิเศษ จากการยกย่องเชิดชูเกียรติความกล้าหาญ การสร้างสรรค์นวัตกรรม และความมีจริยธรรม จากคดีเสือดำ โดยรางวัลนี้ได้รับจาก โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ UNEP อยากให้เล่าความรู้สึกกับรางวัลครั้งนี้

     รู้สึกไม่คาดฝันว่าทางองค์กรจะมอบรางวัลนี้ให้เรา เราคิดว่าเราทำงานของเราไปเป็นปกติ ขอขอบพระคุณที่ทางสำนักงานได้กรุณามอบรางวัลให้เป็นกำลังใจในการทำงานที่ดีมาก

จากที่ได้รับรางวัลมา อะไรเป็นความหนักหนาที่สุดจากการปฏิบัติคดีที่ผ่านมา

     จริงๆ เป็นผู้ที่ทำงานดูแลป่าและสัตว์ป่า ถ้ามีการทำผิดเกิดขึ้น ถ้าเราเห็นว่าเขากระทำความผิดเราก็ต้องการให้เขาได้รับผลในสิ่งที่เขาทำลงไป สิ่งที่หนักหนาสาหัสในช่วงนั้นคือการเก็บข้อมูลหลักฐานต่างๆ เพื่อที่จะนำสืบว่าคนที่ถูกจับกุม เขามีความผิดอย่างไร เพื่อจะนำไปสู่ทางอัยการจะได้ฟ้องได้ ศาลก็สามารถตัดสินได้ ลงโทษตามที่ศาลเห็นสมควร


ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ มีอะไรที่รู้สึกเป็นปัญหาในเรื่องของการปฏิบัติงานต่างๆ

     ปัญหามีเกือบทุกที่ ของทุ่งใหญ่นเรศวรจะเป็นพื้นที่ sensitive ต่อความอ่อนไหวของความรู้สึกของหลายๆ คน เพราะเป็นพื้นที่ป่ามรดกโลก เป็นป่าที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย การทำงานในทุ่งใหญ่ต้องมีความรอบคอบ ยึดตามระเบียบกฎหมายที่มี ซึ่งไม่ง่ายเหมือนพื้นที่อื่น เนื่องจากพื้นที่นี้สังคมจับตามองอยู่ มีกลุ่มนักอนุรักษ์ หรือกลุ่มหลายๆ ภาคส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำงานของเรา ต้องทำงานให้รัดกุม รอบคอบ รวมทั้งให้เกิดผลสำเร็จ

ในการปฏิบัติงานแต่ละครั้ง นอกเหนือจากภารกิจที่ผ่านมา คุณวิเชียรคิดว่าเรื่องไหนทำให้เราลำบากใจมากที่สุดในการปฏิบัติงาน

     เป็นเรื่องบุคลากรภายในมากกว่า การที่จะให้คนไปทำงานจะต้องมีการเทรนคน เซ็ทคน มีการวางงาน สิ่งที่เป็นปัญหาหนักของการทำงาน เชื่อว่าหน่วยงานป่าไม้ทุกองค์กรมี ปัญหาที่เกิดจากบุคลากรภายในองค์กรมากกว่า ส่วนปัญหาเรื่องศึกนอก บุคคลภายนอก ถึงจะหนักแต่น่าจะอยู่ในข่ายที่เราสามารถรับมือหรือแก้ปัญหาได้ ถ้าองค์กรภายในของเรามีความเข้มแข็ง ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นปัญหาที่เกิดจากองค์การภายในของเรา


สภาพพื้นที่รอบข้างมีผลต่อการปฏิบัติไหม

     มีผล ทุ่งใหญ่นเรศวรโชคดีเป็นพื้นที่ป่า ที่เป็นไข่แดงของป่าตะวันตก ทุ่งใหญ่กับห้วยขาแข้งจะเป็นไข่แดง แล้วก็จะมีป่าอื่นๆ เช่น อุทยานแห่งชาติล้อมรอบอยู่ ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้จะรับแรงปะทะจากภายนอกที่จะเข้ามาคุกคามป่า ถ้าภัยคุกคามมากจะถูกหน่วยงานเหล่านี้คอยปะทะก่อน ถึงจะค่อยเล็ดลอดเข้ามาถึงทุ่งใหญ่ได้ ถือเป็นความโชคดีที่ว่าทุ่งใหญ่กับห้วยขาแข้ง ตั้งอยู่ในเกือบจะเป็นไข่แดงของพื้นที่ชั้นในของผืนป่าตะวันตก ทุ่งใหญ่จะมีอุทยาน เขตรักษาพันธุ์ป่าอื่นๆ เป็นเสมือนรั้วให้ต้องขอบคุณหน่วยงานเหล่านี้ที่เขาดูแลพื้นที่ป่า ทำให้เราตัดปัญหาหลายๆ อย่างที่จะเกิดกับพื้นที่ของเราไปได้เยอะพอสมควร

แต่ละเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจำนวนบุคลากรเพียงพอไหมต่อการปฏิบัติงาน

     วันนี้ถ้าดูเนื้อที่ป่าที่ต้องดูแลกับเทียบจำนวนคนถือว่าน้อยมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองอยู่ตลอดเวลา กรมอุทยานก็มองอยู่ตลอดเวลา เชื่อว่ามีทิศทางที่ดีขึ้นจากปัญหาอัตรากำลัง เชื่อว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น

จากการติดตามข่าวสารที่ผ่านมาก็จะเห็นได้ว่าคุณวิเชียรและทีมงานมีผลงานในการปกป้องผืนป่าและสัตว์ป่าของประเทศเรามาพอสมควร อยากทราบว่ามีคติในการทำงานอย่างไร เพื่อให้ผ่านอุปสรรคต่างๆ เหล่านี้ไปได้

     ได้จากตอนเรียนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขียวเกษตร เข้มแข็ง กล้าหาญ อดทน สามัคคี ลูกเกษตรก็ผ่านกิจกรรม เช่น รับน้อง หรือกิจกรรมที่เราทำสมัยเรียนได้รับการปลูกฝังหรือคำสอนจากพี่ๆ ลูกเกษตรต้องติดดิน ไม่กลัวความลำบาก สิ่งที่เอาไปใช้ในการทำงานคือจะต้องทำให้ได้ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคที่ลำบากแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องของความพยายาม เอาสร้อยเกษตรหรือสร้อยวนศาสตร์ไปใช้ได้เลย ในการทำงานเกี่ยวกับเรื่องป่าไม้ วนศาสตร์ เข้มแข็ง กล้าหาญ อดทน สามัคคี (พิธีกร อันนี้เป็นคติในการทำงานนำมาใช้จากชีวิตในวัยเรียนในคณะวนศาสตร์ มาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงาน) อยู่ตึก อยู่หอ ที่เราอยู่มา 4 ปี พอเราไปทำงานเราก็แทบไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก เพราะว่าลูกเกษตรส่วนใหญ่ก็มาจากต่างจังหวัดกัน การใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยพอไปอยู่ข้างนอกแทบไม่ได้ปรับตัวอะไรเลย ในส่วนของการใช้ชีวิต ในส่วนของการไปทำงาน ลูกเกษตรไปอยู่ไหนก็สามารถทำงานได้



ตลอดระยะเวลาในการทำงานที่ผ่านมามีความประทับอะไรบ้าง นอกจากที่ว่าต้องแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ

     ประทับใจการได้เจอสัตว์ป่าที่สำคัญๆ ได้เจอทัศนียภาพหรือวิว จุดที่ซ่อนอยู่ในป่า หลายๆ คนไม่ได้เห็น นี่คือความประทับใจและความโชคดีของเราได้มีโอกาสทำงานดูแลป่า


เป็นความชอบส่วนตัวอยู่แล้วรึเปล่า ตั้งแต่สมัยเรียน รู้ตั้งแต่แรกเลยรึเปล่าว่าชอบสัตว์ป่า พื้นที่ป่าของประเทศไทยต่างๆ

     มาค้นพบตัวเองตอนเรียนอยู่คณะวนศาสตร์ อยู่ปี 2 ตอนนั้นเรียนสาขาชีวพืช ชีววิทยาป่าไม้ ซึ่งเรียนเกี่ยวกับต้นไม้ พอตอนอยู่ปี 2 อ่านหนังสือสัตว์ป่า ดูสารคดี เลยมีความสนใจเปลี่ยนสายไปเรียนด้านการจัดการสัตว์ป่า แต่ยังไงก็หนีไม่พ้นต้นไม้ หนีไม่พ้นป่าอยู่ดี เป็นความชอบมาตั้งนานตั้งแต่เด็กแล้วก็ว่าได้

ในการปฏิบัติงานที่ผ่านมากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เป็นคดีดัง อยากทราบว่าเปลี่ยนชีวิตของคุณวิเชียรไหม จากที่เคยปฏิบัติงานเป็นหัวหน้าเขต เป็นเจ้าหน้าที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เกิดมีข่าวดังมีคนรู้จักมากขึ้น ตอนนี้มีคนรู้จักคุณวิเชียรค่อนข้างมาก รู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ ทำให้ชีวิตการปฏิบัติงานหรือการใช้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

     เหมือนกับว่าสังคมมีความคาดหวังมากขึ้นกับตัวเรา เราจะต้องพัฒนา เช่น คุณภาพงาน หรือการปฏิบัติตัว อย่าให้เขาผิดหวัง พยายามไม่ให้มีข่าวเสียหาย แต่ก่อนชีวิตก็ติดดินลูกทุ่ง อยากไปทานข้าวที่ไหนก็ทานได้ อยากทำอะไรก็ไม่มีใครมาสนใจเรา พอมีเหตุการณ์เกิดขึ้น บางอย่างทำเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องใช้ชีวิตด้วยความเรียบร้อย (พิธีกร พอไปทานข้าว จะมีคนติดตามข่าว มาขอถ่ายภาพ มีค่อนข้างเยอะอยู่ใช่ไหม) มีบ้าง (พิธีกร เป็นสิ่งที่ประชาชนที่ติดตามข่าวให้ฟีดแบ็คกับคุณวิเชียร รู้สึกว่าเกิดเป็นความคาดหวังของประชาชน) เขามองว่าต้องเป็นคนดีนะ คนดีต้องถือศีลกี่ข้อ หรือต้องทำตัวแบบไหนถึงเรียกคนดี สังคมไทยคิดว่าถ้าเขาเป็นคนดี เขาจะต้องทำตัวประพฤติปฏิบัติ บางทีเราเป็นเด็กชาวบ้าน เด็กที่เรียนป่าไม้ บางสิ่งบางอย่าง คำพูดคำจาจากเดิมที่เราจะพูดอะไรก็ได้ ตอนนี้ก็ต้องคิดให้มากขึ้น เช่น การใช้คำหยาบคายก็ต้องในส่วนที่จะได้ต้องอยู่กับคนที่เราสนิทรู้จักมักคุ้น จะไปด่าคนอื่นเสียๆ หายๆ เหมือนตามอารมณ์ของแต่ก่อน บางทีก็ต้องดูให้ดี ต้องคิดให้มากขึ้น ไปทานข้าวริมทางแล้วดื่มสุรา บางทีก็อาจจะมีคนจำเราได้ มองภาพเรา ภาพจำของเขาคือคนดี แต่มาทำตัวอิเหละเขะขะแบบนี้เขาก็จะมอง ก็มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตมาก

อยากให้เล่าถึงการปฏิบัติงานของแต่ละวันในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในแต่ละวันตื่นเช้ามาต้องทำอะไรบ้าง เพื่อที่อยากให้น้องๆ รุ่นใหม่ฟัง ที่ยังไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง อยากให้เล่ารายละเอียดให้ฟังได้ไหม

     ขอผสมผสานไปกับเจ้าหน้าที่ด้วยว่าทำอะไรบ้าง ในองค์กรองค์กรหนึ่งมีการแบ่งงานเป็นหลายแผนก หลายฝ่าย หัวหน้าต้องดูทุกฝ่าย ถ้ามีรองหัวหน้า หัวหน้ามอบหมายให้ดูฝ่ายก็ดูแลในฝ่ายนั้นๆ เป็นหลัก หัวหน้าก็ดูเรื่องการวางแผนในการปฏิบัติงาน อย่างเช่น กรมอุทยานเขามีแผนงานอะไรมา หัวหน้าก็เอามาแจงกับเจ้าหน้าที่ เช่น หลังจากเข้าแถวเคารพธงชาติเสร็จแล้ว ก่อนคุณไปทำงานคุณต้องไปเก็บข้อมูลอะไร คุณจะไปออกป่า คุณจะต้องไปเส้นไหน อะไร อย่างไร ถ้าเป็นฝ่ายวิจัย เขาค่อนข้างจะเก่ง เราก็ไม่ได้กำชับอะไรเขามาก น้องที่มาทำงานด้วยกัน ก็เรียนจบวนศาสตร์ เรียนมาทางนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าให้คำแนะนำกับเขาในบางสิ่งบางอย่าง เขาก็เก็ตไปทำงานได้เลย (พิธีกร งานวิจัยส่วนมากจะวิจัยเกี่ยวกับสายพันธุ์สัตว์ป่าด้วยรึเปล่า) จริงๆ ทุ่งใหญ่ปีนี้จะมีงานวิจัยเรื่องค้างคาว อย่างนี้เป็นต้น รวมทั้งการสรุปข้อมูลด้านพันธุ์พืช ด้านสัตว์ป่าบางชนิด ฝ่ายวิจัยเราไม่ต้องบอกอะไรเขามาก มีความรู้อยู่แล้ว เขาก็เก็ตไป ส่วนฝ่ายอื่นๆ เช่น ฝ่ายบริหารเหมือนอย่างที่เราทราบว่าจะมีเรื่องงานบุคคล งานการเงิน งานงบประมาณ งานอาคารสถานที่

เจ้าหน้าที่ที่ต้องออกไปพื้นที่ป่า เขาต้องออกไปสำรวจป่าทุกวันไหม หรือบางวันที่จะต้องออกตามพื้นที่

     จริงๆ ไม่ใช่การสำรวจป่า มันเป็นงานหลักของเราคืองานคุ้มครองทรัพยากรป่าและสัตว์ป่า คือเป็นงานลาดตระเวน เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้ ซึ่งเราจะมีชุดลาดตระเวนอยู่ 20 ชุดลาดตระเวน ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ในทุ่งใหญ่นเรศวร ในแต่ละเดือนต้องลาดตระเวนป่าไม่น้อยกว่า 15 วันต่อชุด เอาผลการลาดตระเวนป่าเอามาประมวลผลในการประชุมใหญ่ นำเสนอมาว่าแต่ละชุดไปเจออะไรมาบ้าง เช่น เจอปลอกกระสุนปืนที่หล่นในป่าที่ยิงแล้ว ไปเจอแคมป์ที่คนเข้ามาตั้งแคมป์ในป่า เอาข้อมูลเหล่านี้มา หรือแม้กระทั่งเข้าไปเจอสัตว์ป่า ร่องรอยของสัตว์ป่าเก็บข้อมูลเหล่านี้มาด้วย นอกจากถือปืนแบกเป้จะต้องเอาปากกากับสมุดจดบันทึกไปด้วย



สัญญาณมือถือเวลาเข้าป่ามีสัญญาณไหม

     แทบไม่มีเลย มีเฉพาะบางจุดที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ไกลนักจากสัญญาณโทรศัพท์ที่ส่งสัญญาณมาถึง เช่น อยู่บนยอดเขา ซึ่งเสาโทรศัพท์อยู่ไม่ไกลก็ยิงหากันได้

เวลาลาดตระเวนแต่ละครั้ง ระยะทางไกลแค่ไหน

     ไม่มีกำหนดระยะทางตายตัวเพียงแต่เราจะกำหนดจำนวนวัน 15 วันอาจจะหลายครั้งในการเข้าตระเวนป่า แต่ในหนึ่งชุดการจะออกไปลาดตระเวนป่าต่อ 1 เที่ยว อยู่ที่การกำหนดแผนระหว่างเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้วยกันในแต่ละชุด ไป 5 วัน ไป 7 วันบ้าง บางชุดไป 10 วัน เที่ยวเดียว 10 วันทั้งไปและกลับ ถ้าไม่เจอภัยคุกคามที่จะต้องไปจับกุมตัวคนก็จะใช้เวลานานมากอยู่ในป่า แต่ถ้าเจอร่องรอยต้องมีการแกะรอย ซึ่งบางทีถ้าไปจับผู้ต้องหาได้ก็ต้องพาผู้ต้องหามาส่ง สอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเฉลี่ยระยะทางที่เดินประมาณ 50-70 กิโลเมตร ต่อชุดต่อเดือน

ระยะทางที่เดินไกลที่สุดก่อนพัก คุณวิเชียรเคยตรวจสอบไหม ระยะทางกี่กิโลเมตรแต่ละครั้ง

     มีประมาณ 110 กว่ากิโลเมตร ใน 15 วันรวมกันต่อหนึ่งชุด แต่ชุดอื่นอาจไม่ได้ 100 กิโลเมตร อาจจะได้ 80 ก็ได้ขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่


อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมไปเยอะพอสมควรไหม

     ไม่เยอะ เรื่องเสื้อผ้า เรื่องเครื่องกันหนาวเราคงรู้กันดีอยู่แล้ว แต่จะมีเพิ่มพวกแก๊สกระป๋อง เตาที่ใช้แก๊สกระป๋อง เวลาหน้าฝนสามารถก่อไฟได้เร็ว เวลาฝนตกไม่ต้องเสียเวลามาก่อไฟ หน้าฝนฟืนมันเปียก ส่วนพวกอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น เปลสนาม เสื้อกันฝน ถุงนอน เสื้อกันหนาว มีด ไฟฉาย เป็นพื้นฐานที่เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนป่าหมดทุกที่มีอยู่แล้ว ที่เพิ่มเติมขึ้นมา อุปกรณ์หุงต้ม แก็สกระป๋องบางที่ก็ไม่ได้มีใช้ อันที่เป็นไฮไลท์ของเรา ที่จำเป็นต้องใช้ในการลาดตระเวนเพื่อจะนำมาสู่การได้ข้อมูลสำคัญก็คือ ตัว GPS แผนที่ data sheet ที่จะต้องไปเก็บข้อมูลว่าถ้าเราเดินไปเจอแคมป์ของพราน เราต้องลงข้อมูล ไปเจอปลอกกระสุน เราก็ลงข้อมูล ไปเจอกิ่งไม้ถูกหักอยู่ในป่าลึกต้องมีคนเข้ามา เราก็ลงข้อมูลมา ไปเจอร่องรอยสัตว์ป่า ร่องรอยเสือ ร่องรอยช้าง ก็บันทึกมา ในเดือนนี้ 20 ชุด ที่กระจายลาดตระเวนมา เราก็จะรู้ว่ามีอะไรอยู่ในบ้านเราบ้างที่เราเป็นยามดูแลให้

เวลาเจอสัตว์ป่าเรามีวิธีอย่างไรบ้างในการจัดการ

     จริงๆ ถ่ายรูป (พิธีกร เขาก็จะรู้ว่าเรามา) สัตว์ป่าหลายชนิดมีสัญชาติญาณในการหลบหลีกลี้ภัย ถ้าเป็นสัตว์ใหญ่จะไม่ปรากฏตัวให้เราเห็นเท่าไร เช่น กระทิง สัตว์ผู้ล่า เช่น เสือดำ เสือดาว เสือโคร่งจะหลบคน ถ้าเป็นสัตว์เล็ก เช่น นกจะบินมาให้เห็นง่ายๆ มีอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว เจอสัตว์ป่าทำอะไร เจ้าหน้าที่หยุดยืนดู เรียกเพื่อนมาดูและถ่ายรูป จริงอยู่ในป่าเราจะรู้สัญชาติญาณพฤติกรรมของสัตว์ป่า ไม่มีใครต้องวิ่งหนี เว้นเสียแต่ว่า สัตว์จะวิ่งเข้ามาชาร์ตคน มักจะเป็นในเวลาที่มันจวนตัว หรือเผชิญหน้ากับคนในระยะกระชั้นชิด อันนี้อาจมีการมาทำร้ายคนได้ ถ้าเป็นสัตว์โดยทั่วไปที่เข้าไปในป่าระยะทางเป็นหลาย 100 เมตร เขาก็จะได้กลิ่น เขาได้ยินฝีเท้าเรามา เขาก็หลบไป

จากที่ผ่านมา สำรวจลาดตระเวนป่า คุณวิเชียรเห็นปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย จากการลาดตระเวนเจอปัญหาอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม

     การใช้ทรัพยากรเพื่อการดำรงชีวิตในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม เช่น การจุดไฟเผาป่า ฤดูหนาวเข้าฤดูแล้ง ก็จุดไฟเผาป่า เพื่อหาของป่า ซึ่งเรารู้ไหมว่าเราจุดไฟเผาป่า ต้นไม้บางชนิดก็ถูกไฟทำอันตราย สัตว์ป่าบางชนิดที่หนีไม่ทัน ก็ถูกไฟครอกตาย หรือว่าทำให้ต้นไม้ชะงักการเจริญเติบโต ถ้าวิเคราะห์ให้ดี ไฟป่าก็มีประโยชน์อีกด้านหนึ่งเช่นกัน ถ้าเป็นป่าเต็งรัง ก็จะช่วยรักษาป่าให้คงเป็นป่าเต็งรัง ซึ่งป่าชนิดนี้ก็มีสัตว์ป่าเข้ามาใช้ประโยชน์ มีทั้งคุณและโทษ ถ้าคนเอาไปใช้โดยมีเจตนาที่ไม่ดี จะเป็นช่องทางให้ป่าเสียหาย จุดไฟเพื่อให้สัตว์มันอออกมาแล้วยิง อย่างนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ หรือการเข้ามาล่าสัตว์ป่า อย่างนี้เป็นต้น โดยเฉพาะบางคนก็ไม่ใช่เป็นคนที่ยากจน มีพออยู่พอกิน แต่เขาก็มาล่าสัตว์เพื่อความสนุกสนาน ความบันเทิง หรือความชอบส่วนตัว หรือเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน ป่าดีๆ แต่เราไปปลูกพืชที่มันไม่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น พืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่สูง มีความลาดชัน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องหน้าดินพังทลาย เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วม อันนี้คือสิ่งที่พบ ประเทศเจอปัญหาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่เหมาะสม

ส่วนใหญ่หากเกิดไฟป่าขึ้นมา เราจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นไฟป่าที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ หรือไฟป่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

     ตั้งแต่ทำงานมา ไฟ 100% ในเมืองไทยเกิดจากคนจุดทั้งนั้น โอกาสที่ต้นไม้ไปเสียดสีกันแล้วเกิดไฟ หรือฟ้าผ่าแล้วเกิดไฟ ไม่เคยเห็น เจ้าหน้าที่ที่เคยทำงานมา เขาก็บอกไม่เคยเห็น เกิดจากน้ำมือมนุษย์ทั้งสิ้น

ย้อนตั้งแต่เป็นนิสิตคณะวนศาสตร์ ตอนแรกเรียนชีววิทยาป่าไม้ เปลี่ยนมาเป็นทางด้านการจัดการสัตว์ป่า อยากทราบว่าถ้าอยากมาทำงานทางด้านการรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำเป็นไหมต้องเรียนทางด้านการจัดการสัตว์ป่า หรือเรียนทางด้านเกี่ยวกับพืชก็สามารถมาปฏิบัติงานทางด้านนี้ได้

     ชีวิตจริงพอมาทำงาน มันเลือกไม่ได้ คนที่มาทำงานด้านสัตว์ป่าก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่จบด้านการจัดการสัตว์ป่าเพียงอย่างเดียว เพียงแต่ว่าความรู้ด้านนี้สามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้ บางครั้งก็ได้จากประสบการณ์จริงที่พบจากการทำงาน การเรียนในคณะนี้ สาขานี้ มีความสำคัญระดับหนึ่ง จำเป็นระดับหนึ่ง ท้ายที่สุดการมาทำงานในพื้นที่จริง เป็นตัวที่คอยสอนเรามากกว่า ใครที่ไม่ได้เรียนมาทางด้านสัตว์ป่า ก็สามารถมาทำงานศึกษาเพิ่มเติมได้ (พิธีกร ในที่ทำงานไม่ได้มีเฉพาะเด็กที่จบจากวนศาสตร์ใช่ไหม มีหลากหลายสาขามาทำงานด้านนี้ก็ได้) ก็ได้ ถ้ามีความสนใจจริง ตั้งใจจริง สามารถอยู่กับป่าได้ อยู่กับความยากลำบาก อยู่กับป่าที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนในเมือง

ทำไมถึงสนใจป่าไม้เป็นพิเศษ

     ตอนเด็กๆ บ้านก็ทำไร่ทำนา โตมาก็เห็นต้นไม้ก็ชอบ เวลาพ่อพาไปไร่ไปนาจะเข้าไปในป่าที่อยู่ติดนาเราด้วย รู้สึกว่ามันท้าทาย ตอนที่ยังเรียนอยู่มัธยมถ้ามีโอกาสก็จะชวนเพื่อนไปเที่ยวตามอุทยาน ตามป่า แต่เราก็ไม่ได้ไปลึก ไปในส่วนเส้นทางท่องเที่ยวหรือจุดชมวิว ได้ยินคำว่าวนศาสตร์ ตอนแรกก็คิดว่า มันเป็นคณะอะไร วนต้นไม้รึเปล่า เคยได้ยินชื่อวนอุทยาน น่าจะเป็นป่า ก็เลยไปถามอาจารย์ จึงทราบว่าเรียนเรื่องของป่า ของต้นไม้ ของการอนุรักษ์

ตอนนั้นก็เลยต้องเรียนคณะวนศาสตร์ ตั้งเป้าหมายตั้งแต่เรียนมัธยมเลยไหม

     ก็อยากเรียน พอเอ็นทรานส์เข้ามาได้ก็ถือเป็นความโชคดี ที่เข้ามาเรียนสมใจ

ที่ต้องเข้ามาเรียนคณะวนศาสตร์รู้ไหมว่า พอจบไปทำงานต้องเสี่ยงอันตรายหลายอย่าง ทั้งจากสัตว์ป่าเองจากผู้ที่ลักลอบทำผิดกฎหมาย

     ไม่ทราบ คือรู้ว่าจบไปต้องทำงานเกี่ยวกับต้นไม้หรือป่าแน่ เราก็คิดว่าต้องได้ไปท่องในป่า ไปผจญภัย ได้เจอสิงสาราสัตว์ บางทีอ่านจากนิยายบ้าง ดูการ์ตูน ในหนังบางเรื่องบ้าง คิดว่าเป็นอย่างนั้น คิดว่าสวยหรู สวยงาม จะสนุกมากกว่า น่าจะสนุก ภาพก่อนที่จะเอ็นทรานส์ พอเข้ามาปี 1 มาเดือนแรกๆ คิดว่ามันน่าจะอย่างนี้ ยังไม่รู้ ทางคณะมีกิจกรรมรับน้องของคณะ ของมหาวิทยาลัย จบไปต้องไปเจอรายละเอียดในการทำงานยังไง ต้องมีความยากลำบากแค่ไหน อันนี้ไม่รู้ คิดว่าต้องสนุกแน่

พอเข้ามาเรียนสิ่งที่คาดหวังตอนก่อนเข้ามา วนศาสตร์ แล้วตอนเข้ามาเหมือนอย่างที่เราคาดหวังไหม

     เหมือนเป็นบางอย่างได้บางอย่าง ได้ไปผจญภัยได้แน่นอน ได้เจอความสวยงาม ความงดงามของธรรมชาติ ได้เจอสัตว์ป่าที่สำคัญๆ อันนี้เหมือนที่เราวาดหวังไว้ เรื่องที่มันสนุก ก็จะมีทั้งสุขและลำบาก ซึ่งชีวิตจริงป่าไม้ต้องเป็นหน่วยงานที่เรียกว่า จากที่ทำอยู่เป็นหน่วยงานที่ไม่ได้ไปเป็นผู้ให้โดยตรงเหมือนหน่วยงานอื่นๆ เช่น เวลาเจอแพทย์พยาบาลเป็นการรักษาคนที่ป่วยที่จะตายให้รอด ให้หาย เจอเกษตร เจอประมง มีพันธุ์พืชมาแจก พันธุ์สัตว์มาแจก ผู้ได้รับเขาก็มีความสุข ความพอใจ แต่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เป็นงานที่ไม่ได้ให้อะไรเขาตรงๆ แต่เป็นผู้รักษาทรัพยากรไว้ ซึ่งทรัพยากรนี้จะมีคนอยากเอาไปใช้ มีความขัดแย้งกัน นี่คือการทำงานที่อยู่บนพื้นฐานของความต้องการของคน แล้วเราไปสวนกระแสความต้องการ ทุกหน่วยงานของป่าไม้ก็จะเจอรูปแบบนี้แทบทั้งสิ้น


ในส่วนของสัตว์ป่าเอง ผู้ที่ลักลอบทำผิดตามกฎหมาย มีวิธีป้องกันสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ไม่ให้เกิดอันตรายกับเรา(อย่างเช่นสัตว์ป่าเรามีวิธีป้องกันตัวอย่างไรบ้าง)

     การป้องกันมีหลายลักษณะ อยากเรียนก่อนว่าสัตว์ป่า ถ้าเราไม่ทำอะไรเขาก่อน น้อยนักที่เขาจะมาทำร้ายเรา หรือบางทีถ้าไม่จวนตัว เขาไม่มาทำร้ายมนุษย์ โดยส่วนใหญ่สัตว์ป่าเหล่านี้ คนเข้ามาในป่า จมูกเขาดี หูเขาดี ตาเขาดี เขาก็จะหลบเลี่ยงไปก่อน เว้นแต่ว่ามันจวนตัว หรือเจอกันในระยะกระชั้นชิด ด้วยความตกใจต่างคนต่างทำอะไรไม่ถูก สัตว์ป่า เช่น หมีอาจจะทำร้ายคน ถ้าสัตว์มีลูกอ่อน ถ้าสัตว์ตัวนั้นเป็นสัตว์ใหญ่ มีเขี้ยว มีคม มีเล็บแต่เขาก็ไล่อาละวาดเพื่อป้องกันตัว ป้องกันลูกของเขา ถ้าเจอสัตว์ป่าทำอย่างไร อย่างเช่น ถ้าเจอเสือจากประสบการณ์ที่เคยได้ยิน คนที่เขาเจอเขาเล่าให้ฟัง ไม่เคยเจอเสือ อย่าวิ่ง ถ้าวิ่งมันจะคิดว่าเราตกใจกลัวมัน หรือว่าเป็นเหยื่อที่จะต้องตามตะครุบ ล่าสุดมีเจ้าหน้าที่เจอ เขาใจแข็ง ยืนประจันหน้า สุดท้ายเสือก็ต่างคนต่างไป หรือมีบางกรณี เช่น ช้าง ถ้าเจอช้าง ถ้ามันหูกาง ยกหางเมื่อไหร่ คุณต้องมีระยะห่างกับมันที่เหมาะสม อันนั้นมันโมโหแล้ว อารมณ์ไม่ดี กระพือหู ยกหาง ดูแล้วว่ามันรู้สึกไม่ค่อยโอเคกับเราก็อยู่ให้ห่าง ถ้าเจอช้างไล่ต้องวิ่ง ถ้าอยู่ในป่า ช้างไม่เหมือนตามท้องถนน ถ้าไปเจอมันในระยะไม่ใช่กระชั้นชิด รู้ว่ามีช้างอยู่ต้องอยู่ให้ห่าง (พิธีกร ช้างป่าไม่ได้เชื่องใช่ไหม) ช้างป่าขึ้นอยู่กับพื้นที่ แต่ว่าถ้าช้างเราอยู่ในป่าไม่มีถนนลาดยาง ไม่มีถนนให้เราหนี อยู่ในป่าลึกๆ รกๆ อยู่ห่างๆ ดีกว่า แต่ว่าถ้าคุณจะไปสำรวจพฤติกรรมมัน ไปสำรวจช้าง อันนี้เป็นอีกเคสหนึ่ง

ในกรณีผู้ลักลอบทำผิดกฎหมาย เราจะมีวิธีป้องกันตัวอย่างไรบ้าง แน่นอนว่าจะเกิดการปะทะอะไรกันบ้าง

     ป้องกันตัวอย่างไร ต้องใช้ความรัดกุม เจ้าหน้าที่เมื่อเจอผู้กระทำความผิดซึ่งมีอาวุธ ขอเรียนว่าถ้าจะจับกุมคนเหล่านี้ เราต้องมีจำนวนที่มากกว่า มีคู่บัดดี้เวลาเข้าไปควบคุมตัว ไม่มีสูตรตายตัวต้องทำอย่างไร ที่เคยเห็นก็อาศัยจังหวะที่เขาเผลอ หรือจะใช้ลักษณะของการซุ่ม หมอบ คลานเข้าไปให้ใกล้ตัวบุคคลเขามากที่สุด ก่อนเข้าไปเราต้องดูก่อนว่า เขามีปืนไหม อะไรอย่างไร บางครั้งปืนเขาอาจจะเหน็บอยู่ที่เอวก็ได้ บางครั้งปืนอาจเป็นปืนยาวซึ่งเขาสะพายอยู่ก็ได้ ก่อนที่เราจะเข้าไปจับกุม ควบคุมตัวก็ต้องดูให้มั่นใจ ไม่ใช่ว่าเห็นคนอยู่ในป่าก็วิ่งทะเล่อทะล่าเข้าไปบางทีก็เสี่ยง ก็ต้องมีทีม มีการวางแผน ผ่านการฝึกมา ถึงเข้าไปทำงาน ถ้าไม่มั่นใจ คิดว่าอย่าเพิ่งเข้าไปจับทันที วันนี้จับไม่ได้ พรุ่งนี้ยังมีเวลา จับพรุ่งนี้ไม่ได้ วันต่อไปถ้าเขาเข้ามากระทำผิดอีก มีโอกาสที่เราจะจับได้ใหม่ ถ้าเราทะเล่อทะล่าเข้าไปโดยที่ไม่มีประสบการณ์ หรือไม่รัดกุม แล้วเราบาดเจ็บ หรือเราตายก็จะไม่คุ้ม

ย้อนมาในเรื่องสมัยเรียนบ้าง วนศาสตร์กับห้องสมุดของมหาวิทยาลัยก็อยู่ไม่ห่างกันมาก ตอนเรียนคุณวิเชียรเข้าห้องสมุดของหอกลางบ้างไหม

     ก็ไม่บ่อย แต่ตอนอยู่ปี 1 ปี 2 ตอนนั้นจะเข้าค่อนข้างมาก เพราะว่าในห้องสมุดมีหนังสืออยู่เยอะ คล้ายๆ ว่าเป็นจุด เป็นสถานที่ที่เราไปนั่งคุยกับเพื่อนได้ ทำรายงายได้ แอร์ก็เย็น เย็นจัดมาก บางคนก็แอบมาหลับในห้องสมุดก็มี ตอนนั้นเข้าบ่อยไหม ใช้คำว่าไม่ค่อยบ่อย เพราะว่าโดยลักษณะแล้วเราไม่ใช่เด็กหนอนหนังสือ จะเข้าก็คืออาจารย์ให้ทำรายงาน แล้วก็ตอนนั้นอินเตอร์เน็ตยังไม่แบบทุกวันนี้ ยังไม่มี google ที่ให้ search หา เราต้องเข้ามาห้องสมุด ยืมหนังสือไปทำรายงานมาคืนก็ว่าไป ถ้าเทียบกับตอนนี้ ตอนนั้นเข้าห้องสมุดมากกว่าตอนนี้ ถ้ายังเรียนอยู่นะ (พิธีกร สมัยนี้หาข้อมูลจากที่ไหนก็ได้) มีทั้งผลดีและผลที่ต้องพึงระวัง

มีหนังสือที่ชอบอ่านไหม นอกจากตำราเรียน เป็นหนังสือแนวไหน

     ชอบอ่านประวัติศาสตร์การเมือง ทุกวันนี้ก็ชอบซื้อหนังสือแนวนี้มาอ่าน

ในการปฏิบัติงานอาจจะต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม คุณวิเชียรหาข้อมูลจากแหล่งไหนบ้างในการปฏิบัติงาน หรือข้อมูลทางด้านป่าไม้

     ชอบโทรหาเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง อยากได้เรื่องนี้ไปหาจากที่ไหน พี่มีข้อมูลไหม ถ้าทำงานอยู่ในป่า ทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นพื้นที่สัญญาณอินเตอร์เน็ตแย่มาก โทรหาเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง คนที่รู้จักที่พอจะให้คำแนะนำเราได้ ถ้ากลับออกมาในเมืองที่มีสัญญาณโทรศัพท์ใช้อินเตอร์เน็ตในการค้นหา ส่วนถ้าจะหาหนังสือเป็นเล่ม ที่ทำงานก็มีหนังสือเป็นห้องสมุดของหน่วยงานข้อมูลเฉพาะในการปฏิบัติงาน

เทคโนโลยีเปลี่ยนไปค่อนข้างรวดเร็ว คุณวิเชียรอยากเห็นอะไรในเด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ อยากให้เขามองอะไรเป็นเรื่องสำคัญในอันดับแรก ในการใช้ชีวิตประจำวัน หรือการเรียน

     ถ้าเป็นส่วนในการทำงานด้านป่าไม้ก็ต้องมองว่า คนที่จะไปอยู่ป่าก็ไม่ควรสร้างเงื่อนไขว่าที่ทำงานนั้นๆ จะต้องมีสัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณอินเตอร์เน็ตที่มันรวดเร็วเสมอไป น้องๆ บางคนโตมาในยุคดิจิตอล ขาดไม่ได้ ยอมรับ ในป่าแม้กระทั่งบ้านพักซึ่งอยู่ในหน่วยงานแต่อยู่ในป่า สิ่งเหล่านี้ก็มีไม่ครอบคลุม ไม่เพียงพอ อย่าไปคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญจนเกินไป จนเราละเลยในเรื่องการมาทำงานดูแลทรัพยากรที่เราเรียนมา แต่มีเทคโนโลยีก็ดี ทำให้การทำงานก้าวกระโดด รวดเร็ว ชับไว

ช่วงท้ายของรายการแล้ว มีการวางแผนหรือมองภาพอนาคตตัวเอง ไว้อย่างไรบ้าง นับจากนี้

     เป็นคำถามที่ตอบยากมาก ก็ไม่ได้วางแผนอะไรไว้ คิดว่าทำงานให้งานกับเรื่องครอบครัวไปด้วยกันได้ ไม่หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง ให้ชีวิตบะลานซ์ ทั้งเรื่องงานและครอบครัวเป็นสิ่งที่จะต้องทำให้ดีควบคู่กันไป เพราะถ้าเราเริ่มต้นจากตัวเราเองพร้อมแล้ว การทำงานเราก็จะไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ทำงานได้อย่างเต็มสปีดของเรา
ทรัพยากรสารสนเทศของสำนักหอสมุดที่เกี่ยวข้อง

ทรัพยากรสารสนเทศของสำนักหอสมุดที่เกี่ยวข้อง

ชื่อเรื่อง

  1. ป่าไม้ไทย / หมื่นวลี
  2. อุทยานแห่งชาติ [electronic resource]
  3. อุทยานแห่งชาติและการอนุรักษ์ [electronic resource] / กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
  4. ทุ่งใหญ่นเรศวร [videorecording]
  5. ห้วยขาแข้ง : มรดกสัตว์ป่าและพืชพันธุ์ของโลก
  6. สัตว์ป่าเมืองไทย / สุรินทร์ มัจฉาชีพ
  7. สัตว์ป่า / บำรุง วัฒนารมย์
  8. สัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร / นริศ ภูมิภาคพันธ์ และอุทิศ กุฏอินทร์
  9. สัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง / นริศ ภูมิภาคพันธ์, อุทิศ กุฎอินทร์,นพรัตน์ นาคสถิตย์
  10. สัตว์ป่า : คู่มือเพื่อการป้องกันและปราบปรามการลักลอบค้าสัตว์ป่า / ธัญญา จั่นอาจ...[และคนอื่นๆ]
  11. วนศาสตร์ชุมชนสำหรับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมป่าไม้ / ศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  12. การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้/ สุนทร คำยอง
  13. การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า / ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมป่าไม้
  14. ไฟป่า [electronic resource] = Wildfires
  15. sustainable forest management
  16. wildlife
  17. กฎหมายป่าไม้และสัตว์ป่า / รวบรวมโดย จรรยา แวววุฒินันท์
  18. กฎหมายป่าไม้พิมพ์ พ.ศ.2530 / รวบรวมและเรียงโดย นิตยสารโลกตำรวจ

 

 

 



ฟังเคล็ดลับการเรียนให้ประสบความสำเร็จ จากคุณอาทิตย์ เรืองสุรเกียรติ นิสิตคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ได้รับ “ทุนพระราชทานรางวัลเรียนดี ทุนภูมิพล” ประจำปี 2561


ช่วยเล่าความรู้สึกหลังจากที่ได้รับทุนพระราชทานในครั้งนี้หน่อยคะ


      ผมมีความรู้สึกเป็นเกียติริอย่างสูงครับที่ได้รับเลือกให้เข้ามารับการสัมภาษณ์และเข้าร่วมพิธีพระราชทานทุน มันเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งครับที่ได้รับทุนภูมิพลนี้ ทีนี้ผมมองว่าคุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่ตัวเงินที่เราได้รับมันยังคงเป็นโอกาส เราสามารถนำไปกรอกในประวิติหรือ CV เพื่อใช้ในการสมัครงานหรือศึกษาต่อทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศได้ด้วย ผมมองว่าถ้าเราสามารถมอบโอกาสนี้กลับไปให้กับคนอื่น ๆ ในอนาคตให้กับคนรุ่นหลัง ๆ มันก็จะเป็นสิ่งที่ดี ในอนาคตผมก็อยากจะมีโอกาสที่จะเป็นคนมอบทุนเองให้กับเด็ก ๆ ต่อ ๆ ไปครับ ที่ขาดแคลงคุณทรัพย์


ทราบมาว่าในการขอทุนจะต้องมีขั้นตอนการสัมภาษณ์ อยากจะให้พี่อาทิตย์เล่าถึงขั้นตอนการ อยากจะรู้ว่าตอนที่สัมภาษณ์มีคำถามประมาณไหนบ้างคะ


     การสัมภาษณ์ทุนในครั้งนี้ เนื่องจากทุนภูมิพลเป็นทุนที่เราไม่ได้สมัครเข้าไปเอง เพราะฉะนั้นเริ่มจากเขาจะมีจดหมายแจ้งมาทางคณะและแจ้งมาที่ตัวเราว่าเราได้รับเลือกเป็นตัวแทนหรือมีสิทธิเข้าชิงทุนภูมิพล เราก็เข้ารับการสัมภาษณ์ตามที่เขานัด พอเข้าไปเราจะเจอกับคนที่ได้รับสิทธิเข้ามาชิงทุนภูมิพลเหมือนกัน ก็จะมีนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ยสูง ๆ พอเข้าไปห้องสัมภาษณ์เราก็จะเจอกับคณะกรรมการ 4 – 5 ท่าน พร้อมที่จะถามคำถามเราที่จะตัดสินมีคุณสมบัติครบถ้วนหรือเปล่า คำถามก็จะประกอบไปด้วยประวัติ ประวัติการขาดแคลงคุณทรัพย์ ปัญหาต่าง ๆ ที่เคยพบเจอ ผลงานต่าง ๆ รวมไปถึงการเป็นแบบอย่างที่ดีของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วยครับ

libtalk24 2


อย่างที่เราทราบกันนะคะว่าเกรดเฉลี่ยของพี่อาทิตย์สูงมาก ๆ เลยนะคะ นอกจากด้านการเรียนที่โดดเด่นแล้ว ด้านกิจกรรมยังมีความสนใจในกิจกรรมไหนเป็นพิเศษไหมคะ


      กิจกรรมที่ผมสนใจคือเรื่องของการอ่านหนังสือและการเล่นเกมส์ครับ เรื่องอ่านหนังสือเราก็สามารถอ่านหนังสืออะไรก็ได้อ่านไปเถอะ ส่วนการเล่นเกมส์ก็จะมาชี้แจงเพิ่มนิดหนึ่งว่า เกมส์ไมได้กำจัดอยู๋แค่ว่าคุณเล่นอยู่บนโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือว่าคอนโซลต่าง ๆ เกมส์นี้ผมหมายถึงเกมส์ทั่วไปอย่างเช่น พวกไพ่ หมากกระดาษ หรือว่าบอร์ดเกมส์ เกมส์พวกนี้มันช่วยให้เราพัฒนาความคิดศักยภาพทางสมอง ความสามารถการคิดเชิงระบบได้ดีกว่าการทำข้อสอบอีกครับ เพราะฉะนั้นถ้าเรายกตัวอย่างเกมส์หนึ่งที่ทุกคนรู้จักคือ หมากรุก ช่วยในการอ่านความคิดของอีกฝ่ายล่วงหน้า ซึ่งจะมีประโยชน์มาก ๆ ในการตัดช้อยอีกด้วยถ้าอีกฝ่ายเดินแบบนี้เราก็ต้องไม่เดินแบบนั้นอะไรอย่างนี้ครับ มันสามารถช่วยให้การทำข้อสอบในการตัดช้อย ในการคาดการความคิดของอาจารย์ สำหรับเรื่องเกมส์นะครับสิ่งสำคัญก็คือ ถ้าคุณชอบคุณสามารถที่ขะเล่นได้แต่ว่าคุณต้องแบ่งเวลาให้เป็น การเล่นเกมส์วันละ 5 – 6 ชั่วโมง มันไม่ค่อยมีประโยชน์เพราะว่า ประโยชน์ที่คุณจะได้รับแค่เล่นวันละไม่กี่ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว ถ้าคุณเล่นน้อยเกินไปก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรแต่ถ้าว่าคุณเล่นมากเกินไปคุณบอกว่าคุณอยากจะเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตแค่ 5-6 ชั่วโมงมันก็ไม่พอเหมือนกันครับ คุณก็ต้องจัดการเวลาให้ดี


นอกจากการเรียนหรือว่ากิจกรรมก็มาพูดถึงคณะบริหารธุรกิจที่พี่อาทิตย์เรียนอยู่กันบ้างดีกว่านะคะ อยากทราบถึงจุดที่ทำให้สนใจมาเรียนด้านนี้และก็เรียนหนักไหมคะ


      จริง ๆ ผมจบนักเรียนจากสาธิตเกษตรแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอนนั้นคณะบริหารธุรกิจพึ่งเปิดหลักสูตรนานาชาติ อาจารย์ที่นั้นเลยเปิดโอกาสให้ผมได้รับโอกาสที่สามารถเข้ามาศึกษาต่อได้เลย โดยที่ไม่ต้องผ่านการสอบ ผมเลยรับโอกาสนั้นไว้ เพราะที่บ้านก็เป็นนักธุรกิจกันอยู่แล้วก็เลยคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี อีกอย่างหนึ่งอันนี้ก็เป็นคำถามในการสัมภาษณ์เหมือนกันครับ คุณคิดว่าอะไรที่เป็นปัญหาของคณะบริหารธุรกิจ ผมคิดว่าคนไทยไม่ค่อยใส่ใจในการบริหารธุรกิจเท่าไหร่มันเป็นช้อยล่าง ๆ รองมาจาก แพทย์ วิศวกรรม สถาปัตย์ ลงมาอีก ทำให้เรามีปัญหาในการบริหารงานทำให้คนส่วนใหญ่คิดไม่ค่อยเป็นระบบ คิดแค่ว่าข้างหน้าไม่ได้คิดมองการไกลเท่าไหร่ ผมคิดว่าถ้าเราหันมาสนใจและกระจายเก่ง ๆ ในประเทศไปหลากหลายอาชีพมันจะช่วยพัฒนาได้มากขึ้น ส่วนเรื่องเรียนยากไหมอันนี้คือถ้าเทียบผมไม่สามารถบอกได้ว่าเรียนยากหรือเปล่าแต่ถ้าเทียบในเรื่องของเกรดค่าเฉลี่ยของแต่ละคนในห้องก็ถือว่าหนักพอสมควรครับเพราะเกรดก็อยู่ที่สองกว่า ๆ


ในการเรียนมีกฎหรือระเบียบอะไรหรือเปล่าหรือว่าเคล็ดลับอะไรช่วยแนะนำให้กับเพื่อน ๆ น้อง ๆ หน่อยคะ


      การใช้ชีวิตในการเรียนนะครับก็คือ 2 อย่าง ง่าย ๆ หนึ่งก็คือ เราต้องเรียนอย่างมีเป้าหมายถ้าเราไม่มีเป้าหมายเราจะไม่รู้ทิศทางที่เราจะไปเราก็ไม่สามารถวางแผนอะไรได้ อีกอย่างหนึ่งก็คืออย่าทำแค่พอผ่านสิ่งที่คุณจะพบเจอในชีวิตมหาลัยที่แน่ ๆ เลยในห้องของคุณจะมีคนหนึ่งที่ยกมือถามอาจารย์ อาจารย์ครับตรงนี้ออกข้อสอบไหมครับ การที่คุณทำแบบนี้แสดงว่าคุณกำลังโฟกัสกับตรงนั้นแค่ว่าออกข้อสอบหรือไม่ออกข้อสอบถ้าออกข้อสอบคุณก็จะจำถ้าไม่ออกคุณก็จะไม่ทำ มันเป็นปัญหาเพราะว่าเวลาเราเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งเราจะไปโฟกัสกับจุดหนึ่งไม่ได้ สิ่งที่สำคัญเราต้องรู้ในองค์รวมรู้ทั้งหมดของตัววิชานั้นคุณถึงจะสามารถทำข้อสอบได้ ส่วนเคล็ดลับมันก็ไม่เชิงว่าเป็นเคล็ดลับอันนี้ส่วนของผมเองนะครับก็จะแบ่งออกเป็นเรื่องการเรียนกับการสอบก่อนเรียนเราต้องเตรียมตัวอะไรบ้างบ้างหลายคนคิดว่าควรเตรียมตัวอ่านหนังสือล่วงหน้าก่อนจริง ๆ มันก็ไม่ถูกซะทีเดียว คุณเอาเวลาของคุณที่ว่าง ๆ มานั่งอ่านหนังสือล่วงหน้าก่อนมันเป็นการใช้เวลาที่ไม่คุ้มค่าซะเท่าไหร่ควรอ่านแค่พอดีอย่าไปอ่านมากจนเกินไปเพราะว่าคุณจำได้ไม่หมด เอาเวลาล่วงหน้ามาอ่านหนังสืออะไรก็ได้ที่คิดว่าจะได้ใช้ในชีวิตหรือในอนาคตจะดีกว่า พอเข้ามาถึงเวลาในคาบเรียนสิ่งที่ควรทำคือตั้งใจฟังอาจารย์จดแต่พอดีอย่าจดมากเกินไปทุกคำพูดเพราะมันไม่ได้ช่วยอะไร หลังเลิกเรียนควรมาทบทวนบทเรียนว่าเรียนอะไรบ้างเพราะเมื่อเวลาผ่านไปซะชั่วโมงสองชั่วโมงความรู้คุณจะเริ่มหายไปกว่าครั่งแล้วหลังจากที่คุณเริ่มเรียน การที่คุณทบทวนอย่างสม่ำเสมอทำให้คุณจำระยะยาวและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ พอมาถึงช่วงสอบอันนี้สำคัญมากโดยเฉพาะคนในห้องผมเขาชอบทำในสิ่งที่เรียกว่าสมุดจดหรือชีสบันทึกหรือสรุปอะไรก็ตามแต่เอาไฮไลท์มาขีดลงบนหนังสืออีกรอบหนึ่งซึ่งตรงนี้นะครับมันให้ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จแบบปลอม ๆ คือคุณทำแล้วคุณรู้สึกว่าสำเร็จอะไรอย่างหนึ่งแล้วเราทำชีทสรุปเสร็จแล้วสุดท้ายชีทตัวนั้นจะได้เอามาอ่านน้อยมากต่อให้มาเปิดคุณก็จะจำแค่สิ่งที่คุณคิดว่ามันสำคัญแต่มันอาจจะไม่สำคัญจริง ๆ ทำให้ผลคะแนนของคุณแย่ครับ ในระหว่างสอบคุณต้องพยายามนึกอะไรก็ได้ที่คุณนึกได้ที่เกี่ยวโยงกับการที่คุณอยู่ในห้องเรียนมันจะช่วยให้คุณสามารถย้อนกับไปคิดได้ ถ้าก่อนสอบคุณไม่คิดว่าการเรียนเป็นการแข่งขันคุณสามารถช่วยสอบเพื่อนในห้องมันจะทำให้คุณจำได้ยิ่งขึ้นในห้องสอบ หลังจากสอบแล้วถ้ามีโอกาส ถ้าอาจารย์บอกข้อผิดพลาดของเราข้อไหนที่เราทำผิดคุณควรที่จะถามและรู้รายระเอียดให้ได้มากที่สุดเกี่ยวกับความผิดพลาดในตัวเองเพราะว่าเวลาคุณสอบ midterm คุณยังมีเวลาที่จะแก้ตัวใน final พอไปถึง final โอกาสแก้ตัวมันน้อยถ้าคุณผิดแล้วคุณไม่รู้ตัวว่าคุณผิดใน final คุณจะผิดแน่ ๆ เพราะฉะนั้นอย่าทึ้งโอกาสนี้ไปและพยายามปรับปรุงแก้ไขตัวเองครับ


ในเรื่องของการเรียนมองว่าอะไรคือความท้าทายรวมถึงชีวิตในรั้วมหาลัยอะไรคือสิ่งที่ท้าทายสำหรับพี่อาทิตย์คะ


      สำหรับผมมองว่ามันก็มีหลายรูปแบบอย่างเช่น วิชาที่เรียนถ้าเราถนัดแต่ด้านอะไรคุณมีสองตัวเลือกลงวิชาที่คุณถนัดคุณจะได้เก็บเกรดและคุณจะได้มีเวลาว่างไปทำอย่างอื่น หรือคุณมีสิทธิที่ลงวิชาที่ไม่ถนัดคุณจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในการท้าทายตัวเองอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการท้าทายอย่างอาจารย์และเพื่อน สำหรับอาจารย์เวลาเราเข้าเรียนเราสามารถถามรุ่นพี่ได้ว่าอาจารย์คนนี้เป็นอย่างไรคนนี้สอนดีไหมคนนี้สอนไม่ดีคนนี้โหดหรือเปล่าพอคุณรู้แบบนี้แล้วสิ่งที่ผมจะแนะนำคือให้คุณคิดว่าคนไหนคืออาจารย์ที่ดีที่สุดคนไหนคืออาจารย์ที่แย่ที่สุดที่เป็นไปได้แล้วลงเรียนทั้งสองวิชา เพราะอาจารย์ที่คุณคิดว่าดีและแย่เนี่ยคุณสามารถเรียนรู้จากพวกเขาได้ทั้งคู่ครับ อาจารย์ที่ดีคุณอาจจะเรียนรู้เรื่องของการคิดอย่างเป็นระบบการอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ การเตรียมการเรียนการสอน ส่วนอาจารย์ที่คิดว่าไม่ดีในเรื่องของบางคนอาจจะคิดว่าอาจารย์นี้โหดเหี้ยเคร่งครัดในกฎระเบียบมาก ๆ สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้จากเขาก็คือความตรงต่อเวลา คุณต้องส่งงานตรงเวลา คุณต้องเข้าเรียนให้ตรงต่อเวลา คุณต้องทำอะไรหลาย ๆ ให้ตรงที่เขาต้องการ ส่วนอาจารย์ที่คุณคดว่าเขาสอนไม่ดีชอบอ่านตามสไลด์ซึ่งมีแน่ ๆ สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้จากเขาคือ คุณจะได้หัดเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หลังจากที่คุณฟังเขามาคุณจะต้องกลั่นกรองอีกรอบหนึ่งคุณจะได้ฝึกการทำเลคเชอร์จริง ๆ ที่ไม่ใช่แค่จดตามเขาต้องคิดอีกขั้นหนึ่ง นี้ก็จะเป็นความท้าทายอีกขั้นหนึ่ง ส่วนสุดท้ายคือความท้าทายแบบเพื่อน คนก็จะบอกว่าเจอเพื่อนที่ไม่ค่อยดีขนาดต้องซื้อหนังสือคบกับคนเฮงซวยมานั่งอ่าน หรือเจอเพื่อนที่ชอบการแข่งขันมาก ๆ แบบว่าสุดยอดแห่งความ competition เลย แข่งขันเอาเป็นเอาตายจนเครียดมาก ๆ ผมไม่แนะนำให้กดดันตัวเองมากเกินไปกับการแข่งขันเพราะบางทีมันไม่ได้ประโยชน์จริง ๆ ถ้าแข่งขันเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างเพื่อนในการเกทับถมกันในเรื่องคะแนนเกิดการพัฒนาตัวเองแบบนี้ถือว่าดีครับ แต่อย่าเอาเป็นเอาตายกับมันอย่าพยายามไปแข่งอะไรมากจนเกินไปเพราะมันเครียดอาจจะจบลงในการฆ่าตัวตายมันไม่ดีเลย


ในตอนนี้สำหรับพี่อาทิตย์เรื่องไหนที่โฟกัสมากที่สุดในขณะนี้คะ


      สำหรับเรื่องที่โฟกัสมากที่สุดมี 2 เรื่องครับ คือ หนึ่งเรื่องเรียนอย่างที่เคยบอกไปเพราะว่าตอนนี้ผมจะไปศึกษาต่อและแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ อีกเรื่องหนึ่งคืออย่างให้ทุกคนโฟกัสด้วยกันคือเรื่องความสุขในมหาวิทยาลัยเพราะว่าเวลาของคุณมีอย่างจำกัดคุณน่าจะเคยเห็นกราฟสามเหลี่ยมที่บอกว่าเรียน ใช้ชีวิต และพักผ่อน ก็คือถ้าคุณเรียนมากจนเกินไปคุณโฟกัสแต่กับการเรียนสิ่งที่คุณจะขาดหายไปคือกิจกรรมคุณจะทำกิจกรรมน้อยลงเพราะคุณทุ่มเทกับการเรียนการสอน ในขณะเดียวกันเด็กสายกิจกรรมอย่างในห้องผมที่เป็นระดับนายกสโมเขาบอกว่าเขาโฟกัสอยู่กับกิจกรรมอย่างเดียวสิ่งที่เขาขาดหายก็คือชั่วโมงเรียน เขาค่อนข้างขาดเรียนบ่อยเขาทำอย่างอื่นมั่นบางครั้งเขาติด F เพราะฉะนั้นการโฟกัสอย่างใดอย่างหนึ่งมันก็จะมีข้อเสียตามมาถ้าคุณไม่โฟกัสทั้งสองอย่างก็จะมีข้อเสียหนักเลยเพราะคุณจะเสียสุขภาพจิต เวลาในการพักผ่อน ความสุขในการใช้ชีวิต เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้เอาเท่าที่คุณคิดว่าพอดีและมีความสุขกับมันแค่นี้ครับ


พี่อาทิตย์วางแผนในอนาคตอย่างไรบ้างคะ


      สำหรับอนาคตผมมีเป้าหมายอยู่แล้ว มีการวางแผนระยะสั้นกับระยะยาว ระยะสั้นก็คือจะไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศเทอม 1 และเทอม 2 ของปี 4 หลังจากนั้นกลับมารับปริญญาและไปศึกษาต่อต่างประเทศในระดับปริญญาโท ซึ่งก็อาจจะเป็นการศึกษาต่อในสาขานิติ หรือสาขาจิตวิทยาที่ผมสนใจ หรืออาจจะกลับมาทำงานก่อนสัก 2 ปี เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหน่อยทางด้านบริหาร ในด้านระยะยาวเรามองไปถึงว่าต่อปริญญาเอกไหมหรือเราจะกลับมาทำงาน ผมคิดว่าโอกาสที่น่าจะเป็นคือทำงานเป็นที่ปรึกษา หรือธุรกิจของตัวเอง หรือแม้แต่เป็นอาจารย์สอน


ในฐานะวัยรุ่นนิสิตนักศึกษาหรือเยาวชน ซึ่งถือว่าเป็นกำลังสำคัญในอนาคตเลย สำหรับพี่อาทิตย์คิดว่าการศึกษาไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้างคะ และอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในด้านไหนบ้าง


      การศึกษาไทยพูดกันตรง ๆ เลย ที่เห็น ๆ ค่อนข้างล้มเหลวครับ ซึ่งที่เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงก็คือ ขั้นแรกเปลี่ยนที่ตัวอาจารย์ก่อน อาจารย์หลายคนยังมีความคิดเก่า ๆ และก็เขาสอนเมื่อ 10 ปีที่แล้วสำเร็จแต่ไม่ได้แปรว่ามาสอนใน 10 ปีนี้จะสำเร็จเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมอยากไดอาจารย์ที่เขาปรับเปลี่ยนตัวเองและอยากให้คนสนใจในอาชีพอาจารย์ให้มากขึ้นถ้าเป็นไปได้เรื่องเงินก็ค่อนข้างสำคัญ ผมเข้าใจว่าคนเก่ง ๆ ต้องอยากได้เงิน ถ้าเราสามารถขึ้นเงินเดือนอาจารย์เป็น 2 เท่า ให้ดึงดูดบุคลากรชั้นนำของประเทศมาทำหน้าที่อาจารย์ได้ ทำอย่างก็จะดีขึ้นมาก ในเรื่องของหลักสูตรการสอน คุณภาพชีวิตของเด็กในมหาวิทยาลัย หลังจากที่อาจารย์เปลี่ยนแล้วจะมีผลตามมาเช่น วิธีการให้คะแนนเปลี่ยนไป การให้คะแนนแบบที่คะแนนเก็บเยอะจนเกินไป หรือคะแนนสอบเยอะจนเกินไป ก็จะเริ่มน้อยลงก็จะมีความสมดุลมากขึ้น มีกิจกรรมมากขึ้นนักเรียนก็จะรู้สึกได้ถึงการแบ่งเวลา ไม่ต้องเคร่งเครียดมากจนเกินไป หลังจากเปลี่ยนหลักสูตรการสอน หลักการให้คะแนนแล้ว ซึ่งที่เปลี่ยนต่อไปคือบรรยากาศในห้องและจำนวนนิสิต และตอนนี้ถ้าไม่นับในห้องเรียนผม ถ้าไปเรียนข้างนอกกับคณะอื่น หรือที่ศูนย์เรียนรวมก็จะมีนักศึกษาที่เรียนเกิน 50 คน หรือ 100 คน เข้าไปในห้องอัดกัน ซึ่งการสอนแบบนั้นมันไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเพราะว่า อาจารย์กับนักเรียนจะห่างกัน ถึงแม้จะนั่งติดกัน คือเขาจะไม่มีโอกาสหรือกล้าที่จะยกมือถามอาจารย์หลังจากหมดคาบเรียนที่เขาไม่เข้าใจ ซึ่งก็เป็นปัญหาเหมือนกัน ผมอยากให้ตัวห้องเรียนลดลงมาหน่อยเหลือห้องละ 30 คน กำลังดี และเปลี่ยนบรรยากาศในห้องแทนที่จะเป็นโต๊ะเรียนกันเหมือนเดิม เปลี่ยนให้มันเหมือนกันห้องที่แบบ Smart Learningหน่อย มีโซฟา มีอุปกรณ์การสอนหลาย ๆ อย่าง ไม่ต้องจัดเป็นระเบียบมากก็ได้ สามารถที่จะเคลื่อนย้ายได้ เพราะในห้องเรียนก็เหมอนเวทีเวทีหนึ่งถ้ามันเป็นระเบียบเกินไปสิ่งที่คุณต้องทำบนเวทีนั้นก็คือแสดงอย่างเป็นระเบียบ ทุกอย่างจะเป๊ะไปหมด ถ้าเกิดทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้ทั้งตัวเราที่เป็นทั้งนักเรียนและอาจารย์ปรับเปลี่ยนและยืดหยุ่นไปตามการเรียนการสอนได้ ผมมองว่าตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะพัฒนาในระยะยาว

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่น่าสนใจ

 

 

 

KULIB Talk #12
นิสิตรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  21ธันวาคม 2561
Liveจากห้อง Eco-Library สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
นายธนพล สันติวัฒนธรรม(คุณเบ๊นซ์)
นิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชั้นปีที่ 6
นิสิตรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

https://www.facebook.com/kulibpr/videos/1541272055976123/

คุณธนพล สันติวัฒนธรรม(คุณเบ๊นซ์) นิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชั้นปีที่ 6 ผู้ได้รับรางวัลนิสิตรางวัลพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. 2560เข้ารับพระราชทานรางวัลจาก
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา และยังมีผลงานนักกีฬาเทเบิลเทนนิสตัวแทนทีมชาติไทย มีใจรักกิจกรรมจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือพัฒนาสังคม
 
รู้สึกอย่างไรที่ได้รับรางวัลนิสิตพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ช่วยเล่าบรรยากาศในวันนั้นให้ฟังหน่อย

     รางวัลนิสิตรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี พ.ศ. 2560ที่ได้รับนั้น ถือว่าเป็นรางวัลสูงสุดในฐานะนักศึกษาแล้วก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและตื้นตันใจเป็นที่สุดต่อตนเองและครอบครัว

ขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่ช่วยเป็นแรงผลักดัน โดยเฉพาะทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เล็งเห็นความสามารถและให้โอกาสให้แสดงผลงานเพื่อเข้าร่วมคัดเลือกรางวัลนิสิตรางวัลพระราชทาน

     นอกจากได้รับเกียรติบัตรและทุนการศึกษาแล้ว ยังทำให้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดฯ สยามบรมราชกุมารีและเกิดความตั้งใจที่จะโน้มน้อมนำพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่นิสิตนักศึกษาในเรื่องของ “ความเพียรพยายามโดยไม่เสื่อมคลาย” มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของตนเองในอนาคตด้วย

ต้องผ่านหลายด่าน กว่าจะได้รับรางวัลนิสิตพระราชทาน

     เกณฑ์การตัดสินมีหลายการประเมินหลายด้าน ไม่เพียงการเรียนและผลงานของนิสิตเท่านั้น แต่ยังมีการประเมินทุกด้านรวมถึงด้านคุณธรรมและจริยธรรม รวมถึงผลงานอื่น ๆ ที่นิสิตได้กระทำไว้ โดยคุณธรรมพื้นฐาน 5 ประการ ประกอบด้วยการเรียน, การทำงานร่วมกับผู้อื่น, สุขพลานามัย, ความมีภาวะผู้นำ, การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
โดยจะต้องผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 4 รอบ

  • รอบ 1 ระดับคณะ คัดเลือกนิสิตในคณะของตนเองและจัดทำแฟ้มผลงาน
  •  รอบ 2 ระดับมหาวิทยาลัย คัดเลือกผลงานของตัวแทนนิสิตจากทุกคณะและทุกทุกวิทยาเขตให้เหลือ 4 คน
  •  รอบ 3 ระดับคณะกรรมการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คัดเลือกให้เหลือ 1 คนเพื่อไปร่วมคัดเลือกพร้อมนิสิต ม. อื่น
  •  รอบ 4 ระดับคณะกรรมการจาก สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ)คัดเลือกให้เหลือตัวแทนนิสิต 3 คนที่เป็นนิสิตรางวัลพระราชทานปีนั้น ๆ 
     

ตั้งเป้าหมาย  - จัดลำดับความสำคัญ – จัดสรรเวลา คือเคล็ดลับสู่ความสำเร็จทั้งด้านการเรียนและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ใจรัก

     เพราะเชื่อว่าคนเรามีความสามารถและสามารถทำอะไรได้มากกว่าหนึ่งอย่างพร้อม ๆ กัน หากเราแบ่งและบริหารเวลาให้ดี คุณธนพลจึงมีเป้าหมายตั้งแต่สมัยมัธยมแล้วว่า การเรียนต้องทำให้ดีและต้องประสบความสำเร็จด้านกีฬาด้วย ซึ่งคุณธนพลก็บรรลุเป้าหมายได้ทั้งสองอย่างตั้งแต่ระดับมัธยม
     เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยคุณพ่อของคุณธนพลได้ให้คำสอนอันมีค่ายิ่งเพิ่มเติมอีกว่า เพียงการเรียนและกีฬานั้นไม่เพียงพอแล้วในระดับมหาวิทยาลัย “การเรียนจะทำให้เรามีงานทำ แต่การทำกิจกรรมจะทำให้เราทำงานเป็น”คุณธนพลจึงเพิ่มเป้าหมายที่ 3 คือการทำกิจกรรมให้ได้ดีเยี่ยมควบคู่กันไป
“เราจึงต้องแบ่งและจัดสรรเวลาให้ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เราได้บรรลุเป้าหมายที่เราได้วางไว้ให้ครบ”
 
กีฬาเทเบิลเทนนิส– อีกหนึ่งสิ่งที่ทำด้วยใจรัก

     “ผมเริ่มตั้งแต่ตอนอายุ 10 ควบ นับถึงปัจจุบันก็ 10 กว่าปีแล้ว” คุณธนพลเล่าถึงจุดเริ่มต้น ที่ไม่ได้วางแผนเป็นนักกีฬาตั้งแต่แรก “จุดเริ่มต้นเกิดจากโต๊ะปิงปองเก่า ๆ ที่คุณย่าเอามาให้หลานๆ เล่นกันสนุกๆ แต่ผมเกิดความชอบและรักในกีฬาเทเบิลเทนนิส คุณพ่อจึงจัดหาโค้ชมาสอนและฝึกซ้อมอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้นและเริ่มเข้าการแข่งขัน และเป็นการเปลี่ยนเป้าหมายของตัวเองจากการเล่นเพื่อสุขภาพ เป็นการเล่นเพื่อความเป็นเลิศ”
 
ผลงานด้านกีฬา

     คุณธนพลมีผลงานทางด้านกีฬามากมาย โดยได้เข้าร่วมเยาวชนทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ตอนอายุ 15และเข้าร่วมเยาวชนทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ตอนอายุ 16และเมื่ออายุ 18 ปี ก็ได้เข้าร่วมทีมชาติชุดใหญ่เข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียและเข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่ประเทศเยอรมันนี

     ผลงานที่ภูมิใจมากที่สุด คือที่ได้ผ่านการคัดเลือกตัวนักกีฬาเทเบิลเทนนิสชายคนแรกของประเทศไทยและได้เข้าร่วมการแข่งขันมหกรรมกีฬาYouth Olympic Games 2010 ที่ประเทศสิงคโปร์แต่ว่าผลงานที่มีความภาคภูมิใจไม่แพ้กัน การที่สามารถคว้าเหรียญทองต่อเนื่อง 3 ปี ให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ จากการแข่งขันเทเบิลเทนนิสในกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 41, 42 และ 43ซึ่งการได้รับเหรียญทองนั้น นอกจากจะรู้สึกภาคภูมิใจอย่างมากที่สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว ยังเป็นการแสดงความกตัญญูของต่อมหาวิทยาลัยที่ได้ให้โอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในฐานะโควต้านักกีฬาทีมชาติด้วย
 
ผลงานด้านกีฬา (ส่วนหนึ่ง)

  • นักกีฬาเทเบิลเทนนิสชายคนแรกของประเทศไทยที่ผ่านการคัดเลือกตัวและได้เข้าร่วมการแข่งขันมหกรรมกีฬาYouth Olympic Games 2010 ที่ประเทศสิงคโปร์
  • นักกีฬาเทเบิลเทนนิสเยาวชนทีมชาติไทยและทีมชาติไทยชุดใหญ่
  • ชนะเลิศเหรียญทอง 3 ปีติดต่อกัน (ปี2557-2558-2559) ในการแข่งขันเทเบิลเทนนิสในกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 41 42 และ 43
  • นักกีฬาเทเบิลเทนนิสชายยอดเยี่ยม 2 ปีติดต่อกัน (ปี 2558-2559) ในการแข่งขันเทเบิลเทนนิสในกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 42 และ 43
  • ชนะเลิศประเภทชายเดี่ยว21ปี  และประเภทชายคู่ ในการแข่งขันเทเบิลเทนนิสเพื่อความชนะเลิศแห่งประเทศไทยชิงถ้วยพระราชทาน
     

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการแข่งขันกีฬา

     “การกีฬาได้สอนในหลายด้าน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตนักกีฬาไม่ได้อยู่ที่ชนะ แต่อยู่ที่การพัฒนาตนเองและต่อสู้อย่างสุดความสามารถในการแข่งขันแต่ละครั้ง หากเราได้มุ่งมั่นฝึกซ้อมและแข่งขันอย่างเต็มที่ ก็เท่ากับเราได้บรรลุเป้าหมายของการเป็นนักกีฬาที่ดีแล้ว”

ในการแข่งขันแต่ละครั้ง หากเราได้มุ่งมั่นฝึกซ้อมและแข่งขันอย่างเต็มที่ ก็เท่ากับเราได้บรรลุเป้าหมายของการเป็นนักกีฬาที่ดีแล้ว
 
เรียนดี กีฬาเด่น มีวิธีการจัดสรรเวลาอย่างไร

     “เมื่อเรามีเป้าหมายในหลายด้าน ทำให้เราต้องจัดลำดับความสำคัญ ผมมองว่าตอนนี้หน้าที่หลักคือด้านการเรียน เพราะเราเป็นนิสิตจึงเปรียบเหมือนงานประจำหรืองานFull Timeส่วนการเล่นกีฬาและการทำกิจกรรมจิตอาสา เปรียบได้กับงาน Part-Timeการจะสำเร็จได้ เราต้องทำงาน Full Time ก็คือมุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนให้เต็มที่ก่อน แล้วเมื่อเรามีเวลาว่างจากการเรียน ค่อยไปทำหน้าที่อื่น ๆ ที่เราสนใจและมีใจรัก ซึ่งสำหรับพี่ก็คือการเล่นกีฬาและออกไปทำกิจกรรมจิตอาสาช่วยเหลือสังคมในด้านต่าง ๆ”

การเตรียมตัวอย่างไรในการแข่งขันแต่ละครั้ง

     สำหรับนักกีฬาทุกคน สิ่งสำคัญก็คือการฝึกซ้อม และการวางแผนการฝึกซ้อมก็สำคัญไม่แพ้กัน ในการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ประกอบด้วย ทักษะฬา สมรรถนะทางร่างกาย และความแข่งแกร่งทางจิตใจ หากเราวางแผนการฝึกซ้อมให้พัฒนาได้ทั้ง 3 ด้านแล้ว เราก็จะได้ผลการแข่งขันที่เราพึงพอใจแน่นอน
 
จุดที่ทำให้ถึงสนใจเรียนคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

     “ไม่ว่าเราจะทำอะไร สิ่งสำคัญคือแรงบันดาลใจ พี่ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณพ่อซึ่งเป็นสัตวแพทย์ ซึ่งจบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เหมือนกัน จึงได้เติบโตมาในคลินิกรักษาสัตว์ของคุณพ่อ เห็นคุณพ่อทำงานด้วยใจรัก รักษาสัตว์ป่วยต่าง ๆ ที่เข้ามารักษา โดยมีความตั้งใจให้เขาหายป่วยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงได้ซึบซับสิ่งเหล่านี้มาตลอด ประกอบกับเป็นคนรักสัตว์อยู่แล้ว จึงตัดสินใจไม่ยากที่จะเข้าเรียนที่คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์”

     “ถามว่าเรียนหนักไหม ก็เรียนค่อนข้างหนัก เพราะใช้เวลาเรียนทั้งหมด 6 ปี เช่นเดียวกับหมอคนเลย ได้เรียนทุกประเภททั้งสุนัข แมว โค สัตว์น้ำ สัตว์ป่า ได้เรียนหมด เพราะไม่มีการแยกเมเจอร์”

วางแผนหรือมองภาพอนาคตของตนเองไว้อย่างไรบ้าง
     
     “ตอนนี้ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 6 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายแล้ว เมื่อจบแล้วก็จะประกอบอาชีพเป็นสัตวแพทย์เช่นเดียวกับคุณพ่อ และจะสืบทอดกิจการโรงพยาบาลสัตว์จากคุณพ่อต่อไป เพื่อเป็นการได้รักษาสัตว์เลี้ยงตามความตั้งใจของตนเอง”
 
     ถ้าเราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นสิ่งที่ดี มีคุณประโยชน์ ขอให้ตั้งใจทำ อย่าย่อท้อ เพราะพี่เชื่อสิ่งดี ๆ ที่เราตั้งใจจะนำเสนอออกมา สักวันหนึ่งจะต้องมีคนมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราอย่างแน่นอน
 
สุดท้ายนี้ ช่วยให้คำแนะนำกับรุ่นน้อง หรือนิสิตท่านอื่นๆ ในเรื่องการสร้างสรรค์ผลงานดีเด่น หรือการเข้าร่วมการทำกิจกรรม

     ถ้าเราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นสิ่งที่ดี มีคุณประโยชน์ ขอให้ตั้งใจทำ อย่าย่อท้อ เพราะพี่เชื่อสิ่งดี ๆ ที่เราตั้งใจจะนำเสนอออกมา สักวันหนึ่งจะต้องมีคนมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราอย่างแน่นอนขอเป็นอีกหนึ่งแรงใจให้น้อง ๆ ทุกคนที่มีความตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ออกมา

ทรัพยากรสารสนเทศของสำนักหอสมุดที่เกี่ยวข้อง

ชื่อเรื่อง

  1. คู่มือการเล่นเทเบิลเทนนิส / สุรสิทธิ์ วะสิโน และคณะ รวบรวมและเรียบเรียง
  2. กีฬาเทเบิลเทนนิส / ภัชรี แช่มช้อย
  3. กติกาเทเบิลเทนนิส / งานวิชาการ กองการฝึกอบรม สำนักพัฒนาบุคลากรกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย
  4. กติกาเทเบิลเทนนิส / ผู้เรียบเรียง ณัฐวุฒิ เรืองเวส
  5. Movement Modifications Related to Psychological Pressure in a Table Tennis Forehand Task.
  6. บริหารเวลา บริหารชีวิตและความสำเร็จ / เจมส์ แมงค์เทอโลว์ ; วรินดา อลอนโซ แปล
  7. บริหารเวลาเพื่อความสำเร็จ / เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
  8. สัตวแพทย์อาสา จ.ส. 100 / บรรณาธิการ อัจฉริยา ไศละสูต ... [และคนอื่น ๆ]
  9. เรียนดี-เรียนเก่ง / ปรีชา ช้างขวัญยืน
  10. พัฒนาตนเองอย่างสร้างสรรค์ / นวพันธ์ ปิยะวรรณกร
  11. พัฒนาตนเอง คุณยังก้าวไปได้อีกไกล / กรกิจ พัฒนะรุ่งเรือง

KULIB Talk No. 18 “ป้อนคำหวาน นวัตกรรมขนมไทยไร้น้ำตาล”


     วันนี้เราจะพูดคุยกันในหัวข้อนวัตกรรมขนมไทยไร้น้ำตาลที่ยังคงเอกลักษณ์ความหวานไว้อยู่นั้น ได้รับเกียรติจากเจ้าของกิจการร้านป้อนคำหวาน และเป็นศิษย์เก่าคณะประมง ku รุ่น 56 คือ คุณแพร ลวณะมาลย์

ช่วยเล่าถึงที่มาของร้านและชื่อของร้าน


      ป้อนคำหวานเป็นธุรกิจในรุ่นที่ 2 เริ่มจากที่คุณแม่เริ่มทำขนมไทยเป็นอาชีพเสริม ตอนนั้นคุณแม่เป็นครูอยู่และก็เริ่มทำขนมเป็นรายได้พิเศษรายได้เสริม ก็ทำมาเรื่อย ๆ ถ้านับจากรุ่นคุณแม่ก็ยี่สิบกว่าปีแล้ว พี่เองพึ่งเข้ามาช่วยงานที่บ้านเมื่อสิบปีที่แล้ว ตอนนั้นที่เข้ามาทำก็เริ่มคิดใหม่ทำใหม่เปลี่ยนแปลงอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ เริ่มสร้าง brand ขึ้นมาเป็นป้อนคำหวาน ปีนี้เป็นปีที่ 10 พอดี

ชื่อร้านนี้คุณแพรคิดชื่อเองเลยหรือเปล่าคะ


     ก็มีทีมงานช่วยคิด

คุณแพรจบจากประมง แสดงว่าจะต้องเตรียมตัวเป็นอย่างดีในการช่วยงานคุณแม่ใช่ไหมคะ คุณแพรมีวิธีการหรือขั้นตอนในการเตรียมตัวอย่างไรบ้างที่จะรับงานต่อมาเป็นอีกรุ่นหนึ่ง


     เริ่มจากตอนที่พี่เรียนมัธยม เราก็เห็นแม่ทำขนมเราก็ช่วยตั้งแต่ตอนนั้นแต่ยังไม่ได้เต็มรูปแบบมาก ก็อาจจะเป็นแค่บางกระบวนการเช่น การแพ็ค และการจัดส่งตามร้านของฝากใกล้ ๆ เริ่มจากตอนนั้นแต่ไม่ได้จริงจังที่จะเข้ามาในด้านการผลิต จากนั้นไปเรียน ก็เรียนคนละสายกับงานเลยไม่ได้เรียนเกี่ยวกับอาหารเลย แต่ด้วยพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เหมือนกันมันก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้

ทางป้อนคำหวานได้มีการพัฒนาสูตรขนมไทยอยู่เสมอนะคะ และล่าสุดขนมที่พัฒนาคือ อาลัว แล้วทำไมคุณแพรถึงเลือกอาลัวมาพัฒนาเป็นสูตรหวานน้อยคะ


     ที่พี่สนใจอาลัวก่อนเพื่อนนี้เพราะว่าอาลัวเป็น product แรกของเราและหลาย ๆ คนรู้จัก ค่อนข้างมีชื่อเสียง ถ้านึกถึงอาลัวต้องมาหาเราก่อน ทีนี้คือ เป็นสิ้นค้าที่คนรู้จักเยอะในส่วนของเราและก็ผลิตเยอะสุดด้วย แล้วเราก็รู้สึกว่าเรามีความเชี่ยวชาญในการทำอาลัว และอาลัวสามารถเติมโน้นนี้นั้นคือพัฒนาได้ง่ายกว่าสินค้าตัวอื่น ๆ เลยเลือกที่จะทำอาลัว และที่เลือกทำหวานน้อยก็ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง ทั้งสุขภาพของผู้บริโภค trend และ feedback ที่เราได้ยินจากลูกค้า ก็นำ comment ต่าง ๆ เก็บมา และเริ่มลองพัฒนาทีละนิดทีละหน่อย

กลุ่มเป้าหมายหลักที่คุณแพรเลือกที่จะพัฒนาเป็นสูตรหวานน้อยก็จะเป็นในเรื่องของศาสตร์ที่ดูแลสุขภาพด้วยหรือเปล่าคะ


     ก็ทั่ว ๆ ไปด้วยหลัก ๆ เริ่มจากที่เราได้ feedback ที่เราได้คุยกับลูกค้า หลายท่านก็จะปฏิเสธก่อนเลย คิดว่าขนมไทยหวานแน่นอน คือไม่ชิมแหละ เราก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ได้หวานขนาดนั้นนะ เราก็ปรับ คือหวานมาก ๆ เราเองก็ทานไม่ไหว พอลูกค้า feedback แบบนี้เราก็อยากให้เขาชิม แต่เขาก็ปฏิเสธเพราะเขาเชื่อว่าขนมไทยมันหวานมาก เราก็รู้สึกว่าหนึ่งข้อแล้วที่เราจะเริ่มทำ อันนี้จะเป็นกลุ่มลูกค้าของเรา ที่คนทั่วไปซื้อกินซื้อฝาก และกลุ่มที่เขาอยากจะซื้อไปฝากผู้ใหญ่แต่ก็ติดว่าสูงอายุบางทีก็อาจมีโรคประจำตัวจึงไม่สามารถทานได้ และเรื่อง trend ที่เขาลดแป้งลดน้ำตาลเราเลยต้องตาม trend “เราก็จะได้กลุ่มผู้บริโภคสายหวานและสายสุขภาพด้วยก็จะได้ไปด้วยกันได้”

ในการทำอาลัวมีขั้นตอนในการทำอย่างไรในการปรับสูตรให้หวานน้อย


      ขั้นตอนในการทำอาลัวไม่ได้ยุ่งยากหรือซับซ้อนอะไรมากเพียงแต่ว่า เราก็เริ่มจากในห้องทดลองของเรา และก็มีแลป R&D ที่เราจะพยายามปรับสูตรก่อนจนเรารู้สึกว่ารสชาตินี้มันได้แล้ว เราก็เริ่มที่จะทำแบบจริง และให้ลูกค้าช่วย test ช่วย comment ว่าแบบนี้โอเคไหม เนื้อสัมผัสแบบนี้ สีสันแบบนี้ เป็นอย่างไง

รสชาติความหวานที่ยังคงอยู่คุณแพรใช้อะไรเป็นวัตถุดิบแทนความหวานคงใช้น้ำตาลอยู่ไหม


      ถ้าเป็นอาลัวยังเป็นน้ำตาลปกติอยู่แต่ว่าเราลดมาในเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างสูง ถ้าลดมากกว่านี้เนื้อสัมผัสมันจะกระด้างคือทานไม่ไหว คือตัวที่ไม่ได้ใช้น้ำตาลเลยคือ ขนมผึง เป็นงานวิจัยที่พี่ทำ R&D ที่ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยก็จะมีนักวิจัยช่วยดูให้ว่า เราใช้ความหวานจากวัตถุดิบจากธรรมชาติที่เขาสกัดมา ก็เอามาลองใช้กับตัวนี้ดู

ความพิเศษของสูตรหวานน้อยของอาลัวนอกจากจะมีการปรับปรุงเรื่องของหวานน้อยแล้วคุณแพรยังมีการปรับปรุงด้านอื่น ๆ อีกไหมคะ


      ถ้าเป็นตัวใหม่ล่าสุดแล้วนอกจากความหวานแล้ว คือเมื่อน้ำตาลหายไปก็ก็ต้องมีตัวอื่นเข้ามาทดแทนเพื่อให้เนื้อสัมผัสมันยังได้อยู่ เพราะว่าน้ำตาลมันเป็นตัวช่วยให้ขนมนุ่มมีความชุ่มชื่นสูงไม่แข็งกระด้าง เมื่อเอาน้ำตาลออกเราก็ต้องมีตัวอื่นทดแทนเข้าไป ก็มีการปรับวัตถุดิบด้วย ที่สำคัญก็คือตัวนี้ใช้สีจากวัตถุดิบจากธรรมชาติทั้งหมด ก็จะมี ใบเตย เราก็จะปลูกเองแล้วก็เอามาคั้นเอง และมีดอกอัญชัน ที่ริมรั้วบ้านเราบ้างและจากชาวบ้านแถว ๆ นี้ และถ้าเป็นอาลัวจิ๋วก็ยังเป็นอาลัวสูตรดั้งเดิมอยู่ก็จะใช้สีผสมอาหาร

ในจังหวัดเพรชบุรีที่เรารู้จักกันดีจะเป็นน้ำตาลโตนด แล้วคุณแพรได้เอาวัตถุดิบอื่น ๆ อย่างเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่อยู่ในชุมชนหรืออยู่ในจังหวัดมาเป็นวัตถุดิบในการทำขนมของทางร้านด้วยหรือเปล่าคะ


      ในส่วนของวัตถุดิบที่เป็นวัตถุดิบท้องถิ่น เช่น น้ำตาลโตนด ลูกตาลอ่อน เราก็นำมาใช้ในส่วนของขนมสด ของที่ร้านก็จะมี ลูกตาลลอยแก้ว เป็นซิกเนเจอร์ของทางร้านก็จะมีการผสมน้ำดอกอัญชันด้วย เป็นวัตถุดิบที่ได้จากชาวบ้าน เขาก็จะคัดเฉพาะที่เป็นเนื้ออ่อนจริง ๆ มาให้เราเพราะเขารู้ว่าเราใช้แบบไหน ในส่วนของขนมโคน้ำกระทิ ในตัวใส้ก็จะใช้น้ำตาลโตนดเป็นส่วนผสมในการให้ความหวาน ก็จะมีเจ้าประจำมาส่งให้ที่ร้าน รับรองว่าวัตถุดิบทุกอย่างสดใหม่แน่นอน

ในเรื่องของสุขภาพที่ร้านป้อนคำหวานเน้นแล้วยังมีจุดแข็งอื่น ๆ อีกไหมคะ ที่ทำให้เราสู้กับ brand อื่นได้


      นอกจากในเรื่องของสูตรขนม รสชาติแล้ว เราก็ยังสร้างจุดต่างในเรื่องของรูปลักษณ์ของขนม อย่างอาลัวจิ๋วนี้เรียกได้ว่าเราเป็นรายแรกเลยที่ผลิตอาลัวจากเม็ดใหญ่เป็นเม็ดเล็ก อย่างกลีบลำดวนที่ร้านจะปรับโฉมใหม่ก็ใช้แม่พิมพ์ในการกดลงไป แบบปั้นเราก็ยังมีอยู่ เราก็ยังนำเสนอในสิ่งที่แปลกใหม่ออกไป อันนี้ก็เป็น signature เราเรียก “ลีลาวดี”

อะไรเป็น bestseller ของร้านคะ


      ต้องเป็นอาลัวเลยคะ “พอเราทำเป็นจิ๋วทำให้เราทานง่ายขึ้น อย่างเมื่อก่อนเราก็จะเห็นว่าเป็นอันใหญ่ ๆ อาจจะทานอยากซะนิดหนึ่ง พอแบบว่าจิ๋ว ๆ ก็ทานไปดูโทรทัศน์ไปก็เพลินเลย เป็น gimmick เล็ก ๆ ทำให้ทานง่ายขึ้น”

ช่วยให้คำนิยามของคำว่า ขนมไทยไร้น้ำตาลของร้านป้อนคำหวานหน่อย คุณแพรให้นิยามของป้อนคำ


      ป้อนคำหวานนี้เราพยายามจะสร้างนวัตกรรมให้กับขนมไทย คือ ขนมไทยมันเป็นเอกลักษณ์ของบ้านเราสืบทอดกันมานานแล้ว ด้วยค่านิยมที่เปลี่ยนไปคนก็จะรู้จักน้อยลงและรู้สึกแบบห่างเหินกับขนมไทย ก็พยายามที่จะนำเสนอให้เข้าถึงผู้บริโภคในยุคนี้ให้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรสชาติ รูปลักษณ์ของขนมแล้วก็ให้ความสำคัญกับ packaging ด้วย มันก็มีส่วนดึงดูดให้ลูกค้าสนใจและเขาก็สบายใจที่ซื้อไปแล้วเอาไปฝากได้เลยไม่ได้ไปห่ออีก เพราะว่าคนให้นี้อยากมอบความรู้สึกดี ๆ กับคนที่เราเข้าไป เราก็เลยนำเสนอแบบสำเร็จรูปเลย ง่าย ๆ

เป้าหมายต่อไปในด้านธุรกิจที่คุณแพรได้วางไว้ จะมีการต่อยอด สานต่ออย่างไร แล้วมีการเพิ่มสถานที่ในการจำหน่ายอย่างไรบ้างค่ะ


      เราพยายามที่จะเพิ่มช่องทางในการจัดจำหน่ายให้มากขึ้น ลูกค้าจะได้หาได้ง่ายขึ้น มีทั้งร้านค้าต่าง ๆ และก็เน้นในเรื่องของออนไลน์ด้วย สั่งตามหน้าเพจได้ มีบริการจัดส่งสั่งวันนี้อีก 2 วันทำการก็ได้รับขนมแล้ว ก็จะได้ขนมที่สดใหม่ และตัวแทนจำหน่ายก็จะมีรับไปก็วางกระจายสินค้าทั่วไป และก็รับผลิต อย่างสงกรานต์ที่ใกล้จะถึงนี้ก็จะมีบริษัทอยากได้ชิ้นเล็ก ๆ เพื่อจะแจกลูกค้าเขาอีกทีหนึ่ง ก็จะรับคะ

มี order เยอะไหมคะ


      เยอะคะ คือถ้าเป็นขนมพวกนี้จะเป็นช่วง season ช่วงเทศกาลของขวัญปีใหม่ มีการจัดเซตให้พร้อมเพื่อเป็นของฝากผู้ใหญ่ได้เลย

ในเรื่องของการดูแลสุขภาพที่มากขึ้นแต่ว่าก็คงเอกลักษณ์ของขนมไทยอยู่ คุณแพรมีประสบปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับพวกนี้บ้างไหมคะ


      มีในส่วนของความกังวลในเรื่องของน้ำตาล ลูกค้าก็จะรู้สึกแบบว่าขนมหวานมันต้องหวานต้องมีน้ำตาลเยอะ เราก็พยายามจะนำความกังวลของลูกค้ามาปรับให้เจอกันให้ได้มากที่สุด

 

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่น่าสนใจ

 

 

ULIB Talk #8

24 ตุลาคม 2561

==============================================

นางสาวนิศารัตน์ อัครปัญญาวิทย์
จากคณะเศรษฐศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์เกษตรกับผลงาน “รางวัล Skate Asia 2018 และรางวัลเหรียญเรียนดี

           น้องใบเฟิร์น (นางสาวนิศารัตน์ อัครปัญญาวิทย์) สาวน้อยคนเก่งจากคณะเศรษฐศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์เกษตร ผู้สิ่งมีความสามารถในการเล่นไอซ์สเกต ได้รับรางวัลที่ 1 โปรแกรม Rhythmic Ribbon freestyle และที่ 2 โปรแกรม free style 1 ในการแข่งขันในรายการ Skate Asia 2018 และยังเป็นนิสิตที่สามารถทำกิจกรรมและเรียนดีไปพร้อมๆ กันได้ โดยได้รับรางวัลเหรียญเรียนดี ในปีการศึกษา 2561

เรื่องการเริ่มเล่นไอซ์สเกต น้องใบเฟิร์นเริ่มหัดเล่นอย่างจริงจังเมื่ออายุ 16 ปี โดยมีแรงบันดาลใจมาจากการดู Disney On Ice ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเรียนมาก่อนตอนเด็ก แล้วหยุดเรียนมาพักหนึ่ง

อุปสรรคในการเรียนไอซ์สเกตคือการล้ม เพราะต้องใช้การทรงตัวที่ดี ซึ่งน้องใบเฟิร์นมองว่าเรื่องการล้มเป็นเรื่องปกติของการเป็นนักไอซ์สเกต  การแข่งขันเพื่อที่จะได้รางวัล จะต้องใช้เวลาในการซ้อมมากกว่าปกติ ซึ่งในการแบ่งเวลานั้น น้องใบเฟิร์นบอกว่าเนื่องจากน้องเรียนภาคพิเศษ ซึ่งเรียนตอนเย็น จึงสามารถใช้เวลาก่อนเรียนไปซ้อมได้

          สำหรับในด้านการเรียนสาขาเศรษฐศาสตร์ มาจากความสนใจส่วนตัวคือชอบคำนวณ และการได้รางวัลเหรียญเรียนดี ซึ่งให้กับนิสิตที่ได้คะแนนเฉลี่ยมากว่า 3.50 นั้น น้องได้ให้เคล็ดในการเรียนว่าต้องเข้าเรียนเป็นประจำ ไม่ขาดเรียน และเรียนให้เข้าใจในคาบ และต้องแบ่งเวลาในการทบทวนโดยการทำสรุปเป็นของตัวเอง

          การหาข้อมูลเพื่อประกอบการเรียนของน้อง น้องจะใช้แหล่งข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต และฐานข้อมูลที่ห้องสมุดบอกรับคือ EconLit ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ตอบโจทย์ในด้านเศรษฐศาสตร์มาก

          เป้าหมายในอนาคตน้องต้องการจะไปเรียนต่อปริญญาโท เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์พร้อมกับไม่ทิ้งการฝึกการเล่นไอซ์สเกต เพราะน้องวางเป้าหมายไว้อยากจะเป็นโค้ช

          น้องได้ฝากไว้ว่าหากมีความผัน ขอให้ดำเนินตามฝันนั้น และเพื่อที่จะไปถึงความฝันนั้นได้ ต้องมีการวางแผนที่ดีและความรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำ

** สนใจศึกษาเรื่องการเล่นไอซ์สเกต สามารถหาได้จากฐานข้อมูล SportDiscuss With Fulltext ที่มีให้บริการในสำนักหอสมุดค่ะ **

แนะนำทรัพยากร

Kulib Talk #13
สีเรืองแสงเพื่อความปลอดภัยที่ดีขึ้น

สัมภาษณ์ : นางสาว ดลชนก ดรุณวรรณ ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 
     ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดสิ่งประดิษฐ์ชิงทุนการศึกษาGo Further Innovation Scholarship 2018 ในระดับอุดมศึกษา ในหัวข้อ “เพื่อทุกชีวิตปลอดภัยบนท้องถนน”จากผลงานสีเรืองแสงเพื่อความปลอดภัยที่ดีขึ้นและยั่งยืน หน่วยงานที่ทำให้เกิดโครงการในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัทFord ประเทศไทย บริษัท ทีวีบูรพา จำกัด และ สมาคมประชากรพัฒนาและชุมชน

โครงการGo Further Innovation Scholarshipคือการประกวดอะไร มีระยะเวลาและเกณฑ์การตัดสินอย่างไรบ้าง?

     โครงการ Go Further Innovation Scholarshipเป็นโครงการเฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ โดยจัดให้นิสิตนักศึกษา และนักเรียนอาชีวะ ได้เข้าร่วมประกวดส่งผลงานชิงทุนการศึกษารวม 650,000 บาท โดย

รอบแรก : ส่งผลงานตั้งแต่วันที่ 15ส.ค. ถึงวันที่ 10ต.ค. และตัดสินรอบแรกในงันที่19 ต.ค.
รอบสอง : เป็นรอบบชิงชนะเลิศในวันที่24 พ.ย.และประกาศผลในวันนั้นเลย
 
พี่นีน่าได้รู้จักและมีความสนใจในการเข้าประกวดโครงการอย่างไร?

     พอดีพี่ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องสีเรืองแสงเพื่อความปลอดภัยที่ดีขึ้นและยั่งยืนพอดี แล้วอาจารย์ก็เห็นว่าสีของพี่มีเกณฑ์ตรงตามที่โครงการกำหนดเลยแนะนำมา
 
แนวคิดในการสร้างผลงานสิ่งประดิษฐ์สีเรืองแสงเพื่อความปลอดภัยที่ดีขึ้นและยั่งยืนหรือว่าGlowing Paint for Better and Sustainable Road Safety?

     ริ่มแรกเลยพี่ได้เข้าไปฝึกงานกับบริษัท เฌอร่า ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างภาควิชาวิศวกรรมวัสดุและบริษัท เฌอร่า จัดร่วมกันเพื่อพัฒนานิสิตและงานวิจัยให้รับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นโอกาสที่ดี ทำให้พี่ได้รู้งานจริง และทำให้พี่ได้คิดค้นสีนี้ขึ้นมา

 

สีเรืองแสงเพื่อความปลอดภัยที่ดีขึ้นและยั่งยืนแตกต่างจากสีทาถนนปกติอย่างไร?

     สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากสีปกติ อย่างแรกเลยคือเราได้เติมสารเพิ่มความสว่างลงไปนั่นก็คือสาร optical brightenerทำให้สีมีความขาวสว่างมากยิ่งขึ้น จะช่วยให้มองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
 
อย่างที่พี่นีน่าได้บอกว่าได้เติมสาร3ชนิดลงไปในสีเพื่อเพิ่มความสว่างเลยอยากจะให้พี่นีน่าอธิบายเพิ่มเติมว่าสารทั้ง3ชนิดเป็นสารอะไรและมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ?

     ชนิดแรกก็คือ Optical Brightenerซึ่งเป็นสารที่ทำให้ความขาวสว่างมากยิ่งขึ้น จะช่วยให้มองเห็นชัดเจน สารตัวต่อไปคือสารเรืองแสง ทำให้เรืองแสงในเวลากลางคืน ซึ่งการที่เราได้เติมสารoptical brightenerลงไปก่อนหน้านี้จะช่วยให้สารเรืองแสงชนิดนี้กักเกบพลังงานไว้ได้มากขึ้นและจะปลดปล่อยเป็นการเรืองแสงออกมาในตอนกลางคืนได้มากและนานยิ่งขึ้น ส่วนตัวสุดท้ายคือสารประกอบ Nano Silicaเมื่อเราเติมลงไปแล้ว หากมีไฟหรือไฟจากหน้ารถมากระทบกับสีของเราจะทำให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นสีดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของสีทาถนนนั่นเอง
 
ขั้นตอนในการประดิษฐ์มีอะไรบ้าง?

     -ขั้นตอนแรกทำการนำสีทั่วไปมาเติมสารทั้ง3 ชนิดลงไป แล้วหาส่วนผสมที่ดีที่สุดเพื่อนำมาทดลองผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรมซึ่งได้ทดลองผสมในห้องแลปของบริษัท เฌอร่า จำกัด (มหาชน)
 
ประโยชน์ชองผลงานชิ้นนี้มีอะไรบ้าง ในด้านของการใช้สี และประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ?
        
     ในส่วนของประโยชน์ด้านการใช้งาน สีชนิดนี้สามารถใช้งานได้หลากหลายมาก เช่น การทาบนพื้นถนน หรือ การทาบนทางจักรยานในม.เกษตรศาสตร์ ส่วนการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สีชนิดผลิตจาดวัสดุที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมจึงแน่ใจได้ว่าปลอดภัยแน่นอนค่ะ

ในการทำงานพี่มีการหาความรู้จากแหล่งความรู้ใดบ้าง และมีการนำความรู้จากสาขาอะไรบ้างที่นำมาใช้ผลิตสิ่งนี้ขึ้นมา ?

     พี่ได้หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและฐานข้อมูลของหอสมุด และมีการค้นคว้าหา Text book เพื่อนำมาใช้อ้างอิงในงานวิจัยนี้ และใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมวัสดุเป็นหลักค่ะ
 
ผลงานนี้มีทีมงานเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา2ท่านด้วยกัน นั่นก็คือ ผศ.ดร.ปริญญา ฉกาจนโรดม และดร.วิชิต ประกายพรรณ ทั้งทีมนี้มีรูปแบบการทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง?

     ทั้งผศ.ดร.ปริญญา ฉกาจนโรดม และดร.วิชิต ประกายพรรณ คอยช่วยเหลือพี่ตั้วแต่ตอนฝึกงาน รวมถึงการวิจัย ขั้นตอนการทำงาน รวมถึงตอนประกวดเลยค่ะ นอกจากนี่ยังได้รับความช่วยเหลือจากภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และบริษัทเฌอร่าด้วยค่ะ และขอขอบคุณบริษัทFord ประเทศไทย จำกัด สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน และทีวีบูรพา ที่ได้ให้โอกาสในการประกวดสิ่งดีๆแบบนี้แก่นิสิตทั่วทุกพื้นที่
 
ประสบการณ์และการต่อยอดจากการแข่งขันในโครงการนี้?

     พี่ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นทั้งในมหาวิทยาลัย และในบริษัทเฌอร่า ซึ่งทำให้พี่ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ นอกจากนี้ สีของพี่ได้รับการพัฒนาต่อยอดในการทำเป็นสีทาบ้านเพื่อการประหยัดพลังงานด้วยค่ะ
 
นอกจากนี้พี่นีน่ายังมีผลงานหรือกิจกรรมอื่นๆอีกไหม?

     ส่วนใหญ่พี่ก็ทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัยตามที่หมาวิทยาลัยกำหนด กิจกรรมอื่นๆ พี่ก็ได้เป็นสตาฟของสโมสรนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ด้วยค่ะ
 
สุดท้ายนี้อยากให้พี่นีน่าให้คำแนะนำกับน้องๆหรือนิสิตท่านอื่นๆในเรื่องของการสร้างสรรค์ผลงานดีเด่นหรือการเข้าร่วมแข่งขันกิจกรรมต่างๆด้วยครับ

     อยากจะเชิญชวนน้องๆพี่ๆเพื่อนๆทุกคนให้มาเข้าร่วมการประกสดกันเยอะๆ เพราะนอกจากเราจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆแล้วเราก็สามารถเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ให้ตัวเองอีกด้วยนะคะ อาจจะเริ่มจากสิ่งเล็กๆ แต่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ แค่คุณคิดที่จะเปลี่ยนก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วนะคะ และอยากฝากไว้อีกเรื่องนึงนะคะ ถ้าหากใครสนใจที่จะเข้ามาเรียนต่อที่ภาควิชานี้ ก็สามารถเข้ามาดูได้ที่เว็บไซต์ของภาควิชาได้นะคะ
 
คำถามจากทางบ้าน ถามมาว่าสีเรืองแสงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกได้ไหม ?

     อย่างที่บอกนะคะ สามารถนำมาทาได้ทั้งในบ้าน นอกบ้าน และถนนต่างๆก็ทำได้ค่ะ หรือจะนำมาทาเป็นทางเดินนำทางให้ผู้สูงอายุตอนกลางคืนก็ทำได้เช่นกันค่ะ
 
สีเรืองแสงสามารถนำไปใช้กับอาคารหรือรั้วบ้านได้ไหม?

     ได้เช่นกันค่ะ หากต้องการเป็นรั้วบ้านที่ชัดเจนยิ่งขึ้นตอนถอยรถเข้าบ้านก็ได้ค่ะ
 
พี่นีน่ามีกิจกรรมยามว่างที่ทำระหว่างเรียนอะไรบ้าง?

     งานอดิเรกก็พวกการอ่านหนังสือการ์ตูน และก็มีเล่นดนตรีบ้างค่ะ

 
การทำการวิจัยแต่ละเรื่องเราต้องมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?

     เราต้องมีการสืบค้นข้อมูล ซึ่งในส่วนนี้เราต้องหาข้อมูลเยอะมากเลยค่ะ ซึ่งพี่โชคดีนะคะ ที่มีหอสมุดเป็นฐานให้หาข้อมูลได้มากมาย ช่วยในการอ้างอิงในการทำวิจัยได้เยอะมากเลยค่ะ
 
ปกติใช้ฐานข้อทูลใดในการค้นคว้าหาข้อมูล?

     ส่วนใหญ่พี่จะเข้าไปในเว็บไซต์ของหอสมุดแล้วเข้าไปที่ฐานข้อมูลScience Direct ค่ะ
 
สีเรืองแสงมีการนำมาใช้จริงหรือยัง?

     ตอนนี้เป็นการทดลองผลิตจริง และนำมาใช้จริงบางส่วนในโรงงานแล้วค่ะ
 
ทำไมพี่ถึงสนใจเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ?

     พี่รู้สึกว่าคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นคณะที่พี่ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กแล้ว และสาขาวิศวกรรมวัสดุเป็นอะไรที่แปลกใหม่มากๆเลย ไม่ค่อยเห็นที่ไหนเปิด พี่ก็เลยอยากเรียนเพราะเราจะได้รู้ถึงวัสดุต่างๆมากมายเลยค่ะ และก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในทุกสาขาอาชีพเลยค่ะ
 
ผลงานที่พี่อยากจะสร้างต่อไปมีอีกไหมครับ?

     พี่ก็อยากจะต่อยอดผลงานของพี่นะคะ เป็นสีในรูปแบบอื่นๆน่ะค่ะ ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการคิดค้นอยู่

แหล่งข้อมูลทางด้านวิศวกรรมวัสดุที่ให้บริการในสำนักหอสมุด
คำค้น “Optical Brightener”, “Nano Silica” จากแหล่งข้อมูลเหล่านี้ที่ให้บริการในสำนักหอสมุด

  1. Knovelฐานข้อมูลหนังสือ คู่มือ บทความ และสมการทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ครอบคลุมทุกสาขาวิชาทางด้านวิศวกรรม
  2. IEEE XPloreป็นฐานข้อมูลทีรวบรวมสารสนเทศจาก2 แหล่งข้อมูลคือThe Institute of Electrical and Electronics Engineers (IEEE) และ The Institution of Engineering and Technology (IET) ซึ่งใน IEL ประกอบด้วยเอกสารมากกว่า 1.2 ล้านรายการ จากสิ่งพิมพ์มากกว่า 12,000 รายชื่อ ให้ข้อมูลเอกสารฉบับเต็มตั้งแต่ปี 1988-ปัจจุบัน
  3. SciFinderเป็นแหล่งข้อมูลทางด้านเคมี ปฏิกิริยาเคมี องค์ประกอบทางด้านเคมี และสาชาที่เกี่ยวข้องกับเคมี เหมาะสำหรับนิสิต อาจารย์ และนักวิจัยทางด่านวิทยาศาสตร์ (เคมี) วัสดุศาสตร์ วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมวัสดุ

ทรัพยากรสารสนเทศของสำนักหอสมุดที่เกี่ยวข้อง

ชื่อเรื่อง

  1. วิศวกรรมวัสดุ: พฤติกรรมระดับโครงสร้างจุลภาพของวัสดุ / จาตุรงค์ บุญทันใจ
  2. Influence of Dual-layer and Triple-layer Remote Phosphor Package on Optical Properties of White LEDs.
  3. Respirometric Study of Optical Brighteners in Textile Wastewater.
  4. The Role of the Entropy Factor on the Adsorption of an Optical Brightener on Pulp.
  5. Aggregation Behavior of Nano-Silica in Polyvinyl Alcohol/Polyacrylamide Hydrogels Based on Dissipative Particle Dynamics.
  6. A Visible Colorimetric Fluorescent Probe for Hydrogen Sulfide Detection in Wine.
  7. Materials Engineering
  8. Computational Materials Engineering
  9. Concrete material science: Past, present, and future innovations.
  10. การถ่ายทอดนวัตกรรม : หลักการและรูปแบบ / ธันยา พิทธยาพิทักษ์, ธันยวิช วิเชียรพันธ์



KULIB Talk No.19 รางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันกรณีศึกษาทางบัญชีระดับประเทศ (Thailand Accounting Case Competition) จากสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย Dream team กลุ่มนิสิตคนเก่งจาก ภาควิชาบัญชี คณะบริหารธุรกิจ

libtalk18 1

วันนี้ได้รับเกียติจากนิสิต ทีม Dream team จากคณะบริหารธุรกิจ โดยพวกเขาได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันกรณีศึกษาทางบัญชีระดับประเทศ (Thailand Accounting Case Competition 2018) ครั้งที่ 2 วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2561 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์เกียรติคุณ เกษรี ณรงค์เดช ชั้น 6 อาคารสภาวิชาชีพบัญชี โดยมีสมาชิกประกอบด้วย

  1. คุณจาตุรงค์ สีดา สาขาการบัญชี
  2. คุณอารัชพร สสุทธิ สาขาการบัญชี
  3. คุณศศิกุล จองสุ สาขาการบัญชี
  4. คุณนพรัตน์ สว่างเกียรติกุล สาขาการบัญชี
  5. คุณธีระทัศน์ ศิรฐิตินันท์ สาขาการจัดการ
  6. ดร.จารุภา วิภูภิญโญ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา


ทราบถึงการแข่งขันได้อย่างไร ร่วมไปถึงการรวมทีมกันอย่างไร เพราะว่ามาจากต่างสาขากันด้วย


     ในส่วนของว่าเราทราบว่ามีการแข่งขันได้อย่างไร ก็คือ อาจารย์ก็จะเข้ามาประชาสัมพันธ์ทั้งในกลุ่ม facebook ของนิสิตภาควิชาบัญชี และมาพูดตามห้องเรียน ซึ่งพวกพี่สนใจอยากจะแข่ง ส่วนพี่บอลอยู่ภาคการจัดการ พี่ไปเรียนวิชาของภาคการจัดการเลยรู้จักกับบอลเลยชวนเข้ามาแข่งขันด้วยกัน


ทำไมถึงสนใจโครงการนี้

      เคยแข่งพวกกรณีศึกษามาก่อน เรารู้สึกว่ามันให้ประโยชน์แก่เรา ทำให้เราได้ฝึกการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำธุรกิจมากขึ้น เป็นการประยุกต์ความรู้ที่ได้จากห้องเรียนเข้ามาใช้จริง พอมีการแข่งขันนี้เราจึงรู้สึกอยากจะลงแข่งอีกครั้ง


พูดถึงกรณีการศึกษาทางบัญชี มีกติกาหรือเกณฑ์การตัดสินการแข่งขันอย่างไรบ้าง


      สำหรับกติกาและเกณฑ์การตัดสินแบ่งออกเป็นรอบคัดเลือกและรอบชิงชนะเลิศ สำหรับรอบคัดเลือกก็จะให้ผู้เข้าแข่งขันส่งรายงานและสไลน์ไปให้คณะกรรมการพิจารณาก่อนจากนั้นคณะกรรมการจะคัดเลือกเข้ามา 15 ทีม พอมาถึงรอบชิงชนะเลิศก็ในรอบแรกก็จะให้นำเสนอกับกรรมการชุดย่อยก่อนแบ่งออกเป็น 5 สาย สายละ 3 ทีม จากนั้นก็จะนำที่ 1 ของแต่ละสายเข้ามาคัดเลือกหาที่ 1 ของการแข่งขันครั้งนี้


ทีม Dream team ได้นำเสนอหัวข้อ secondary market comparison case study “กรณีศึกษาบริษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือ บตท.” คืออะไร มีหน้าที่ดำเนินการอย่างไรบ้าง


      บริษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือ บตท. เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางระหว่างธนาคารกับบุคคลที่ต้องการจะขอสินเชื่อกู้บ้าน กระบวนการในการขอสินเชื่อประชาชนก็จะไปขอสินเชื่อกับธนาคาร ธนาคารก็จะพิจารณาสินเชื่อและก็ปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชน เมื่อธนาคารให้เงินแก่ประชาชนแล้วอีกนัยหนึ่งธนาคารก็จะมีความเสี่ยงขาดสภาพคล่อง เพราะฉะนั้นบริษัทตลาดรองสินเชื่อถูกตั้งขึ้นมาเพื่อไปซื้อลูกหนี้คือคนที่ไปขอสินเชื่อโดยการจ่ายเงินสดให้กับธนาคารเหมือนเป็นการเติมสภาพคล่องให้กับตัวธนาคารเพื่อป้องกันการขาดสภาพคล่อง พอตัวบริษัทตลาดรองสินเชื่อซื้อลูกหนี้เข้ามาเขาก็จะเอาลูกหนี้ตัวนี้ไปออกเป็นหลักทรัพย์ทางการเงิน ออกจำหน่ายให้กับนักลงทุนทั่วไป เพื่อให้นักลงทุนได้เข้ามาซื้อและจ่ายเงินให้กับบริษัทตลาดรองสินเชื่อแล้วเขาก็จะนำเงินนี้กลับไปซื้อสินเชื่อจากธนาคารใหม่อีกรอบวนเป็น cycle ไปเรื่อย ๆ


ทาง Dream team ได้โจทย์มาคือให้วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นจากธุรกรรมของ บตท. ทั้งด้านที่เป็นการเงินและไม่ใช่การเงิน และปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น อันเป็นผลจากการแก้ไข พ.ร.ก. บริษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2540 รวมถึงผลกระทบและการเตรียมความพร้อมของ บตท. ในการนำ TFRS 9 มาใช้ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมในประเด็นปัญหาข้างต้น ก็อยากจะถามพี่ ๆ ว่าปัญหาที่เป็นทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินมีอะไรบ้าง


      ตัวบริษัทตลาดรองสินเชื่อเขามีปัญหาอะไรทำไมเขาถึงอยากได้มาเป็นกรณีศึกษาในครั้งนี้ ก็คือเมื่อเขารับซื้อสินเชื่อจากธนาคารมา ทีนี้มันมีปัญหาว่าคนที่มากู้ซื้อบ้านเขาไม่มีเงินไปชำระเงินให้กับธนาคาร ก็กลายเป็นว่า บตท. ไม่มีเงินที่จะได้รับจากลูกหนี้ บตท. มีปัญหาคือ ไปรับซื้อลูกหนี้จากธนาคารมาแปลว่า หลังจากนี้ลูกหนี้ที่ไปขอกู้เงินจากธนาคารก็ต้องมาจ่ายค่าเช่าบ้านให้กับ บตท. แทน ทีนี้ลูกหนี้ไม่สามารถจ่ายเงินให้กับ บตท. ได้ เกิดเป็นปัญหาหนี้เสียซึ่งเราเรียกว่า Non-performing debt คือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ทำให้ บตท. เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องส่งผลต่อตัวธุรกิจหลักของ บตท. ตัวกรณีศึกษาก็ให้เราวิเคราะห์ว่า ปัญหามันเกิดจากอะไรทั้งใน part ปัญหาที่เป็นด้านการเงิน ปัญหาที่ไม่ใช่ด้านการเงิน ในส่วนของกฎหมายมีการแก้กฎหมายให้ตัว บตท. สามารถที่จะขยายขอบเขตในการทำธุรกิจได้มากขึ้น สำหรับปัญหาด้านการเงิน จะเล่าถึงกระบวนการก่อนว่า เมื่อซื้อสินเชื่อมาก็จะเอาลูกหนี้ไปออกเป็นหลักทรัพย์ขายให้กับนักลงทุน ทีนี้ตัวสินเชื่อบ้านมันมีอายุ 20 – 30 ปี เวลาคนไปขอซื้อบ้านจึงเป็นการผ่อนระยะยาว ขณะที่ว่าเอาลูกหนี้กลุ่มนี้มาแปลงเป็นหลักทรัพท์ออกจำหน่ายให้กับนักลงทุนมีอายุสั้นประมาณ 5 ปี ซึ่งมีปัญหาในการนำเงินมาชำระ ณ สิ้นปีที่ 5 ที่ต้องจ่ายเงินให้กับนักลงทุน เงินที่ต้องจ่ายมี 2 ก้อน คือ ดอกเบี้ย และเงินต้น ในขณะที่ฝั่งที่เราจะได้จากคนที่มาขอกู้ซื้อบ้าน เราจะได้แค่ดอกเบี้ยมาเท่านั้น มันทำให้เกิดปัญหาว่ารายได้ขารับจะมีแค่รายได้ดอกเบี้ย ในขณะที่รายได้ที่ต้องจ่ายออกไป ก็มีทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นซึ่งมันทำให้เกิดปัญหาในการที่ บตท. จะขาดสภาพคล่องได้ สำหรับปัญหาที่ไม่ใช่ด้านการเงิน เรากังวลว่า บตท. อาจจะต้องเผชิญหน้ากับความอยู่รอดขององค์กรเพราะว่า หนี้ที่ บตท.รับซื้อเข้ามา เป็น NPL ค่อนข้างสูง และต่อมาเรื่องเกณฑ์การรับซื้อสินเชื่อของ บตท. ยังไม่พิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตได้และจากนั้น บตท. รับซื้อสินเชื่อเข้ามา ข้อมูลของลูกหนี้บางอย่างไม่ถูกจัดให้อยู่ในรูปแบบเดียวกันหรือมีข้อมูลสูญหายก็ยากต่อการนำไปใช้นำไปวิเคราะห์ได้

ปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการแก้ไข พ.ร.ก. ของบริษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2540


      จากการแก้ไข พ.ร.ก. ของบริษัทตลาดรองจะทำให้บริษัทตลาดรองเองสามารถขยายการทำธุรกรรมได้มากขึ้น คือเขาสามารถจัดซื้อสินเชื่อได้จากสถาบันที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน เช่น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (เช่น land & house) เขายังสามารถซื้อสินเชื่อจากสถานบันที่ปล่อยสินเชื่อที่มาขนาดเล็ก ทำให้มีโอกาสที่จะซื้อหนี้ที่เสียเข้ามาใน บตท. ได้มากขึ้นกว่าเดิม ทำให้สินทรัพย์ที่เอามาค้ำประกันในการออกตราศาสตร์ กระแสเงินสดที่เขาได้รับมาอาจจะไม่เพียงพอที่จะมาจ่ายชำระคืนแก่เรา ปัญหานี้ก็จะเกิดขึ้นจากการรับซื้อสินเชื่อจากสถาบันที่ไม่ใช่ทางการเงิน

ผลกระบทหรือว่าการเตรียมความพร้อมของ บตท. ในการนำ TFRS 9 มาใช้มีอะไรบ้างและมีผลกระทบด้านอื่นอีกไหม


      TFRS 9 เดิมทีแล้ว บริษัทตลาดรอง หรือ บตท. เขาจะต้องทำตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย คือ โดยปกติแล้วจะจัดชั้นลูกหนี้เป็น 5 ชั้น ถ้าสมมุติว่าTFRS 9 ที่จะนำมาใช้ใหม่ก็จะต้องจัดลูกหนี้เป็น 3 ชั้นแทนซึ่งในการตั้งสำรองหนี้โดยปกติทางธนาคารจะตั้งสำรองหนี้ดูข้อมูลว่าลูกหนี้ค้างชำระเมื่อไหร่เรียกการตั้งสำรองนี้ว่า inter long modal เมื่อ TFRS 9 นำมาปรับใช้การตั้งสำรองจะเป็นลักษณะ looking for work นำปัจจัยทางด้านเศษรฐศาสตร์มองถึงความสามารถในการชำระเงินของลูกหนี้ในอนาคตมาเป็นเกณฑ์ในการตั้งสำรอง ทำให้ในส่วนสำรองที่ บตท. ที่จะต้องตั้งมีปริมาณที่สูงขึ้น เนื่องจาก TFRS 9 เป็นมาตราฐานใหม่ที่มีเฉพาะทำให้จะต้องมีผู้ที่เชี่ยวชาญในการคำนวณการด้อยค่าหรือว่าการที่เราจะต้องคือเขาจะต้องการนักสถิติเข้ามาช่วยในการคำนวณด้วยและยังมีข้อมูลต่าง ๆ ที่ทาง บตท. จะต้องใช้มากขึ้นในการนำ TFRS 9 มาใช้

มีการนำเสนอแผนแนวทางนโยบายเชิงการจัดการองค์กรและในเชิงการพัฒนาและปรับปรุงระบบการดำเนินงานขององค์กรอย่างไร


      สำหรับข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายขององค์กร ปัญหาที่เป็นปัญหาด้านการเงินเราเสนอ 2 ข้อหลัก ๆ คือ จากเดิมที่ บตท. จะต้องไประดมเงินทุนจากตลาดตราศาสตร์หนี้ด้วยการออกตราศาสตร์หนี้ออกไปก็เสนอให้ไประดมทุนในตลาดตราศาสตร์ทุนเพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยลดปัญหารายได้ขารับของ บตท. กับรายได้ขาจ่ายที่มันไม่สมดุลกัน ส่วนปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหาในด้านการเงินเราจะเน้นไปจัดการระบบภายในของ บตท. มากขึ้น สำหรับแนวทางแก้ไขภายในองค์กรเราก็มองว่าทาง บตท. เองควรจะนำข้อมูลประวัติการชำระเงินของลูกหนี้จากทะเลดิโบโลมาพิจารณาร่วมกับ 3 เกณฑ์ ที่เขามีอยู่เดิมเพื่อวิเคราะห์ถึงภาพการชำระหนี้ในอนาคตของลูกหนี้รายนั้น ๆ หลังจากนั้นก็จะนำเทคโนโลยี OCR หรือ objet all caracter rescorition นำมาใช้โดยการแปลงข้อความไฟล์เอกสารให้เป็นข้อความอัตโนมัติ เพื่อลดข้อผิดพลาดในการจัดรูปแบบข้อมูลและก็ลดความผิดพลาดของข้อมูลไม่ถูกต้อง ส่วนการแก้ปัญหาในระยะกลางได้เลือกแอปพลิเคชันมาใช้ในการแก้ไขปัญหานี้ เนื่องจากเราไปดูสถาบันการเงินต่าง ๆ มีวิธีการเข้าถึงลูกค้าอย่างไงที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการกับทางธนาคารอีกรอบหนึ่ง ดังนั้นเรามองเห็นแล้วว่าในปัจจุบันแอปพลิเคชันจะเข้าถึงตัวลูกค้าได้มากที่สุด และหลังจากนั้นในแอปพลิเคชันของเราจะแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ในการที่จะช่วยให้ บตท. ลดในเรื่องของ NPL ได้และช่วยในเรื่องของลูกหนี้ก็คือลูกหนี้จะสามารถซื้อของในราคาที่ถูกลงหรือว่ามีส่วนลดดอกเบี้ยหนี้


ในการแข่งขันในครั้งนี้ใช้เครื่องมืออะไรบ้างในการค้นหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นทางฐานข้อมูล แหล่งข้อมูล ศึกษาจากแหล่งที่ไหนบ้าง


      เริ่มแรกจากที่เราได้รับ case มา เราก็เริ่มจากค้นข้อมูลที่หอสมุดก่อนเกี่ยวกับสินเชื่อและ บตท. คืออะไร เพื่อให้เราทำความเข้าใจตัวธุรกิจให้มากขึ้น และอีกแหล่งข้อมูลหนึ่งที่เป็นแหล่งข้อมูลใหญ่เลยคือตามอินเทอร์เน็ต ก็ค้นหาตามประเด็นที่เป็นประเด็นด้านการเงินและไม่ใช่ด้านการเงิน และอีกแหล่งหนึ่งที่สำคัญคือบทความ article จากตัวของบริษัทที่เขาเป็น บริษัทคอนเซาท์ติ้ง ที่ให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาให้แก่ลูกค้า ในส่วนของแอปพลิเคชันแหล่งข้อมูลเราก็จะหาข้อมูลใน google และผู้เชี่ยวชาญ migdata คืออะไร ใช้อย่างไง พอเราได้ข้อมูลมาแล้วเราก็ทำการหาข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันการเงินต่าง ๆ แอปพลิเคชันนั้นเขามา function อะไรบ้าง และเข้าไปดูว่า SCB, K-bank, AMA มี function อะไรบ้าง แล้วเราก็ดูว่า function ไหนที่เข้ากับสถานการณ์ของเรามากที่สุด เราก็จะเลือกใช้ function นั้นมาใช้ในการแก้ไขปัญหา

ในการแข่งขันครั้งนี้ให้อะไรแก่เราบ้าง


      คุณธีระทัศน์ ศิรฐิตินันท์; สำหรับผมนะครับ ไม่รู้เรื่อง TFRS 9 หรือ ทางบัญชีเลย แต่ว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากอาจารย์คือ วิธีการมองด้านธุรกิจว่าเราจะมองธุรกิจในภาพกว้างอย่างไรและเราจะใช้ในการแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อเราเรียนรู้จากในห้องเรียนแล้ว การทำ case เป็นการนำความรู้นั้นมาใช้จริงและเพื่อให้ต่อยอดจากความรู้ที่เรามีอยู่ออกไปได้ไกลกว่านี้ ในเรื่องของ teamwork ทำให้เราได้ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ตอบโต้กับคนอื่นเขามีความคิดอย่างไงที่ไม่เหมือนกับภาควิชาของเรา ทำให้ในอนาคตเราสามารถทำงานกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น


      คุณศศิกุล ทองสุข; ในเรื่องของ teamwork เหมือนกันในการทำงานทุกครั้งที่จะให้งานนั้นประสบความสำเร็จ teamwork เป็นเรื่องสำคัญ บางอย่างเรามีความคิดเห็นไม่ตรงกันแต่เมื่อเราลองมา discuss กันหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันก็นำไปสู่ solution ที่เหมาะสมและก็ที่ดีได้ และก็อีกเรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องของความรู้ใหม่ ๆ ที่เราได้จากการทำ case นี้อย่างตัวพี่เองเรียนบัญชีความรู้ก็จะเป็นลักษณะบัญชีซะส่วนใหญ่แต่เมื่อเราได้ลองหาข้อมูลทางด้านไอที ทางด้านการเงิน การทำความเข้าใจให้ถ่องแท้และนำมาปรับใช้นำมาหา design หารูปแบบใหม่ ๆ ให้เข้ากันก็จะนำไปสู่ solution ที่ดีได้เหมือนกัน


      คุณจาตุรงค์ สีดา ; สำหรับผลก็ได้ความรู้หลัก ๆ 2 อย่าง ก็คือการทำงานเป็นทีม และความรู้ในห้องเรียนก็จะมีจำกัดจากอาจารย์ในระดับหนึ่งทีนี้ถ้าเราอยากจะเรียนรู้เพิ่มก็ case ก็จะช่วยให้เราอยากศึกษามากขึ้น ส่วนทักษะการทำงานเป็นทีมอยากจะขอเพิ่มเติมจากเพื่อนก็จะเป็นในเรื่องของการฝึกการสื่อสารการแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรจะได้รับการฝึกก่อนไปทำงานจริง


      คุณนพรัตน์ สว่างเกียรติกุล; สำหรับพี่ก็ไม่ต่างจากทุกคนอยากจะขอเสริมก็คือสิ่งที่ได้คือ การเผชิญหน้ากับความกลัว การเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ การเจอกับคนเยอะ ๆ บางครั้งมันทำให้รู้สึกว่าน่ากลัว พี่ก็ลองคิดว่าถ้าสมมุติพี่ไม่ลองก้าวออกมาจาก zone นั้นดูมันก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเมื่อวาน พี่ก็แค่ลองทำพอได้ทำพี่ก็คิดว่ามันเป็นสิ่งที่คุ้มที่เราตัดสินใจและก็ลงมือทำ รางวัลเป็นเพียงแค่ผลพลอยได้ที่เราได้มา แต่จริง ๆ สิ่งที่เราได้คือ ประสบการณ์ เพื่อน และมิตรภาพจากทุก ๆ คน ในทีม

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่น่าสนใจ

KULIB Talk: รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 โครงการ Booster Bond for Startup
     
นางสาวปริณดา กระโจมแก้ว (ใบพลู): นิสิตชั้นปี ที่ 3 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ได้มาร่วม Live ผ่านทาง facebook ของสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ www.facebook.com/kulibpr  เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 โดยมาพูดถึง โครงการ Booster Bond for Startup ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 พร้อมเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท และโล่รางวัลในการแข่งขันทางวิชาการของ PDMO Camp 2018 ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่า ใบพลูรู้จักโครงการภาพลักษณ์ที่ดีของหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

*****************************************************************************************

     โครงการภาพลักษณ์ที่ดีของหนี้สาธารณะของสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ดีต่อหนี้สาธารณะ และเพื่อพัฒนาศักยภาพของนิสิตและนักศีกษาทั้งทางด้านวิชาการและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเลือกนักศึกษา 70 คนเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

     หนี้สาธารณะถือเป็นหนี้ของประชาชนทุกคนในประเทศ ประเทศต่างๆล้วนมีหนี้สาธารณะทั้งนั้นดังเช่นประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการอย่าง ฟินแลน ประเทศที่มีอันดับความสามารถในการแข่งขันอันดับต้นๆ (จัดโดยworld economic forum) และยังเป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลก มีหนี้สาธารณะประมาณ 63%ต่อGDP ส่วนทางด้านประเทศไทยนั้นประมาณ 40%ต่อGDP ดังนั้นการบริหารหนี้สาธารณะจึงจำเป็นมาก และสำหรับวัตถุประสงค์ที่ต้องมีหนี้สาธารณะเนื่องจาก

  1. รัฐบาลจะนำไปใช้ในการรักษาเสถียรภาพในประเทศ
  2. นำไปใช้ในการรักษาเสถียรภาพนอกประเทศ
  3. ใช้จ่ายในกิจการฉุกเฉิน
  4. ชดเชยงบประมาณที่ขาดดุล
  5. ใช้ในการลงทุนตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
  6. เพื่อนํามาหมุนเวียนใช้หนี้เก่า

โครงการที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ : โครงการ Booster Bond for Startup ประกอบไปด้วยรายละเอียดดังนี้

     - Definition : Startup คือกลุ่มธุรกิจที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ากับการดำเนินงานของธุรกิจ Startup โดย Startup สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ 1 คือกลุ่ม pre-startup คือขั้นที่ยังไม่ได้ดำเนินธุรกิจจริง และความคิดยังอยู่ในหัวอยู่เลย ต่อมาขั้นที่ 2 ขั้น startup คือขั้นที่ดำเนินธุรกิจมาระยะหนึ่งและสามารถสร้างผลตอบแทนได้แล้ว ซึ่งธุรกิจ startup ภายในขั้นนี้ ที่มีความน่าสนใจสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกันคือ 1. Agri food 2. กลุ่ม Travel tech 3. Health tech ซึ่งรวมผู้ประกอบการทั้ง 3 กลุ่มมีกว่า 120 ราย ขั้นที่ 3 คือขั้น Growth คือขั้นที่ startup ดำเนินมาระยะหนึ่งและมีกำไรถึงจุดอิ่มตัว

     - Action Plan : สบน มานำเสนอโครงการ ที่ชื่อว่า Booster bond  เป็นโครงการที่จัดหาแหล่งเงินทุนให้กับธุรกิจ Startup ที่ต้องการจะขยายกิจการไปให้ถึงขั้น Growth แต่ไม่มีเงินทุนในการขยายกิจการ อีกทั้งโครงการนี้ยังถือเป็นทางเลือกใหม่ของนักลงทุนที่สามารถนำเงินมาลงทุนด้วยความเสี่ยงที่ต่ำได้อีกด้วย

     - Process :

           แบ่งออกเป็นผู้เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย
                    ส่วนที่ 1 คือ startup ที่ต้องการแหล่งเงินทุนเพื่อที่จะเติบโตไปสู่ขั้น Growth
                    ส่วนที่ 2 คือหน่วยงานรัฐบาลที่ทำหน้าที่เป็นคนกลาง
                    ส่วนที่ 3 คือนักลงทุนที่มีทั้งเงินและมีความสนใจที่จะลงทุนในธุรกิจ startup

     กระบวนการนี้เริ่มจากผู้ประกอบการ startup ที่มีทั้งไอเดียและมีการดำเนินงานมาแล้วแต่มีเงินไม่พอจะไปหาเงินเองก็ยากลำบากและต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สุดเพราะเจ้าหนี้ไม่มั่นใจว่า startup นั้นจะรอดหรือ หรือว่าจะร่วงหรือไม่

     ดังนั้นหากเปลี่ยนวิธีให้นักลงทุนหันมาหารัฐบาล รัฐบาลหรือหน่วยงานที่มีความสามารถในการจัดหาเงินทุน เช่นสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือว่ากรมส่งเสริมอุตสาหกรรมต่างๆ ร่วมมือกันผลิตออกมาเป็นตราสารที่เป็นเหมือนสื่อกลางในการเข้าหานักลงทุนที่สนใจ และนักลงทุนจะออกเงินในการซื้อพันธบัตรนี้ไป

     เมื่อซื้อพันธบัตรนี้ไปแล้วสิ่งที่รัฐบาลได้รับมาก็คือเงินก้อนหนึ่งรัฐบาลก็จะนำเงินก้อนนี้ไปปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ startup อีกต่อนึง โดยนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจากพันธบัตรเป็นดอกเบี้ย 2 อัตราเหมือนกับขั้นบันไดอัตราแรกคืออัตราที่ผลประกอบการของธุรกิจไม่ได้ดีเท่าที่ควรจึงจ่ายอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอาจจะไม่สูงเท่าไหร่แต่ข้อดีก็คือรัฐบาลจะประกันเงินต้นให้ยังไงเงินต้นก็ต้องไม่ศูนย์แน่นอน และยังได้อัตราดอกเบี้ยเล็กๆน้อยๆติดมือกลับบ้านไปด้วยนะคะ

     อัตราที่สองก็คือหากธุรกิจมีผลประกอบการที่ดีจะส่งผลทำให้ตัวรัฐบาลเองเมื่อปล่อยกู้ดอกเบี้ยระหว่างที่ให้ผู้ลงทุนกับอัตราดอกเบี้ยที่ปบ่อยเองย่อมเกิด space รัฐบาลอาจจะยอมบีบ space ของตัวเองลงมาเพื่อที่จะสามารถจ่ายดอกเบี้ยให้นัดลงทุนได้มากขึ้น

     ดังนั้นวิธีนี้จะทำให้เกิด Incentive ในตัวของนักลงทุนให้ช่วยมอนิเตอร์กิจการและก็อาจจะสนับสนุนทั้ง Technology และความรู้ของ Startup ที่ตนเองไปซื้อ bond ดังนั้น การทำเช่นนี้จะส่งผลทำให้Startup เติบโตถึงเป้าหมายและผลตอบแทนที่ได้เพิ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อStartupได้ผลประกอบการที่ดีแล้ว เราจะต้องให้เขาจ่ายเงินเข้ากองทุนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง 5 ปี 10 ปีในอัตราส่วนอัตราส่วน 1 หน่วยงานในส่วนนี้เราจะบริหารจัดการเป็นกองทุนและกองทุนนี้จะนำไปช่วยเหลือStartupกลุ่มอื่นๆต่อไปต่อไปเป็นลูกโซ่

     กระบวนการของเรายังสอดคล้องกับ SDGs  Sustainable Developement Goals หลักๆ คือข้อ 9 เพราะว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะทำให้Startupเติบโต ซึ่งจะไปส่งเสริมด้านนวัตกรรมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานตามเป้าหมายข้อ 9 นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเศรษฐกิจเติบโตตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 8 ผู้ประกอบการ Startup มักเป็นคนในท้องถิ่นก็ทำให้เกิดการเติบโตในท้องถิ่นภาคกทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมและให้ความสุขกับทุกคนอย่างเสมอภาค ตรงตามเป้าหมายข้อ 10 นั่นเอง

     - ความเชื่อมโยงกับ Startup ของยุทธศาสตร์ชาติ

     นอกจากนั้น Startup ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมและยังเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีอีกด้วย กล่าวคือข้อที่หนึ่ง Startup ลดปัญหา pain point ทางสังคมคือปัญกาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้และ เพิ่มโอกาสในการทำงานที่มากขึ้น ข้อที่สองก็คือ เพิ่มการจ้างงานและเพิ่มการลงทุนแบบ Exponential ดังนั้นทั้งสองข้อนี้จึงเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในเรื่องของความเสมอภาคทางสังคมลดความเหลื่อมล้ำ ข้อที่ 3 Startup จะส่งผลทำให้การเพิ่มขึ้นของ Innovation technology และ productivity ข้อที่4  Startupจะทำ ให้เกิดการใช้เงินทุนที่ลดลงแต่ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น  ดังนั้นก็จะเห็นว่าข้อ 3 และข้อ 4 เชื่อมกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศดังนั้นก็จะเห็นว่า Startup จะส่งผลต่อสังคมโดยรวม

     - Summary

     สรุปว่า การออก bond ของรัฐบาลจะส่งผลกระทบกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 4 เป้าหมายหลักๆและการออก bond ยังทำให้ startup มีเงินทุนในการลงทุนในด้านนวัตกรรรมให้เติบโตขึ้นไปอีก อีกทั้งส่งผลต่อประเทศให้มีเทคโนโลยีใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น ต่อไป Startup ก็อาจเดิบโตไประดับภูมิภาค และระดับโลกรวมถึงส่งผลให้มีความสนใจในการลงทุนใน Startup มากขึ้นด้วย สุดท้ายการว่างงานก็จะลดน้อยลง ความเหลื่อมล้ำก็จะน้อยลงตามไปด้วย   

จาก KU Library Catalog

คำค้น “Start Up”

1. Start up ใครละ -- บอกว่าคุณทำไม่ได้ ความฝันและแรงบันดาลใจ เทคนิคการสร้างสรรค์ไอเดียโมเดลธุรกิจและกลยุทธ์บริหารจัดการธุรกิจ / PhanuLimmanont

2. Start up สร้างกิจการในฝันให้สำเร็จ / ชาย กิตติคุณาภรณ์

3. Start-up guide for the technopreneur : financial planning, decision making, and negotiating from incubation to exit / David Shelters.

4. Start your own senior services business : adult day-care, relocation service, home-care, transportation service, concierge, travel service and more / Entrepreneur Press and Charlene Davis

5. Start your own seminar production business : your step-by-step guide to success

6. Entrepreneurship and small business : start-up, growht and maturity / Paul Burns

7. 101 businesses you can start on the Internet

คำค้น “หนี้สาธารณะ”

8. เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการหนี้สาธารณะ / จัดทำโดย สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

9. หนี้สาธารณะกับความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไทย / ฉัตรชัย พุทธสินธุ์

คำค้น “Public debt”

10. Public debt and economic policy during the economic crisis / Sethaput Suthiwart-Narueput, Varan Pradittatsanee

 

Wiley Online

คำค้น “Start Up”

1. Lifecycle of a technology company : step-by-step legal background and practical guide from start-up to sale

2. Startup CEO: A Field Guide to Scaling Up Your business

3. PopUp Republic: How to start your Own Successful Pop‐Up Space, Shop, or Restaurant

คำค้น “Public debt”

4. Chipping Away at Public Debt: Sources of Failure and Keys to Success in Fiscal Adjustment

EBSCOhost

5. The Teenage Investor : How to Start Early, Invest Often, and Build Wealth

6. The Restaurant Start-up Guide : A 12-month Plan for Successfully Starting a Restaurant

Econlit

 

7. PUBLIC DEBT IN NEW EU MEMBER STATES - PANEL DATA ANALYSIS AND MANAGERIAL IMPLICATIONS.

8. IMPACT OF PUBLIC DEBT SUSTAINABILITY ON FISCAL POLICY IN CROATIA.

9. Role of Public Debt in Economic Growth of Sri Lanka: An ARDL Approach

10. PUBLIC DEBT AND ECONOMIC GROWTH: FURTHER EVIDENCE FOR THE EURO AREA.

Business Source Complete

11. START-UP ANALYSIS FOR MARKETING STRATEGY.

12. Start-up Of Small Manufacturing Ventures In Developing Countries.

13. SMOOTHING START--UP AND SHUT--DOWN COSTS IN SEQUENTIAL PRODUCTION.

14. Start-up training and rural industrial location.

15. Small company budgets: targets are key.

 

ฐานข้อมูลทางด้านเศรษฐศาสตร์
- Business Source Complete
- EconLit™ with Full Text
- World Scientific eBooks
- 2ebook Digital Library  ฐานข้อมูลหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาษาไทย
- ABI/INFORM


KULIB Talk No.20 “รางวัลชนะเลิศอาหารคาว หวาน จากมันสำปะหลังพันธุ์ห้านาที”
โดยนายอนันต์ รักดี ศิษย์เก่าคณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาวรรณคดีไทย KUรุ่น 71

libtalk20 2

      เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ได้มีการจัดงานเกษตรแฟร์ประจำปี 2562 ซึ่งภายในงานก็จะมีการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางด้านเกษตรมากมาย นอกจากนี้ ภายในงานยังส่งเสริมแนวคิดการแปรรูปมันสำปะหลังสำหรับการบริโภคให้มีความหลากหลายมากขึ้นรวมถึงมีคุณค่าทางโภชนาการมีความสะอาดปลอดภัยอาจจะนำไปสู่ความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีผ่านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งก็ได้มีการประกวดอาหารเป็นอาหารคาวหวานหรืออาหารว่างที่ทำจากมันสำปะหลังพันธุ์ห้านาที เป็นการจัดประกวดโดยภาควิชาพืชไร่นา และภาคคหกรรม คณะเกษตร ร่วมกับสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

     วันนี้ได้รับเกียรติจากผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกอบอาหารครั้งนี้ โดยสามารถคว้ารางวัลที่ 1 ทั้งประเภทอาหารคาวและอาหารหวานจากเมนู “ญ็อกกี้ขี้เมาไก่” และเมนู “มันมิลเฟย” ขอต้อนรับคุณอนันต์ รักดี ศิษย์เก่าจาก KU 71 สาขาวิชาวรรณคดีไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


ทราบข่าวการแข่งขันการประกวดทำอาหารจากที่ไหนแล้วก็ทำไมถึงสนใจเข้าร่วมการแข่งขัน


      ก่อนหน้านี้ได้ทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยโครงการพัฒนามันสำปะหลัง ของคณะเกษตร กับอาจารย์ปิยะ กิตติภาดากุล ออกจากงานมาได้ประมาณ 3-4 เดือน อาจารย์ก็ได้ส่งโปสเตอร์มาว่ามีการแข่งขันทำอาหารจากมันสำปะหลังนะสนใจไหม และผมก็เป็นคนสนใจทำอาหารอยู่แล้ว และอาจารย์ก็ทราบว่าเราสนใจการทำอาหาร อยากมาลองแข่งดูไหมจะได้ประสบการณ์
ก่อนหน้านี้คุณอี๊ฟเป็นเชฟมาก่อนไหม


      ก่อนหน้าที่จะมาทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัย ขายอาหารขายของมาก่อน และมีโอกาสได้มาแข่งขันรายการมาสเตอร์เชฟ แล้วอาจารย์ก็เห็นแววว่าเราเคยไปช่วยเพื่อนตอนที่เรียน ป.โท ทำงานเก็บข้อมูลวิจัย อาจารย์เลยถามว่าคุณสนใจจะมาทำเต็มตัวไหม เราคิดว่างานผู้ช่วยนักวิจัยมันท้าทายเพราะว่ามันข้ามสายจากที่เราจบมาจากวรรณคดี ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ใหม่และน่าจะท้าทายความรู้ความสามารถของเราพอสมควร ก็เลยได้เข้ามาเป็นผู้ช่วยนักวิจัยอยู่ประมาณปีหนึ่ง


อาจารย์ก็เลยมีโปรเจกต์มานำเสนอ


      ใช่ครับ พอหมดสัญญา 1 ปี ผมก็ออกมาทำฟรีแลนซ์ ทำในสิ่งที่เราอยากทำอีกหลาย ๆ อย่าง แล้วอาจารย์ก็ส่งโปสเตอร์มาว่างานเกษตรแฟร์ปีนี้นะมีแข่งทำอาหาร ผมเลยลองสมัครเข้ามาดู


สองเมนูที่ชนะเลิศ “ญ็อกกี้ขี้เมาไก่” และเมนู “มันมิลเฟย” ช่วยเราที่มาว่ามีความคิดสร้างสรรค์ในการทำเมนูนี้อย่างไร


      ตอนแรกเข้าใจว่าให้แข่ง 1 เมนู ก็เลยส่งใบสมัครมาแค่ 1 เมนูอาจารย์ก็บอกว่าสามารถที่จะส่งได้ทั้ง 2 ประเภท เพราะเราแข่งแยกกันทั้งคาวและหวาน ตอนที่เราสนใจที่จะเข้าร่วมเราก็เริ่มจากของหวานก่อนเพราะเดิมทีแล้วผมเป็นคนนครศรีธรรมราชจะมีขนมอย่างหนึ่งก็คือเราได้แรงบัลดาลใจจากขนมตัวนี้ เขาจะเรียกว่าขนมถาดหัวมัน ใช้มันสำปะหลังน่าจะเป็นพันธุ์ไม่แน่ใจหัวมันจะเป็นสีเหลือง เป็นขนมมันที่เราทานปกติคลุกกับมะพร้าวเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมแต่ในคนนครเขาจะนิ่งในถาดกลมใหญ่ ๆ ด้านหน้าจะใส่เป็นกะทิคล้าย ๆ กับตะโก้ ด้านหลังก็จะเป็นมัน เราก็รู้สึกว่าที่นครมีขนมหลายอย่างมาก ๆ ที่ทำมาจากมันสำปะหลัง และตอนเด็ก ๆ เราก็เห็นแม่ทำขนมบ้าบิ่นจากมันสำปะหลัง ก็เลยตั้งต้นมาว่าเราจะเอาขนมทั้ง 2 อย่างนี้มาผสมกันเพื่อที่จะให้ได้ texture ความนิ่มและความกรอบ แต่ตอนที่เราเราเอาทั้งสองอย่างมาผสมกันแล้วมันก็อร่อยแต่ทานแล้วมันเลี่ยนทานได้ไม่กี่คำ ก็เลยเบรคไว้ก่อน แล้วมันก็มีขนมส่วนที่เหลือที่เราซ้อมทำใส่ไว้ในตู้เย็นจะทึ้งก็เสียดายก็ยังสามารถกินได้อีกหลายวัน แล้วตอนเช้าก็มานั่งคิดออกแบบจานว่าจะเสริฟอย่างไงดีจะจัดจานอย่างไงดี เราก็มานั่งหั่นจะทำเป็นวงกลม จะทำเป็นสี่เหลี่ยมพื้นผ้า หรือสี่เหลี่ยมจตุรัส พอหั่นไปหั่นมาเราก็ตัดเป็นชิ้น มีส่วนที่เป็นเส้นบาง ๆ ประมาณไม้บรรทัดก็นึกขึ้นมาถ้าเราได้เป็นแผ่นบาง ๆ แล้วเราก็จะเอาอะไรมาใส่ได้ ก็นึกถึง ‘มิลเฟย’ เป็นขนมของฝรั่งเศษจะซ้อนกันเป็นชั้น ๆ สลับกันเป็นคัสตาร์ดครีมผลไม้ ถ้าเป็นมิลเฟยเราก็คิดต่อเพราะหนึ่งเราไม่มีตู้อบ สองการทำแป้งพับมันใช้เวลานานก็เลยนึกถึงว่าถ้าเป็นขนมไทย ๆ เราจะทำเป็นอะไรดี โดยที่ประหยัดเวลาและไม่ต้องใช้เตาอบ ก็นึกถึงโรตีขึ้นมา ที่ใช้การทอดแทน ก็เลยทำแป้งโรตีเดิมเป็นคนทำโรตีเป็นอยู่แล้ว ลองมาปรับปรุงว่าจะทำอะไรต่อได้ ลองปรับสูตรแป้งโรตีให้มันคล้ายคลึงกับแป้งพับโดยที่เราไม่ต้องอบและใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมงแล้วได้แบบเดียวกันกับแป้งพับ ลองทำดูปรากฎว่ามันเข้ากันและก็อร่อยแล้วคราวนี้ก็ตั้งโจทย์ขึ้นอีกถ้ามันมีแค่ 2 อย่างมันธรรมดาเกินไป แล้วเราก็รู้สึกว่าอยากทำให้มันว๊าว โดยทำขนมที่ทำมาจากมันสำปะหลังหรือขนมแบบไทย ๆ เนี่ยมันดูว๊าวดูแล้วเตะตาน่าสนใจ แล้วบังเอิญว่าช่วงนั้นเป็นช่วงเกษตรแฟร์มันก็จะมีสตอเบอรี่เยอะกับมะม่วงก็พึ่งออกแล้วถ้าเราทานกับผลไม้ละมันจะอร่อยไหม เราเลยลองเอาผลไม้ใส่เข้ามาก็จะมีมะม่วง สตอเบอรี่ และเพิ่มกีวี่ จะได้เป็น 3 สี เป็นสีเหลือง แดง เขียว คือเอาสีเข้ามาเล่นด้วย พอเพิ่มสีเข้าไปมันก็ดีขึ้น แล้วก็ลองไปค้นหาการจัดจานขนมหวานดูว่าอันไหนที่น่าสนใจพอเราค้นหามาก ๆ เราก็จะเห็นว่าของที่มันดูดีดูโมเดลมันก็จะมีของกระจุ๊กกระจิ๊กตกแต่งเยอะ ๆ ไปเห็นตัวหนึ่งที่มันเป็นคัมโบ้ เป็นคุ๊กกี้ตัวหนึ่งเป็นผง ๆ มีความกรอบของโรตี มีความนิ่มความสดชื่นของผลไม้ แล้วถ้าเราใส่คัมโบ้เข้าไปมันจะอร่อยไหม ตอนที่เราทำคัมโบ้ทดลองกับไมโครเวฟจะได้ไหม มันก็พอไปได้ ก็เลยใส่คัมโบ้เข้ามาเพิ่มถั่วต่างๆ ให้มีความกรุบกรอบให้มีหลายมิติ พอทำเสร็จก็ให้เพื่อนลองชิมดูว่ารสชาติเป็นอย่างไง ก็โอเครสชาติไปด้วยกันได้ดีกับมันสำปะหลัง อันนั้นก็จะเป็นที่มาของเมนูขนมหวาน“มันมิลเฟย”


พูดถึงเมนูคาวบ้าง “ญ็อกกี้ขี้เมาไก่” มันมีส่วนประกอบอะไรบ้าง

     โจทย์นี้ก็ยากเพราะเราก็ไม่ค่อยเห็นว่ามันสำปะหลังจะเข้ามาอยู่ในอาหารคาวอย่างไง ก็เลยโทรปรึกษาแม่ว่าเคยทำอาหารคาวจากมันสำปะหลังไหม แม่ก็บอกว่าเคยเห็นว่าเขาใส่ในแกง เราก็จะเห็นว่าแกงมัสมั่นก็จะใส่มันฝรั่งหรือมันเทศ ถ้าลองเอามันสำปะหลังมาใส่ในแกงมัสมั่นว่าจะเป็นอย่างไงตอนนั้นยังอยู่ในกระดาษพอคิดไปคิดมามันก็ดูธรรมดาไป เราก็ไปดูรายการทำอาหารแล้วนั่งคิดอยู่ 2-3 วัน ก่อนจะได้เมนูมา ก็นึกถึงญ๊อกกี้ เพราะว่าญ๊อกกี้เป็นอาหารตะวันตก ถ้าเราเอามันสำปะหลังมาทำให้มันผสมเข้ากันได้มันน่าจะว๊าวพอสมควร ด้วยความที่ญ๊อกกี้เป็นพลาสต้าอย่างหนึ่งทางฝั่งตะวันตกถ้าเราจะทำแบบในครัวไทยสำหรับคนไทยเราจะทำเป็นซอสอะไรดี ระหว่างขี้เมากับกะเพรา ถ้าเป็นขี้เมามันจะมีความเผ็ดร้อนอยู่มากกว่ากะเพรา ลองเป็นญ๊อกกี้ขี้เมาไก่ดู เริ่มทดลองทำ 2-3 วัน ใช้วิธีการทำญ๊อกกี้ทั่วไป คือต้มมันสำปะหลังผสมกับแป้งดูเพราะญ๊อกกี้ใช้มันฝรั่งต้มผสมกับแป้ง ด้วยโจทย์ที่ว่าเพิ่มคุณค่าทางอาหารก็เลยลองเอาผักชี เกลือ พริกไทย ปรุงรสเข้าไปในตัวญ๊อกกี้เพื่อให้เส้นมีรสชาติมากยิ่งขึ้น แล้วก็ปรุงรสแบบไทย ๆ เหตุผลที่เลือกรสชาติแบบไทย ๆ คือว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเอาไปต่อยอดของเกษตรกร ของครัวไทย ถ้าเราทำเป็นซอสแบบฝรั่งมันก็จะทำอย่างและอุปกรณ์ก็หายากและดูยุ่งยาก ก็เลยเลือกเป็นขี้เมาเพราะผมคิดว่าในครัวของทุก ๆ บ้านน่าจะมีอยู่แล้ว


คิดว่าอาหารที่เราทำมันมีจุดเด่นเอกลักษณ์ตรงไหนที่ทำให้คณะกรรมการถึงเลือกอาหารเราให้ได้รับรางวัล


      คิดว่าอย่างขนมหวาน “มันมิลเฟย” การที่เราเอาอาหารไทยมาผสมผสานกับเทคนิคแบบตะวันตก พอมันมีองค์ประกอบหลากหลายแล้วทานแล้วมันเข้ากันได้ดีก็คิดว่าน่าจะเป็นจุดนั้น ส่วนอาหารคาวด้วยความที่เราเลือกแบบไทย ๆ ตัวคอนเซป การเอาไปใช้งาน การผสมผสานระหว่างอาหารไทยกับอาหารฝรั่ง


มันสำปะหลังพันธุ์ห้านาทีหลาย ๆ ท่านคงไม่รู้ว่าเป็นมันประเภทไหนอย่างไง หรือมีจุดเด่นอย่างไงที่ราเอามาทำ อธิบายพันธุ์ห้านาที


      ก่อนมาเป็นผู้ช่วยนักวิจัย ผมรู้จักแต่มันกินอย่างเดียวคือมันสำปะหลังที่ใช้รับประทาน เอาไปทำขนมอะไรต่าง ๆ พอมาเป็นผู้ช่วยนักวิจัยแล้วเรารู้จักมันอีกหลายอย่าง มันที่อยู่ในระบบอุตสาหกรรมอย่างที่ดัง ๆ ก็ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็จะมี KU50 ระยอง1 เป็นชื่อพันธุ์ของมันสำปะหลัง หนึ่งในนั้นก็จะมีพันธุ์ห้านาที เท่าที่ทราบมาในพันธุ์ห้านาทีจะมีปริมาณไซยาไนด์ต่ำทานแล้วไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เขาเลยนิยมนำมาทำอาหารโดยใช้หัวสดมาทำโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมก็เลยเป็นที่แพร่หลาย ง่ายต่อการปรุง แล้วก็สุกง่ายตามชื่อที่ว่าห้านาที ใช้เวลาปรุงเร็วกว่าพันธุ์อื่น ๆ ส่วนพันธุ์ที่ส่งออกทางอุตสาหกรรมจะมีไซยาไนด์สูงพอผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมก็จะมีการสกัดไซยาไนด์ออก มันก็จะอยู่ในผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น แป้งมันสำปะหลัง

อย่างที่ทราบว่าคุณอี๊ฟจบมาทางด้านวรรณคดีไทยแล้วทำไมถึงมาทำงานทางด้านอาหารได้อย่างไง


      ตอนที่อยู่ ป.2 เราไม่ได้รวยมากเป็นคนชนชั้นกลางแม่ทำงานกลับบ้านดึก แล้วผมมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน แม่ก็มีเวรให้ 4 อย่าง คือ ซักผ้า ล้างจาน ทำกับข้าว และกรอกน้ำ พี่น้อง 4 คนก็จะเวียนกันทำ พอเราได้ลงมือทำทั้ง 4 อย่าง แต่ละคนก็จะรู้ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร ผมนี้เป็นคนชอบทำอาหารเรารู้ว่าเราชอบทำอาหาร พอถึงเวรเราเราก็จะแลกกับพี่ชายพี่สาวเราก็จะทำอาหารอย่างเดียว บางวันก็จะไปล้างจานด้วย ด้วยจุดตรงนั้นทำให้เราสั่งสมประสบการณ์และวิธีการต่าง ๆ พอแม่เห็นแววว่าเราทำอาหารได้ ท่านก็จะสอนทำโน้นทำนี้ ทำพริกแกง เหมือนเข้าครัวกับคุณแม่ตั้งแต่เด็ก ถ้าจริงจังจริง ๆ ก็น่าจะประมาณ ป.3 เพราะว่าตอนนั้นมีงานลูกเสือที่โรงเรียนผมเอาแก๊สปิกนิกไปเข้าค่ายลูกเสือ พ่อก็ไปส่งแต่ครูเขาก็ไม่ให้ใช้มันดูอันตราย เขาก็ให้ใช้ฟืน


ทำไมเราไม่เรียนทางด้านอาหาร แล้วมาเรียนวรรณคดีไทยได้อย่างไร


     ตอนที่จบ ม.6 ผมก็อย่างเรียนเชฟ แต่ตอนนั้นเชฟต้องจบสายวิทย์ ผมเรียน ศิลป์-ภาษาจีน แม่ก็อยากให้เรียนสายที่จบมาเป็นข้าราชการ ผมก็เลยเลือกสิ่งที่ถนัดอันดับที่ 2 ก็คือภาษาไทย วรรณคดี มาได้ที่ภาควิชาวรรณคดีไทย คณะมนุษยศาสตร์ ตอนที่เรียนเราก็ยังทำอาหารอยู่ปกติ อย่างที่หอพักก็จะมีงานบุญ งานโฮม เราก็จะทำกับข้าว ก็ถือโอกาสนี้ฝึกฝีมืออยู่ตลอดเวลา


ก่อนที่จะมาประกวดงานที่เกษตรแฟร์คุณอิ๊ฟได้ประกวดหรือเข้าแข่งขันอะไรมาบ้างไหม


      ก็มีบ้างครับ รายการแรกที่ไปแข่งก็น่าจะเป็นแชมป์แกงไทยของซีพี ตอนนั้นเราคิดว่าระดับความอร่อยของเราอยู่ตรงไหน เพราะว่าการที่เราทานแล้วรู้สึกว่ามันอร่อย คนที่บ้านรู้สึกว่ามันอร่อย มันอร่อยอย่างไง เพราะฉนั้นแล้วพอมีโครงงานนี้เข้ามา ก็จะมีแกงให้เลือก 5 อย่างคือ แพนง มัสมั่น เขียวหวาน ฉู่ฉี่ และแกงกระหรี่ไก่ ก็เลยเลือกทำฉู่ฉี่ แม่ทำบ่อยแล้วรู้สึกว่ามันอร่อยมาก ก็เลยเข้าแข่งขันรายการนี้ก็ได้เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย และได้สัมภาษณ์ 5 คนสุดท้าย ก็เลยรู้สึกว่าฝีมือเราก็ไม่ธรรมดานะ เพราะว่าก่อนหน้านี้เราไม่รู้ว่าความอร่อยอยู่ระดับไหน ระดับชาวบ้าน หรือคนทั่วไปกินแล้วอร่อย ก็เลยรู้ว่าตัวเองก็พอมีฝีมือนะ รสมือก็น่าจะใช้ได้อยู่ อีกรายการหนึ่งที่มาแข่งก็คือ มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ก่อนหน้านี้ก็จะมีรายการนี้ในอเมริกา ออสเตรเลีย เราก็ดูรายการผ่านยูทูป พอมีรายการนี้ในไทยเราก็รู้สึกว่าแบบมันน่าตื่นเต้นมากสำหรับเรา อย่างคนที่ชอบร้องเพลงก็จะต้องไปรายการ เดอะสตาร์ เอเอฟ Got Talent พอรายการอาหารมา ในแวดวงอาหารและคนที่ชอบในการทำอาหารก็จะไปรายการนี้ ครั้งแรกที่ไปยังไม่ได้เข้ารอบ ก็เลยได้มาทำงานกับอาจารย์ปิยะ แล้วคราวนี้เพื่อนก็ชวนไปเก็บข้อมูลเป็นเพื่อนหน่อย ด้วยงานของเราไม่ได้เจาะจงมากเราขายอาหารที่บ้าน ก็ไปช่วยเพื่อน 10 วัน แล้วอาจารย์ก็ขาดคนพอดีเลยชวนเราทำงาน เราก็รู้สึกว่างานนี้มันท้าทายเราก็เลยเข้าร่วม พอ season 2 เราก็ไปสมัครมาสเตอร์เชฟอีก รอบที่ดีที่สุดคือ รอบ 100 คนสุดท้าย


แล้วตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างแข่งอยู่ไหม


      ไม่ครับ จบไปแล้ว ตอนนี้ก็อยู่ใน season 3 เชฟเขาก็ถามว่าไปเรียนจัดจานจากที่ไหน ผมก็ตอบไปว่าจาก IG มันดูว่าเป็นไปได้หรอ ตั้งแต่ season แรกแล้วที่เขาถามผม ผมก็ตอบไปว่าเรียนจาก IG เพราะตอนนั้น IG กำลังบูมแล้วเขาก็จะลงรูปเยอะ เราก็ติดตามแต่เชฟอย่างเดียว เพื่อนคนอื่นถ้าไม่สนิทจริง ๆ ก็ไม่ติดตาม เรารู้สึกว่าเราให้พื้นที่ใน IG นี้สำหรับกับการเรียนทำอาหาร บางทีมันเห็นอะไรบางอย่างถ้าเราใส่ใจจริง ๆ มันก็จะเห็นว่าในจานเชฟเขามี gimmick เล็ก ๆ หรือตรงนี้ใช้เทคนิคแบบไหน เช่น แครอททำเป็นรูปร่างแบบนี้เสริฟในจานแล้วมันดูโมเดล บางทีเห็นแว๊บ ๆ ในวิดีโอเราก็ตื่นเต้นอันไหนที่เราไม่เคยรู้มาก่อน


ดูเหมือนว่าคุณอิ๊ฟก็มีประสบการณ์มาบ้าง


      มีมาบ้างครับแล้วก็เรียนจาก IG พอเราดูบ่อย ๆ มันก็จะเกิดเป็นสไตล์ของเราเอง เรารู้สึกว่าจานนี้ถ้าเราเอาเนื้อสัตว์มาวางไว้ตรงนี้ เอาผักมาวางตรงนี้ มันจะดีกว่าไหม หรือเราอยากลองทำแบบนี้ ดัดแปลงโน้นนี้นั้น เหมือนกับเราได้แรงบัลดาลใจมาจากเชฟอีกต่อหนึ่ง เอามาฝึกก็จะเป็นรูปแบบของเรา


ในฐานะที่เราเข้าประกวดหลายรายการมีเมนูโปรดอะไรบ้างที่เป็นของตัวเอง
ชอบทานบ่อย ๆ น่าจะเป็นแกงส้มใต้ ฝีมือแม่


แกงส้มกับแกงเหลืองเหมือนกันไหม


      อย่างภาคกลางเขาจะเรียกแกงเหลือง แต่ภาคใต้เรียกแกงส้ม แต่ว่าแกงส้มภาคกลางก็อีกแบบหนึ่งจะโขกเนื้อปลาผสมเข้าไปบางที่ก็ใส่กระชายเข้าไปด้วย แต่ภาคใต้จะไม่ใส่กระชาย ส่วนใหญ่เราจะแกงโดยใช้เนื้อปลาเป็นชิ้น ๆ ใส่ผักเข้าไป ผักที่ใช้ก็ตามฤดูกาล รสชาติก็จะจัดจ้านกว่า จะเข้มข้นกว่า ได้ทานกับไข่เจียวก็คือนิพพานแล้ว ทานได้ทุกมื้อ


ทำเองบ่อยไหม


      อย่างแกงส้มไม่ค่อยได้ทำเองเพราะว่าไม่ค่อยว่าง ก็จะมีเป็นมื้อพิเศษ อย่างเพื่อนนัดรวมตัวกัน ก็จะทำกับข้าวหลาย ๆ อย่างทานกัน


คิดว่าสิ่งที่อยากที่สุดในการทำอาหารคืออะไร


      ล้างจาน คือจริง ๆ เป็นคนไม่ชอบล้างจาน ก็เลยรู้สึกว่ามันขี้เกียจ ถ้ามองด้วยวิธีว่าทำอาหารอะไรที่ยากที่สุดหลายคนก็จะบ่นว่าการเตรียมส่วนประกอบ ผมมีความสุขมากในการเดินตลาด เดินได้เป็นวันในซุปเปอร์มาเก็ต ก็คงเป็นเรื่องของการเตรียมอย่างเช่น มันมิลเฟย มันก็จะมีองค์ประกอบประมาณ 5 อย่างได้ ก็จะมี มันนิ่ง แผ่นแป้งทอด ก็จะมีตรงหน้ากะทิ หน้ากะทิเราก็ใช้วิธีการตุ๋นการกวดเอาน้ำลองข้างล่างเพื่อที่จะให้น้ำครีมละเอียดไม่เป็นเม็ด ก็เพิ่มความยากเข้ามาอีก แล้วก็จะมีในส่วนของผลไม้ คัมโบ้ แล้วก็ถั่วต่าง ๆ เตรียมอย่างต่ำ ๆ ก็ 5 อย่าง ถึงจะมาเป็นองค์ประกอบได้ 1 จาน ขั้นตอนการทำมันมิลเฟยก็จะยุ่งยาก ตอนที่แข่งกรรมการก็ให้เวลา 2 ชั่วโมง ตอนที่เราฝึกเราก็จับเวลาแต่ไม่ได้เป๊ะ เราก็รู้สึกว่าประมาณชั่วโมงครึ่งก็น่าจะเสร็จ แต่พอทำจริง ๆ คือ 2 ชั่วโมงนี้น้อยไปมากสำหรับการทำ 3 จาน ทั้ง ๆ ที่กรรมการก็บอกเหลืออีก 10 นาที ก็ 10 นาที ยังไม่รวมองค์ประกอบเลย ก็ถือว่ายากอยู่เหมือนกัน สรุปก็คือสิ่งที่ยากในการทำที่สุดคือ ขั้นตอนการเตรียม และการล้างจาน


หลังจากที่เราเข้าประกวดแล้วได้รับรางวัลชนะเลิศแล้วเป้าหมายต่อไปของคุณอิ๊ฟคืออะไร


      ในระยะสั้นก็คือว่า ตอนนี้มีเพลนว่าจะเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ เป็นร้านข้าวมันไก่ วิธีการเตรียมหรือว่าจำนวนคนในร้านน้อยกว่า ความรู้สึกเราคือ เราใช้คนน้อย ทรัพยากรบุคคลเรามีน้อย ประหยัดงบด้วย ตอนนี้กำลังดูที่อยู่


แสดงว่าเราก็มีเทคนิคทำข้าวมันไก่ที่อร่อย


      ก็คิดว่ามีสูตรเด็ดอยู่ครับ อย่างข้าวมันไก่มันดูเป็นอาหารที่เรียกว่าเราเจอได้บ่อยมาก อาหารจานด่วน ที่ทุกคนกินได้ ข้าวมันไก่มันมีแต่ข้าวกับไก่ แต่ด้วยความง่ายมันซ้อนความยากเข้าไปในเมนูอย่างไก่เราก็จะต้มไม่เปื่อยมากชุ่มช่ำกำลังดีถึงจะอร่อย ข้าวถ้าทำเองก็จะใช้แค่ข้าวหอมมะลิ อย่างที่เราเจอคือข้าวไม่เรียงตัวสวยมันดูไม่เป็นเม็ดมันดูแฉะ ฉะนั้นข้าวก็มีส่วนสำคัญ น้ำจิ่มก็มีส่วนสำคัญ ฉะนั้นแล้วเมนูที่ดูเหมือนง่ายแต่ที่จริงมันยาก เราก้รู้สึกว่าเรามีสูตรที่ดี วิธีการปรุงเราก็น่าจะสู้ร้านอื่นได้ คิดว่าน่าจะไปได้ดี

เป้าหมายสูงสุดที่อยากจะทำ


      อยากจะเป็น Celebrity Chef คือว่า เหมือนเป็นดารา เป็นเซเลบทางด้านอาหาร อย่างในปัจจุบันก็อย่างเชฟชุมพล ในรายการเชฟกระทะเหล็ก เชฟป้อมในรายการมาสเตอร์เชฟ มันไม่ใช่แค่การทำอาหารมันหมายรวมไปถึงว่ามีพื้นที่สื่อจะประชาสัมพันธ์หรือว่าถ่ายทอดความรู้ของเราให้กับบุคคลอื่นได้ คือความตั้งใจของอิ๊ฟก็คือว่าเราอยากที่จะนำเสนออาหารใต้ อาหารพื้นบ้านของเราให้มันแพร่หลายมากยิ่งขึ้น เข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เป็นอาหารที่ทุกคนนึกถึงเวลาจะทานประมาณนี้ครับ ถ้าเราได้เป็นเชฟที่มีชื่อเสียงและได้นำเสนออาหารใต้ก็คิดว่าเป็นความฝันสูงสุดในเรื่องของการทำอาหาร


อยากให้คุณอิ๊ฟฝากแนวคิดกับน้องรุ่นใหม่ที่บ้างคนกำลังหาแรงบัลดาลใจของตัวเองว่าฉันอยากจะทำอะไรต่อไป


      เรียนจบมาผมก็ทำอะไรที่ผมอยากจะทำก่อนประมาณสักปีหนึ่ง ก่อนหน้าจะขึ้นปีหนึ่งไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนแล้วก็จมน้ำทะเล เรารู้สึกว่าชีวิตมันไม่แน่ไม่นอนมันมีเวลานิดเดียว พอเรามาเรียนในมหาวิทยาลัยก็เลยทำอะไรที่เราอยากทำถ้ามันไม่เป็นสิ่งที่เดือดร้อนคนอื่น การที่เราได้ทำอะไรที่เราอยากทำผมคิดว่าชีวิตนี้มันมีคุณค่านะ ถ้าเราเอามาตรฐานของสังคมมาใช้ การที่คนอื่นบอกคุณว่าคุณยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่เราจะรู้ว่าการประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นให้ตัวของเราเป็นคนบอกเอง บางทีเพื่อนก็จะบอกว่าทำไมอิ๊ฟไปโน้นไปนี้ทำโน้นทำนี้สบายจังไม่ทำงานหรอแต่จริง ๆ เราทำ แต่เราเลือกที่จะทำในแบบของเรา บ้างคนก็จะมองว่าอายุขนาดนี้แล้วทำไมไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยแต่สิ่งที่เราได้ทำ ความสุขของเราที่เราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำผมว่ามันมีค่าแล้วมันให้คุณค่ากับชีวิตของเรามันไม่ได้ให้ความสุขแก่คนอื่น เพราะฉะนั้นการที่เราทำอะไรที่มันไม่เดือดร้อนสังคม คนอื่น และมันเป็นความสุขของเราจะทำให้เราไปข้างหน้าได้ สิ่งที่เราชอบทำมันจะเป็นตัวผลักดันเราไปข้างหน้า และมันจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เราประสบความสำเร็จ เพราะการที่เราอยู่กับสิ่งที่เรารักสักวันหนึ่งเราก็จะประสบความสำเร็จในแบบของเราครับ


      การที่เราจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นขอแค่น้อง ๆ ลองค้นคว้าหาวิธีการแล้วลงมือทำซึ่งจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จตัวเราเองเท่านั้นที่จะรู้ อย่างคุณอิ๊ฟเองก็มีการใช้ทั้งประสบการณ์ในเรื่อง ๆ มาผนวกผสมผสานกันและก็มีการลงมือทำอย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้ถึงได้ก้าวมาถึงจุดนี้ได้อย่างมีคุณภาพ

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่น่าสนใจ

KULIB Talk ตอนที่ 6 บอล – ยอด จากผู้ผลิตรายการสู่รางวัลนักสำรวจ

“เมื่อเวลาเดินทาง เราก็จะได้สำรวจตัวเองไปด้วย แม้ว่าเราจะเดินทางไปไกลแค่ไหน แต่สุดท้ายเราก็มองเข้าไปในจิตใจของตัวเอง”

                                                                      Quote by คุณพิศาล แสงจันทร์ (คุณยอด)

          เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2561 คุณทายาท เดชเสถียร (คุณบอล) ศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคุณพิศาล แสงจันทร์ (คุณยอด) ศิษย์เก่า คณะอุตสาหกรรมเกษตรภาควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับ 2 ได้ให้เกียรติมาสัมภาษณ์รายการ KULIB Talk และมาช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางและค้นหาความหมายของชีวิต โดยที่ทั้งคู่ได้เล่าเรื่องราวของจุดเริ่มต้นในการร่วมงานกันเกิดจากการทำงานชมรมค่าสร้างสรรค์เยาวชนจนเกิดความคิดอยากทำหนังสั้น โดยยืมอุปกรณ์เครื่องมือจากน้องๆคณะมนุษยศาสตร์ ขอยืมนักแสดงจากน้องๆสถาปัตย์ เรื่องแรกได้เรื่องมาจากหนังสือรวมเรื่องสั้นของรุ่นพี่ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล้องหาหยิบยืมเอา อุปกรณ์สมัยนั้นอยากได้ Dolly (กล้องค่อยๆ เลื่อนจากซ้ายไปขวาที่เห็นในทีวี) เราไม่มีราง Dolly ใช้รถซาเล้งของชมรมช่วยกันเข็น ตกหลุมก็ถ่ายกันใหม่ หนังสั้นเรื่องแรกเกิดจากเกษตร ช่วยกันทำจากความขาดแคลนที่มี และก็เป็นจุดเริ่มต้นในการส่งหนังสั้นเข้าประกวด ซึ่งในช่วงแรกเชื่อว่า การที่ได้รางวัล การได้เอาหนังไปประกวดเมืองนอก จะทำให้บริษัทค่ายหนังใหญ่ๆ มาจองตัว ก่อนเราจบ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้ง่าย ไม่ได้สวยหรู ต้องหาทุนเอง จะตะเกียกตะกายทุกอย่างเอง ไม่มีใครมาสนับสนุนเราได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นจุดเริ่มต้นของรายการ คือหนังสารคดี “กว่าจะได้เดินทางไปเมืองนอก” ตอนนั้น ไทยพีบีเอส เกิดขึ้นมา (ใช้ชื่อว่าทีวีไทย) หนังสารคดีที่ตั้งใจไว้จะให้เป็นหนังสองชั่วโมงก็ยาวเกินสองชั่วโมง ตัดเป็นรายการส่งเข้าทีวีผ่านกระบวนสร้างสรรค์ของสถานี จนเกิดเป็น “หนังพาไป”

“ภาษา” จำเป็น แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรค

          การไปต่างประเทศภาษาไม่จำเป็นต้องดีเลิศ ถ้าเราไม่ต้องการไปสืบข้อมูลที่มันลึกซึ้ง แค่ไม่ขึ้นเครื่องบินผิด รู้แค่ว่าอ่านได้ สื่อสารได้เท่านั้น สื่อสารได้ดีจากประสบการณ์ความจริงในโลกไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกันทั้งหมดบางประเทศต่อให้พูดภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาสเปน เขาก็ฟังไม่รู้เรื่อง เขานึกว่าเราพูดภาษาหนึ่งในมณฑลเขาหรือแขนงเขาเท่านั้นเอง มันจำเป็นไหม ก็จำเป็น แต่ไม่ใช่อุปสรรคของการที่จะออกไปเดินทาง

 

จากผู้ผลิตรายการสู่รางวัลนักสำรวจNational Geographic Thailand Explorer Awards 2018

          รางวัลนี้เป็นรางวัลที่มอบให้บุคคลแขนงต่างๆด้านการสำรวจ หรือบุกเบิกอะไรใหม่ที่น่าสนใจ บางท่านเป็นอาจารย์เป็นผู้บุกเบิกเกี่ยวกับการขุดฟอสซิล ไดโนเสาร์ ในประเทศไทยมานาน  บางท่านเป็นช่างภาพสารคดีใต้น้ำ บุกเบิกในประเทศเรามานาน บางท่านเป็นอาจารย์วิจัยขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ตอนนี้ ซึ่งก็ถือว่าในเรื่องนั้นๆ เป็นผู้บุกเบิกเส้นทางใหม่ๆ รวมทั้งคนที่ทำรายการโทรทัศน์ จะมี 4 รายการ นอกจากหนังพาไปก็มี คุณเรย์ แมคโดนัลด์ ผู้บุกเบิกรายการท่องเที่ยว ตั้งแต่เราในวัยเด็ก คุณวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล รายการเถื่อนทราเวลตุ๊กตุ๊ก ทีทีไรเดอร์ และเขียน blog บุกเบิกอีกแนวทางหนึ่งเหมือนกัน ส่วนรายการหนังพาไปนั้นน่าจะเป็นการบุกเบิกวิธีการถ่ายทำแบบใหม่ถือกล้องตัวเดียว ไม่ต้องใช้พิธีกรหน้าตาดี ไม่ต้องไปอยู่หลังกล้อง เห็นแต่ภาพวิวสวยๆ ไม่มีใครมาพูดมีแต่เสียงพากย์ แต่เราก็เอาตัวเรามาอยู่หน้ากล้องได้ นี่คือวิธีการใหม่ๆ อาจจะเป็นโดยเรื่อง เพราะรายการท่องเที่ยวในยุคนั้นต้องไปให้ถึง ไปให้เห็น เห็นภาพสวยๆ บทดีๆ พอหนังพาไปประกาศไป คนดูจะงง ไปก็ไม่ถึง โดนโกงบ้าง บอกจะไปที่นี่ สุดท้ายดูจนจบก็ไปไม่ถึง เจอค่าเข้าแพงก็ไม่เข้า เรายืนยันจะที่จะเล่าแบบนี้เพราะมันสนุกกับการเล่าเรื่องแบบนี้คิดว่าอาจจะเป็นแบบนี้ ที่ทำให้คณะกรรมการเห็นคุณค่า“พอเริ่มเดินทางและเห็นคนอื่นๆ ออกเดินทางมานั้น สำรวจ ไม่ใช่แค่การสำรวจ พื้นที่หรือผู้คน แต่เมื่อเวลาเดินทาง เราก็จะได้สำรวจตัวเองไปด้วย แม้ว่าเราจะเดินทางไปไกลแค่ไหน แต่สุดท้ายเราก็มองเข้าไปในจิตใจของตัวเอง”

“หนังสือ”เล่มโปรด

เล่มแรก “ข้างหลังโปสการ์ด” เขียนโดยคุณหลาน เสรีไทย เป็นนามปากกา เป็นหนังสือเกี่ยวกับบันทึกการเดินทางแบ็คแพ็คเกอร์รุ่นแรกของไทย คล้ายกับหนังพาไปเวอร์ชั่นหนังสือ บุกเบิกการเดินทางในแบบหนึ่ง ที่หนังพาไปมีกลิ่นๆ เขาอยู่บ้าง เขาไปเที่ยว และมีการวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถาม เล่าเรื่องที่ปกตินักท่องเที่ยวจะไม่เล่าเช่น เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยด้านมืดของคนที่เขาไปเจอ ประเทศที่เขาไปเจอ ทั้งด้านมืดในตัวเขาเอง ในการคลี่คลาย

อีกเล่ม คือ “มีชีวิต...เพื่ออิสรภาพ” เป็นหนังสือที่เขียนถึงผู้หญิงเกาหลีเหนือ ที่หนีออกจากเกาหลีเหนือ ผ่านจีน ตอนนี้ใช้ชีวิตอยู่ในเกาหลีใต้เรียบร้อย เขาหนีจากเกาหลีเหนือมาโดยการลักลอบข้ามแม่น้ำไปทางจีน พอเข้าไปจีนกลายเป็นตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ เขาหนีไปพร้อมกับคุณแม่ ตั้งแต่วัยเด็ก ตอนอายุ 13 พอเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ เขาก็โดนเหยื่อค้ามนุษย์ข่มขืน หรือแม้กระทั่งแม่เขาเองก็ถูกข่มขืนต่อหน้าต่อตาเขา เพียงเพราะให้เขารอดไปเรื่อยๆ เขาก็จะเล่าชีวิตว่าเขาเจออะไรบ้าง แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คนที่มาจากโลกอย่างเกาหลีเหนือ ต้องปรับตัวในเกาหลีใต้อย่างไร ทำให้ค้นพบว่าเล่มนี้สนุกมาก และมันตั้งคำถามไปถึงตัวเราเองว่าเราเจออะไรกันมาบ้าง ประเทศเราดีขนาดไหน ประเทศเรามีบางส่วนไหมที่คล้ายกับเกาหลีเหนือตอนนี้

เล่มต่อไป ชื่อหนังสือ “จากเมืองนุนสุมคำสู่อัสสัมแดนไท” เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางของอาจารย์ด้านมานุษยวิทยาของหลายคน เขียนเล่าประสบการณ์ ของนักมานุษยวิทยาหลายคน เดินทางไปสู่ดินแดนอัสสัมในอินเดีย ทำให้เห็นการเชื่อมโยงความเป็นไทย

 

ฝากข้อคิดเห็น ความสำเร็จ การค้นพบตัวเอง

คุณบอล

คำถามในชีวิตมันซ้อนกันอยู่ระหว่างสิ่งที่อยากทำ กับสิ่งที่อยากเป็น ดูเหมือนเป็นคำถามที่คล้ายกัน แต่เป็นคนละคำถาม ถ้าเราชัดเจนกับคำถามนี้ เพราะว่าคำตอบไม่เหมือนกัน บางทีเราได้เป็นแล้ว เราไม่รู้ว่าเป็นแล้วยังไงต่อ ต้องทำอะไรบ้างในระหว่างที่เราเป็นตำแหน่งนั้น แต่ถ้าเกิดว่าอยากทำค้นพบว่าคำตอบไปได้อีกไกล ยังมีเรื่องสนุกให้เราทำอีกเยอะ การอยากเป็นรู้สึกว่ามันไปได้ไม่ได้ไกลเท่าไร อยากเป็นกับอยากทำ

คุณยอด

โลกมีคนหลายแบบ แบบที่มีความฝันที่ชัดเจน หรือเป็นแบบมีความฝันยังไม่ชัดเจน ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการจะทำอะไรเลย พยายามทำหลายๆ แบบ สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าตัวเอง ฝันอะไร ก็ลองทำให้หมด ถ้าอันไหนสนุกก็ทำมันเรื่อยๆ เพราะว่าไม่มีใครบอกได้ว่า สิ่งที่เราทำในวันนี้ จะไปอยู่ในอนาคตรูปแบบไหน มันอาจเป็นเส้น เป็นจุดจุดหนึ่งที่ต้องมองจากอนาคตมา จะเห็นเส้นทางที่เชื่อมกันระหว่างการที่เราได้ทำสิ่งเหล่านี้

แนะนำหนังสือที่น่าสนใจจากฐานข้อมูล National Geographic

1. Timeless Journeys: Travels to the World's Legendary Places

2. National Geographic Atlas of the World, Tenth Edition

3. Indian Nations of North America

4. National Geographic Almanac of World History

5. The Voyage of the [Beagle]

6. Tigers Forever: Saving the World's Most Endangered Big Cat

7. An Uncommon History of Common Courtesy

8. 1000 Events That Shaped the World

9. National Geographic Traveler: South Africa

10. Citizens of the Sea: Wondrous Creatures from the Census of Marine Life

Kulib Talk #10



สัมภาษณ์ : นางสาวพฤฒาภรณ์ เมาลานนท์ นิสิตปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า
พิธีกร      : นางสาวปาณิสรา ปานแก้ว นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ พิธีกร

         วันนี้เราได้รับเกียรติจากนิสิตระดับปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นตัวแทนจากทีมSKUBA – Jr ซึ่งได้ไปรับรางวัลรองชนะเลิศระดับโลกกันเลยทีเดียว จากการแข่งขันในครั้งนี้ เป็นการแข่งขัน RoboCup@Home ในรุ่นRoboCup@Home Education Challengeในงาน World RoboCup 2018 ที่เมือง มอลทรีออล (Montreal) ประเทศแคนนาดา จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 16-22มิถุนายน 2561 จัดโดย RoboCup Federation, FESTO, J.P. Morgan, Mathworks และ Softbank Robotics ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้มีการแข่งขันมากกว่า 3,000 คน จาก 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งสมาชิกในทีม SKUBA – Jrประกอบด้วย

  1. นางสาวพฤฒาภรณ์ เมาลานนท์ นิสิตปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า
  2. นางสาวพัชรีพร จึงสุทธิวงษ์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า
  3. นางสาวแพรพิรุณ อุทัยสาง นิสิตระดับปริญญาตรี ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า
  4. นางสาวเบญจรัตน์ ศรีเพ็ชรดานนท์ บัณฑิต ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
  5. โดยมี อ.ดร.กาญจนพันธุ์ สุขวิชชัย ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา


ตอนนี้เราก็ได้อยู่กับหนึ่งสมาชิก เป็นตัวแทนสาวสวยจากทีม SKUBA – Jr ยินดีต้อนรับนางสาวพฤฒาภรณ์ เมาลานนท์หรือพี่ทรายค่ะ

แนะนำตัว


     ชื่อพฤฒาภรณ์ เมาลานนท์ ชื่อเล่น ทราย ตอนนี้เรียนอยู่ระดับปริญญาโท วิศวกรรมไฟฟ้า สาขา Information and Communication Technology forEmbedded system เป็นนิสิตปริญญาโทแล้ว อย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วสักครู่ เป็นตัวแทนจากทีม SKUBA – Jr ได้ไปรับรางวัลระดับโลก ในการแข่งขันครั้งนี้สมาชิกในทีมมารวมตัวกันได้อย่างไร แต่ละคนมีหน้าที่อะไรบ้าง

     ในคณะวิศวกรรมจะมีlabเป็น lab เกี่ยวกับงานวิจัยแต่ละอย่าง อย่าง lab ที่พี่ไปอยู่จะเกี่ยวกับการทำหุ่นยนต์ วิจัยเกี่ยวกับหุ่นยนต์ คนที่สนใจในหุ่นยนต์จะเข้ามาร่วม lab นี้อยู่แล้ว รวมตัวไปแข่งคนที่อยู่ใน labด้วยกันไปแข่ง เพราะเป็นคนที่มีความสนใจด้านหุ่นยนต์เหมือนกันอยู่แล้วเห็นเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างนี้ สนใจทำหุ่นยนต์ได้อย่างไร

     เริ่มจากความคิดตั้งแต่เด็ก ม.ปลาย รู้สึกว่าคนที่เรียนวิศวกรรมเขาเก่งจัง เขาเหมือนสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ พอได้มีโอกาสเข้ามาเรียน ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ทำ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ คิดว่าเทคโนโลยีที่น่าสนใจที่สุด หุ่นยนต์น่าสนใจที่สุด เพราะว่าเป็นเทรนในระดับโลกที่หุ่นยนต์มีบทบาทเข้ามาสำคัญในปัจจุบันและอนาคตก็น่าจะสำคัญมากขึ้น ก็เลยสนใจด้านนี้

ในการประดิษฐ์หุ่นยนต์แต่ละตัว จะต้องมีพื้นฐานหรือความรู้ในเรื่องใดบ้าง ที่ต้องศึกษาเป็นพิเศษ

     หุ่นยนต์แต่ละตัวจะมีฟังก์ชั่น หรือการทำงานที่ไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าเราต้องการเอาไปทำเพื่อสิ่งใด เช่น หุ่นยนต์ทางด้านอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมด้านอะไร อย่างประกอบรถยนต์อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ก็ต้องยกของหนักได้ รถก็หนักตำแหน่งล็อก เชื่อม เป็นหุ่นยนต์เพื่อการเชื่อมก็จะเชื่อมจะยกของไม่ได้ จะออกแบบเพื่อเชื่อมเหล็ก ยกของต้องแข็งแรงต้องมีแรงยกเยอะ ถ้าหุ่นยนต์แข่งฟุตบอล ก็ต้องเตะบอลได้ ร่วมกับทีมได้ อะไรได้ วิ่งเร็วไหม แข็งแรงในระดับหนึ่งก็พอ แต่ต้องเน้นความเร็วเป็นหลัก แต่ถ้าหุ่นยนต์รับใช้ภายในบ้าน ต้องเซอร์วิสมนุษย์ได้ต้องคุยกับมนุษย์ได้ เหมือนเป็นคนคนหนึ่งเหมือนกัน แล้วแต่ฟังก์ชั่นการทำงาน การใช้งาน ความรู้พื้นฐานที่เอามาใช้ก็ถอดมาจากการทำงานนั้น อย่างที่บอกไปว่าอยากจะยกของหนัก อะไรมันยกได้ ใช้วัสดุอะไร เหล็กยกเหล็กก็ได้ พลาสติกยกเหล็กไม่ได้แล้ว ใช้พื้นฐานของเราและต่อยอดไปเรื่อยๆ กลไกในการยกจะเป็นอะไรดีใช้ไฟฟ้าคุมมอเตอร์อีกทีหรือว่าใช้ระบบ Hydraulic มันเหมาะสมกับงานนั้นมากกว่ากัน (พิธีกร เป็นเรื่องจุดประสงค์ของการใช้ เราจะประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อที่จะไปใช้งานอย่างไร ดูว่าแต่ละกลไกใช้อะไรบ้างแล้วศึกษาในเรื่องนั้นๆ)

ในการแข่งขันครั้งนี้ ใครเป็นผู้ชักชวนส่งผลงานเข้าประกวด

     ถ้าในงานนี้นะคะ ที่ของ มอลทรีออล แคนาดา ที่ไปแข่งมา เป็นProfessorDr Jeffrey Tanค่ะ เป็นprofessor จาก University of Tokyoแล้วก็ของnankai universityเป็นคนชักชวนให้มาแข่ง เนื่องจากตอนปริญญาตรีก็เรียนที่นี่ เกษตรศาสตร์ วิศวกรรมไฟฟ้า เคยไปแข่ง RoboCupมาแล้ว japan open robocup worldตอนอยู่ปี 3 ก็รู้จัก professor ท่านนี้เห็นว่าทีม scuba มีความสามารถที่จะไปแข่งในลีกของ education ได้ เขาก็เลยชักชวนมาแข่งลีกนี้ไหม เขาสนับสนุนให้ใช้หุ่นยนต์ มีช่วยจัดอบรมที่ญี่ปุ่นให้ไปอบรมก่อนเกี่ยวกับหุ่นยนต์นี้เป็นอย่างไร ให้เรามีความพร้อมมาแข่งที่ผ่านมามอลทรีออล แคนาดา
หุ่นยนต์ที่นำเข้าแข่งขันชื่อรุ่นอะไร ว่ามีคุณสมบัติอะไรบ้าง
ในลีก @Homeรอบนี้ที่ไปแข่งใช้เป็นstandard platform หมายความว่าเป็นหุ่นยนต์มาตรฐาน ก็คือ หุ่นยนต์ turtlebot2 ความสามารถในการทำงานของเขาก็คือ เขาจะมีส่วนฐานมาให้ ส่วน sensorสร้างแผนที่มาให้ supportทางด้าน hardwareต่างๆเราไม่ต้องไปทำส่วนของล้อเอง ส่วนของdriverคือเขาทำสำเร็จรูปตรงนี้มาให้เราแล้ว เรามีหน้าที่เขียนสมองให้เขา เราได้ร่างกายเขามา มีหน้าที่เขียนสมองให้เขา ช่วยย่นระยะเวลาในการซ่อมบำรุง maintenanceอะไรเกี่ยวกับหุ่นยนต์ภายนอกนี้ คุณสมบัติหลักๆ สามารถเคลื่อนที่ได้ในมิติที่ค่อนข้างแคบ ไม่เหมือนรถยนต์ที่มีตีวง หักออกได้เลยทันที ไปเฉียงกี่องศาก็ได้โดยที่หน้าไม่จำเป็นต้องหัน จะวิ่งแบบนี้ได้ สามารถสร้างแผนที่ได้ เห็นรูปของห้อง เห็นกำแพงห้อง สามารถเห็นสิ่งของได้ในระดับที่ตัวsensor อยู่

ทำไมถึงมีแนวคิดที่จะประดิษฐ์หุ่นยนต์แม่บ้าน

     เป็นเทรนของโลกที่ประชากรผู้สูงอายุจะมีอัตราประชากรมากขึ้นในทุกปี เพราะว่าวัยทำงานลดน้อยลง คนรุ่นใหม่จะไม่นิยมมีลูกแล้ว ทำให้อัตราประชากรในอนาคต รุ่นพ่อแม่หรือรุ่นพวกเราจะกลายเป็นผู้สูงอายุ จะมีวัยทำงานมาดูแลพวกเขาน้อยลง หมายความว่าประชากรผู้สูงอายุเหล่านี้ต้องการใครสักคน อะไรสักอย่างมาดูแล หุ่นยนต์จะตอบโจทย์ได้ในกรณีที่ลูกหลานไปทำงาน ไม่มีเวลาดูแล หุ่นยนต์จะดูแลคร่าวๆ ได้ เช่น อยู่ในบ้านช่วยเตือนว่า กินยารึยัง กินข้าวด้วยนะ ถ้าล้มจะได้แจ้งเตือนญาติลูกหลาน หรือว่าแจ้งรถพยาบาลได้เป็นพื้นฐานเหล่านี้ ที่เราไม่อยู่ตรงนั้น ไม่ได้ดูแล ณ ตอนนั้น หุ่นยนต์ก็จะดูแลให้เรา ณ ตอนนั้นให้เราได้ (พิธีกร ถือว่าเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจมากๆ เลย)
 


 
สำหรับเจ้าตัวหุ่นยนต์แม่บ้านมีหลักการทำงานอย่างไรบ้าง

     อย่างที่บอกตอนแรกการที่ให้หุ่นยนต์ทำยังไงเราต้องดูว่าเราต้องการให้มันทำงานอะไรได้ ในการแข่งขัน หุ่นยนต์ต้องสื่อสารกับมนุษย์ได้ เหมือนเราสามารถใช้เขาให้ไปทำความสะอาดได้ ไปหยิบจับของส่งของให้เราได้ หรือพูดคุยกับเราได้ เพราะฉะนั้นหุ่นยนต์รับใช้ภายในบ้าน จะไม่เหมือนกับหุ่นยนต์อื่นที่บอกมา หุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรม ทำโปรแกรมไว้ ทำหน้าที่ก็ทำ ทำไป หุ่นยนต์รับใช้ในบ้านต้องเหมือนคนในระดับหนึ่ง ต้องสื่อสารกับมนุษย์ได้ และวิธีการสื่อสารกับมนุษย์คือการพูดคุย อย่างที่เราพูดกันอยู่ เพราะฉะนั้นหุ่นยนต์ต้องฟังเราได้ และตอบเราได้เหมือนกัน เป็นขั้นแรกในการทำงานของหุ่นยนต์นี้ ต้องมีไมโครโฟน ต้องมีระบบประมวลผล ตอนแข่งในระดับโลกเป็นภาษาอังกฤษในการรับฟัง คำสั่งgo to the kitchen andbring me the bottleเขาก็ต้องแปลได้ว่าสิ่งที่พูดมา พูดอะไรออกมา ต้องแปล kitchen เป็นอะไร เป็นสถานที่ สถานที่ก็ต้อง merge กับ mapเหมือนแผนที่ในหัวของเรา ต้องรู้ว่าห้องครัวในบ้านเราอยู่ตรงไหน ต้องรู้ว่าขวดน้ำหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วก็หา พอเจอแล้วจะbring มาให้เจ้าของอย่างไร ก็ต้องมีแขนไปคีบขวดน้ำนั้นได้ ต้องจำตำแหน่งที่เจ้าของสั่งได้ว่าให้เอากลับมาตรงไหน สมมุติกลับมาให้ที่เดิมแล้ว สมมุติอยู่ในห้องนั่งเล่น เจ้าของไม่อยู่ เดินไปไหน จะรอหรือหาเจ้าของ ถ้าหุ่นยนต์จะหาเจ้าของสิ่งต่อมาที่จะต้องทำได้คือ รู้จักหน้าเจ้าของ มองหน้าแล้วยื่นให้ ก็คือหน้าที่ฟังก์ชั่นเหมือนมนุษย์เลย ถอดแบบมาว่าอยากให้เขาทำงานยังไง ค่อยๆ ถอดส่วนประกอบออกมาเรื่อยๆ มนุษย์มีหูก็ติดไมโครโฟนแทน ถ้าอยากให้หุ่นยนต์พูด รับทราบ เดี๋ยวจะไปเอามาให้ ก็ต้องมีคำสั่งถูกต้องใช่ไหม ต้องมีลำโพงบอก พูดสื่อสารกับเราต่อได้ มีกล้องเพื่อมอง วัตถุมองหน้าเราได้ ค่อยๆ ถอดมามีแขนเพื่อหยิบจับของได้ ฟังก์ชั่นการทำงานคร่าวๆ จะเป็นประมาณอย่างที่เล่า เป็นเรื่องราวเราสั่งเขาทำมาหาเรา (พิธีกร กระบวนการทำงานยาวนานมาก จะต้องถอดทีละส่วน ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การหยิบจับ)

อยากให้เล่าบรรยากาศวันที่ไปแข่งขันเป็นอย่างไรบ้าง

     ก่อนอื่นไปแข่ง บินไปแคนาดา ไกล พอไปถึงก็ต้องเตรียมตัวเข้าสนามแข่ง วันแข่ง 16-22 ตามตาราง เขาจะมีเวลาให้ผู้แข่งขันเข้าไปในสนามก่อน เราต้องไปถึงก่อน วันที่ 12, 13แล้ว เพราะว่าสนามจะเปิด 3 วันก่อนการแข่งขันเข้าไปset up สถานที่ หุ่นยนต์ หรือโต๊ะทำงานของเรา สถานที่ทำงานเราอยู่ตรงไหน 3 วันก่อนค่อยเริ่มแข่ง คล้ายๆเตรียมตัวนักกีฬา ไปถึงก่อนรีบจัดการลองเช็คดูว่า ที่เตรียมมาที่ไทย พอไปถึงที่นั่นสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน เช่น อุณหภูมิหนาวกว่าที่นี่ มีปัญหากับsensorหรือcomputerเรารึเปล่า ก็ต้องเช็คว่ามีปัญหาไหม เคยไปแข่งครั้งหนึ่ง มันหนาวเกินไปทำให้มีปัญหา ตอนที่เคยออกกลางแจ้งแล้วร้อนเกินไป หุ่นยนต์ก็มีปัญหา เราก็ต้องลอง test ดูว่าสิ่งที่เตรียมมาใช้ได้จริงรึเปล่า ถ้าไม่ได้เราต้องแก้ไข ภายใน 3 วันนั้นให้สมบูรณ์ที่สุด เริ่มแข่งขันเขาก็จะบอกมาเป็นกฎ มาให้เราดาวน์โหลดเป็นเล่มในเว็บ ให้ทำอะไรในแต่ละวัน วันนี้ทำอะไรบ้าง ภารกิจทำอะไรบ้าง ให้ทำอะไรบ้าง เขาจะมาอธิบายหน้างานอีกที สถานที่จริง อันนี้เรียกห้องครัวนะ เพื่อไม่ให้เราผิดพลาดได้ พอเริ่มแข่งตอนที่ไปถึงค่อนข้างเครียด มีจาก 50 ประเทศ 3,000 กว่าทีม คือแบบ 3,000 คน มีหลายลีก football ลีก industrial ลีก @home ลีก rescueกู้ภัย ทุกคนจะเครียดกับงานตัวเอง บรรยากาศค่อนข้างกดดัน ทุกคนตั้งใจมาที่นี่อยากจะแข่ง อยากจะได้รางวัลอยู่แล้ว ก็ค่อนข้างกดดัน พอเห็นทำได้เราก็จะรู้สึกดีใจ พอเห็นว่าทีมอื่นเขาทำได้ดีกว่า อย่างเช่น วิธีเดียวกันเราทำซับซ้อนมาก สมมุติน่าจะเข้าใจง่ายสุด เช่น หยิบของ ท่าหยิบมนุษย์เราควรจะหยิบแค่ง่ายๆ หุ่นเราหยิบแบบท่ายาก อีกทีมเขาทำง่ายจัง หยิบได้เหมือนกัน Successวิธีเขาง่ายจังเลย ดูว่าเขาทำอย่างไรได้ความรู้ด้วย คุยกับเขาด้วยก็ได้ แลกเปลี่ยนความรู้ เพราะว่าถือว่าลีกนี้เป็น @Home Education เพื่อการศึกษา ทุกคนก็จะแชร์องค์ความรู้กันว่าเราได้สิ่งนี้ เราทำอย่างนี้มา หลังแข่งไปแล้วเราถึงไปถามเขาไม่ใช่ว่าแข่งอยู่มันจะเหมือนโกง ทำอย่างนี้ได้อย่างไรเขาก็จะสอน ผู้เข้าแข่งขันทุกคนใจดีมากเป็นเด็กนักศึกษาด้วยกัน ทุกคนก็เน้นนำความรู้เป็นหลัก ในการแชร์แลกเปลี่ยนความรู้กัน อย่างปีที่แล้วเราไปแข่ง ปีนี้เรามาเราอาจจะได้วิธีจากปีที่แล้วมาต่อยอด ข้อผิดพลาดจากปีที่แล้วมาต่อยอด ทำให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่ว่าองค์ความรู้ของทีมเราจะอยู่กับทีมเราทีมเขาอยู่ทีมเขา ค่อนข้างมีบรรยากาศที่ดี ชอบตรงนี้มาก ทุกคนแชร์กันมันไม่ดูแบบเครียดมาก เครียดด้วยบรรยากาศกดดันเอง อยากเอาชนะ พอวันสุดท้ายแข่งเสร็จก็จะเป็นงานประกาศรางวัล หลังจากประกาศรางวัลเป็นงานเลี้ยง เรียกว่า เบ็นเค็ส งานเย็น งานเลี้ยงมีโอกาสได้พูดคุยกับทีมอื่น มีโอกาสสังสรรค์กันในวงการ ค่อนข้างสนุกนะคะ แต่จะเครียดตอนเตรียมตัวก่อนจะไปมากกว่า อยู่ที่ไทยทำงานกันหนักอยู่ (พิธีกร เป็นประสบการณ์ดี เป็นความรู้สึกที่เราประทับใจที่เราไปแข่งขัน)
ทราบมาว่าเรียนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาตั้งแต่ปริญญาตรีเลย จนปริญญาโทก็เลือกเรียนที่นี่อยู่ ในฐานะที่เราเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คิดว่านวัตกรรมนี้สามารถให้อะไร มาช่วยอะไรประเทศของเราได้บ้าง

     อย่างที่บอกที่อธิบายมาตั้งแต่แรก หุ่นยนต์ไม่ใช่ทำสิ่งนี้เพื่อสิ่งนี้ เราเอาความรู้นั้นมาใช้เราไม่จำเป็นต้องอยู่กับความรู้นี้ เราก็ถอดความรู้มาใช้ได้ เช่น เรื่องจากใบหน้าคน เราต้องรู้จักใบหน้าเจ้าของ เจ้าของบ้านคือใคร คนแปลกหน้าคือคนนี้อยู่ในบ้านเรา ก็แจ้งเตือน แค่ถอดส่วนนี้ออกจากหุ่นยนต์ แล้วไปติดกับกล้องวงจรปิดได้ ทำให้ securityในตึกเราสูงมากขึ้น แทนที่จะต้องให้ยามมาดูกล้องวงจรปิดอีกทีซึ่งมีเยอะมาก เราทำให้กล้องวงจรปิดรู้จักเลยว่าเป็นคนที่เข้าตึกนี้ได้จริงๆ รึเปล่าจะบอกไปเลยแค่ตีกรอบคนที่ไม่ควรจะเข้า ยามจะได้ focus กับคนนี้เป็นพิเศษว่าใครเนี่ย เข้ามาได้อย่างไร ทำอะไรอยู่ เดินไปไหนนี่ เอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ได้เราจะมีระบบความปลอดภัยที่ดีขึ้น หรือว่าเป็นเรื่องอื่นที่ญี่ปุ่นหุ่นยนต์มีบทบาทสำคัญมากในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นร้านสะดวกซื้อ เขาไม่ใช้มนุษย์ในการเก็บเงินแล้ว ใช้หุ่นยนต์ในการเก็บเงิน เพราะว่าแม่นยำกว่า ลดเรื่องการโกหกของพนักงาน หรือว่าคนอาจจะเหนื่อย เข้าห้องน้ำ บางทีไม่อยู่ หุ่นยนต์พร้อมตลอด เพื่อทำให้ชีวิตประจำวันเราดีขึ้น พัฒนาเศรษฐกิจเราได้ เช่น อาจจะเอาเรื่องเกี่ยวกับการหยิบจับของ พัฒนาให้หุ่นแขนกลอุตสาหกรรมเราผลิตงานได้ดีขึ้น สามารถนำเทคโนโลยีพวกนี้ทั้งหมด แต่ละชิ้นส่วนกับไปจับไปmergeกับสิ่งของอื่นๆ เพื่อให้พัฒนารอบๆ เราได้อยู่แล้ว เพราะว่าประเทศของเราพัฒนาเติบโตอยู่ในทางด้านนี้ ถ้าเราเอาเทคโนโลยีมาใช้ เชื่อว่าประเทศเราน่าจะเติบโตได้เร็วมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม (พิธีกร ถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ)

ผลงานการแข่งขันในรุ่นต่อๆไป สนใจจะเข้าร่วมแข่งขันต่อไปไหมคะ

     ก็คือว่าที่รวมตัวกันได้เป็นคนที่สนใจหุ่นยนต์มาเข้าlabscuba นี้ scuba เป็นชื่อทีมในlapส่วนชื่อ lab ที่คณะวิศวกรรม จะชื่อว่าrobot Citizensชุมชนของหุ่นยนต์ จะมีรุ่นน้องอยู่ใน lab ด้วย ตอนนี้ก็มีรุ่นน้องหลายคน กำลังจะไปRoboCup Japanopen ตอนเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ก็มีทีมของรุ่นน้องไปแข่ง ตอนนี้พี่เรียนปริญญาโทปีสองแล้ว พี่อยากจะเร่งทำงานวิจัยของพี่มากกว่า ถ่ายทอดความรู้ให้น้องต่อ ต่อยอดกับรุ่นน้องไปเรื่อยๆ ไปช่วยดูหน้างาน แต่ไม่ได้เป็นคนเข้าแข่งขันหลักแล้ว อาจจะแนะนำประสบการณ์ได้ว่า เจอปัญหาอย่างนี้ ควรจะแก้ยังไง เพื่อบอกเพื่อต่อยอดให้รุ่นน้อง ถ่ายทอดกับรุ่นน้องสู่รุ่นไปเรื่อยให้มีคนรับช่วงต่อ ตอนนี้ส่งไม้แล้ว ไม่ไหวแล้ว ต้องขอทำงานตัวเองบ้างแล้ว (พิธีกร เป็นการถ่ายทอดความรู้ให้กับน้องๆ รุ่นต่อไปมาสานต่อ)
ตอนนี้เรานั่งอยู่ในบรรยากาศของห้องสมุดเคยใช้บริการใดบ้างของห้องสมุด
     ตอนอยู่ ป.ตรี เข้ามาบ่อยมาดูหนังสือ ติวหนังสือกัน ที่นี่ชอบเกี่ยวกับมีคอมพิวเตอร์ใช้งานได้ ห้องประชุมช่วยสอนlectureได้ค่อนข้างได้ใช้งาน สิ่งที่ใช้งานบ่อยที่สุดคือ ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักหอสมุด ของวิศวกรรมเราจะหาผลงานวิจัยของระดับโลก ต้องมี idเข้า เพราะฉะนั้นจะเข้าใช้ไม่ได้ ใช้ id ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผ่านสำนักหอสมุดในการหาข้อมูลบทความตีพิมพ์ทางวิชาการ ในเว็บ ieeeของคณะวิศวกรรม จะใช้ส่วนนี้บ่อยมากเพื่อดูว่าเขาทำงานวิจัยอะไรบ้าง เอามาใช้ได้ไหม search หา เหมือนคล้ายๆ อ่านหนังสือ  แต่อ่านใน e-book มากกว่า (พิธีกร ถือเป็นความสะดวกสบายอย่างหนึ่งในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้)

ชอบอ่านหนังสือเรื่องไหนบ้าง หรือมีเล่มไหนเป็นเล่มโปรดของเราบ้าง

     ที่พูดมาเหมือนเป็นสายวิชาการ จริงๆ ถ้าเลือกอ่านได้เลือกอ่านนิยายมากกว่าค่ะ คือแบบว่าถ้าอ่านหนังสืออ่านเรียน อ่าน text เพื่อทำงานก็ต้องอ่าน ถ้าเพื่อการบันเทิงก็อ่านนิยาย อ่านการ์ตูน ถ้านิยายที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับ เพอร์ซีย์ แจ็คสัน ดูแปลกดีอันนี้จะดูสายวิทย์ วิศวะเลย ดูวิทย์วิทย์ทำไมถึงชอบแฟนซีขนาดนี้ มันก็ถ่วงดุลกัน ฝึกจินตนาการชอบเกี่ยวกับเวทมนต์ ความแฟนซีจะชอบแนวนี้มากเป็นพิเศษ (พิธีกร ถือเป็นอีกมุมมองหนึ่ง เราจะได้อ่านหนังสือหลากหลายแนว)
ในการแข่งขันเราได้ประสบการณ์ในเรื่องใดบ้าง

     อย่างที่บอก รับรู้ว่าทำไมคนอื่นเขาถึงใช้วิธีอย่างนี้ในการทำknowledgeของคนอื่นเขาคืออะไรในการทำวิธีเดียวกัน เราสามารถได้แลกเปลี่ยนความรู้ในตอนนั้นได้ ได้รับรู้ว่าประเทศอื่นเขาพัฒนาเจริญกว่าเราขนาดไหน เราควรจะมีเทคโนโลยีอะไรแบบนี้บ้าง ของเขาเห็นเป็นปกติแล้ว เราเห็น wowเรื่องใหม่จังเราช้าไปแล้วส่วนนี้ เราน่าจะทำให้เหมือนเขาได้ ด้วยความที่เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยมีโอกาสได้ไปดูงานต่างประเทศ ได้แข่งขันระหว่างประเทศ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงนี้ก็ช่วยนำมาถ่ายทอดมาพัฒนางานวิจัยของเรา จะนำส่วนตรงนี้มาใช้ (พิธีกร ได้ทั้งความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ)
ทำไมถึงสนใจในการทำหุ่นยนต์

     ประมาณว่าคิดว่าหุ่นยนต์มันมีความสำคัญมากในอนาคต เรียนด้านนี้อยู่แล้วก็อยากจะช่วยพัฒนาอยากรู้ว่าทำยังไง ทำให้ดีขึ้นกว่าที่มีได้ไหม มีองค์ความรู้อะไรบ้าง ตอนแรกอยากจะลองดูในระดับหนึ่งเหมือนลองของว่ามันใช้อะไร ยากแค่ไหน กลายเป็นว่าสนุกดี มันรู้แล้วมันไม่มีทางพอ พัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆทำไปทำมามันเพลิน สนุก เหมือนวาดรูปมีวิธีนี้ด้วยเหรอ เปลี่ยนวิธีวาดคล้ายๆ กันทุกอย่างมันมีสิ่งที่ต่อยอดไปได้ เราทำแล้วรู้สึกสนุก อย่างของพี่รู้สึกว่าทำหุ่นยนต์แล้วสนุก เห็นมันฉลาดขึ้น ภูมิใจ
 
 
ในอนาคตอยากประกอบอาชีพอะไร หรือทำอะไรเป็นพิเศษ

         ก็เรียนวิศวกรรมมาก็คงต้องประกอบอาชีพวิศวกรรมค่ะ แต่ว่าทำอะไรเป็นพิเศษไหม อยากจะเอางานพวกนี้ เทคโนโลยีมาให้มันใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ใช่มีอะไรอยู่ก็ใช้ไปเถอะ อยากนำพวกนี้มาใช้ได้ ไม่รู้ว่าบริษัทเขาจะโอเคด้วยรึเปล่า ก็ต้องดูกันไป
ในฐานะที่เราเป็นตัวแทนที่ดีของเยาวชน มีอะไรจะฝากบอกกับเยาวชนรุ่นใหม่บ้างคะ
         สำหรับพี่ว่าน้องๆ ทุกคนไม่จำเป็นต้องมาทำหุ่นยนต์เหมือนพี่ ต้องทำอะไรเหมือนพี่ น้องต้องหาสิ่งที่น้องชอบ น้องอยากจะเป็นอะไรจริงๆ หาตัวเองให้ได้จริงๆ เอาตรงๆ พี่เข้าใจว่าสังคมบ้านเรา พ่อแม่มีผลกับเรามาก ประมาณว่าเป็นหมอสิลูก เป็นวิศวะสิลูก เป็นอันนี้สิลูก ถ้าน้องอยากเรียนศิลปะ ถ้าเป็นสิ่งที่น้องเป็นจริงๆ ชอบจริงๆ น้องไปเป็นสิ่งที่น้องชอบเถอะ ค้นหาตัวเองให้เจอ เราชอบสิ่งไหนเป็นตัวตนของเราจริงๆ เราจะทำสิ่งนั้นได้ดี เราจะสนุกกับมัน แล้วจะทำได้ดีด้วย มีแต่ได้กับได้ ไม่มีการบังคับ ค้นหาตัวเองให้เจอ และนำสิ่งนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจ แรงผลักดันให้เราให้ทำสิ่งใหม่ๆ สิ่งต่างๆแปลกขึ้นหรือดีขึ้น หรือมีความสุขขึ้น ไม่ใช่ว่าด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น ด้านศิลปกรรมก็ได้ วาดรูปทำให้ดีเป็นผลงาน อย่างพี่ก็ชอบวาดรูป ถ้าเครียดๆ ก็ชอบวาดรูป ช่วยรู้สึกจรรโลงใจมากขึ้น เป็นคนจินตนาการสูงก็เขียนนิยาย เพื่อแบ่งปันจินตนาการของตัวเองให้กับคนอื่นได้ อย่างพี่ก็ชอบจินตนาการแฟนตาซี มันคือสิ่งที่น้องเป็น บางทีทำให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้นได้ จากตัวตนของน้องได้ (พิธีกร ค้นหาในทางที่ตัวเองชอบแล้วพัฒนาในสิ่งที่เราชอบ มันอาจจะทำให้คนอื่นได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เราชอบด้วย)

ระยะเวลาในการประดิษฐ์คิดค้นหุ่นยนต์ TurtleBotนานไหมกว่าจะออกมาใช้งานได้แบบนี้

     หุ่นยนต์ TurtleBotเป็นหุ่นยนต์standard platform มี hardwareมาให้แล้ว ซื้อ hardware มา การจะทำคือการเขียนสมองให้กับเขา เพราะฉะนั้นนานไหม เตรียมตัวค่อนข้างนานประมาณ 2 ปีกว่าเลยค่ะ เกือบจะจบปี 3 จนถึงปัจจุบันนี้ ก็เกือบ 3 ปี ตอนแรกเพิ่งได้มาไม่รู้จักว่ามันคืออะไร เขาก็จัดอบรมเรียนที่มหาวิทยาลัยKanagawaไปเรียนที่นั่นเกี่ยวกับหุ่นยนต์ TurtleBotระบบที่มันใช้โปรแกรมที่มันใช้พื้นฐาน มันคืออะไรเขาก็จะสอนให้ พอสอนให้เราก็เอากลับมาลองทำ ลองทำ ไปแข่งครั้งแรก ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งก็ยังมีอะไรมาแก้ไข อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตอนนี้ส่งไม้ต่อให้กับรุ่นน้อง มีไม้มาจากรุ่นพี่อีกทีเหมือนกัน นานหลายปี ไม่ใช่แค่คนคนเดียว ความรู้ถ่ายทอดประสบการณ์รุ่น ต่อรุ่น ต่อรุ่นไปเรื่อยๆ ก็อาจจะต่อไปได้อีกนานก็ได้ แล้วแต่ว่ารุ่นน้องจะทำต่อไหม หรือรับจากเรามาต่อรึเปล่า (พิธีกร ค่อยๆ พัฒนาแก้ไขไปเรื่อยๆ ใช้ระยะเวลานานเหมือนกันและจะส่งต่อไปเรื่อยๆ)ในอนาคตมีโอกาสจะพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีรูปลักษณ์เหมือนคนจริงไหม
        
     คือก่อนหน้า TurtleBotทำมาแล้ว คือหุ่นยนต์openplatformคือทำอะไรก็ได้ ชื่อหุ่นยนต์คุณลำไย เป็นหุ่นยนต์ของที่lab พี่เหมือนกัน ทำก่อนหน้านี้ หน้าตาคล้ายคน มีสองแขน ใส่ชุดเหมือนแม่บ้าน มีกระโปรงมีหน้าตาจะค่อนข้างทำให้เหมือนคน เพราะว่าจะได้ดูเป็นมิตร คล้ายๆ friendlyเป็นการใช้เกี่ยวข้องกับมนุษย์ไม่ควรจะเป็นเหมือนเครื่องจักรมากเกินไป ถ้าทำให้มันเหมือนคนได้ก็จะดูเป็นมิตรกับมัน เข้าถึงกับมันมากกว่า

ในอนาคตมีโอกาสคิดค้นหุ่นยนต์พิเศษ หรือทำงานแบบต่างๆ แบบไหนได้บ้างไหม

     มีโอกาสอย่าง labพี่ robot Citizensไม่ได้บอกว่าเข้ามาต้องทำหุ่นยนต์รับใช้ภายในบ้านอย่างเดียว ตอนนี้ที่ labมีหุ่นยนต์เยอะมาก น้องคนไหนสนใจทำหุ่นยนต์ด้านอะไรมีเครื่องไม้เครื่องมือ และsupport ในการทำได้เยอะ ถ้าผลงานวิจัยของรุ่นพี่ทั้งหมดที่รวมกันมาและไม่นับหุ่นยนต์ที่ใช้แข่งคือ หุ่นยนต์เตะฟุตบอลกับหุ่นยนต์รับใช้ในบ้าน มีหุ่นยนต์ใต้น้ำเป็นอัตโนมัติใต้น้ำเหมือนกัน พี่เขาจะสนใจทำหุ่นยนต์ดำน้ำเขาก็ทำคนเดียว หรือจะรวมกันใน lab ทำด้วยกันก็ได้ มีหุ่นยนต์ทรงตัวบนลูกบอลคือ มีลูกบาสอยู่ หุ่นยนต์วางลงไปข้างบนแล้วก็วิ่งบนลูกบาส เขาก็ไปพัฒนาต่อยอดเรื่อยๆ เช่น อาจารย์ทำหุ่นยนต์ทรงตัวบนลูกบอล เอาลูกบอลวางไว้ หุ่นยนต์วางบนลูกบอล ลูกบอลวางบนหัวหุ่นยนต์อีกที วางสองชั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทรงตัว มีหุ่นยนต์ไต่กำแพง งานนี้ทำเองเป็นproject ตอนปี 4 หุ่นยนต์ไต่กำแพง ใช้เป็นระบบลม เพราะลมอากาศมีทุกที่ ไต่ได้ทุกพื้นผิวไม่ว่าจะไม้หรือเหล็ก ถ้ากระจกก็สุญญากาศ สุญญากาศใช้กับไม้หรือซีเมนต์ไม่ได้ ใช้แรงแม่เหล็ก แม่เหล็กต้องใช้กับเหล็กอย่างเดียว ใช้ไม้กับอย่างอื่นๆ ไม่ได้ เลยอยากหาหุ่นยนต์ไต่กำแพงที่ทำได้กับทุกระบบ ยังมีหุ่นยนต์นี่นั้นอีกเยอะมาก ถ้าเกิดในการจะทำหุ่นยนต์อย่างอื่นๆ ไหมมีโอกาสก็คือว่าน้องคนไหนที่สนใจอยากจะมาทำ เข้ามาที่ labสร้างหุ่นยนต์แบบใหม่ได้เลย ไม่ได้จำกัด labไม่ได้จำกัด จะต้องทำเพียงเท่านี้เท่านั้น ยินดีมากยิ่งมีหุ่นยนต์แบบใหม่ยิ่งได้ความรู้มากขึ้น (พิธีกร เป็นในแบบทีเราสนใจ)
 
 
แรงบันดาลใจในการสร้างหุ่นยนต์แต่ละตัว

     การที่งานด้านวิศวกรรมเราต้องเห็นว่ามันมีปัญหาอะไรก่อน เราถึงจะสร้างสิ่งอะไรบางอย่างมาแก้ปัญหาของเรา เช่น อยากได้ความสะดวกสบายมากขึ้น เช่นประกอบรถยนต์ คนมันยกไม่ได้ เราจะทำอย่างไรดี ให้ใช้คน 20 คน ในการยกประตูอันหนึ่งในการไปประกอบมันเปลืองหรืออะไรมากขึ้น ทำได้เร็วขึ้นสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมา เพราะฉะนั้นแรงบันดาลใจในการสร้างหุ่นยนต์คือเราเห็นปัญหาเราอยากจะแก้ไขปัญหาในจุดนี้ เราค่อยสร้างสิ่งประดิษฐ์นั้นขึ้นมา อย่างพี่ตอนปี 4สร้างหุ่นยนต์ไต่กำแพงด้วยระบบลม เพราะว่าพี่เห็นว่าปัญหาของหุ่นยนต์ไต่กำแพงมันเฉพาะเจาะจงกับเนื้อของวัสดุกับกำแพงมากเกินไป สุญญากาศต้องกระจก หรือพื้นเรียบเท่านั้น พื้นซีเมนต์หรือไม้ที่ขรุขระไม่ได้เลย หรือว่าเหล็กต้องแม่เหล็กเท่านั้น มันไม่มีหุ่นยนต์ที่ปีนได้ทุกพื้นผิวหรือ ก็สร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นแรงบันดาลใจ คือ เห็นสิ่งนี้น่าจะมีสิ่งที่แก้ไขได้ หรือว่ามันทำให้ดีกว่านี้ได้เอามาเป็นแรงบันดาลใจในการทำสิ่งต่างๆ ไม่เฉพาะกับหุ่นยนต์หรือเรื่องอะไรก็ตาม
หุ่นยนต์ที่สร้างใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมได้ไหม

     ได้ค่ะ ถ้าหุ่นยนต์แบบนี้จะมีหน้าตาฐานแบบนี้ ใช้ได้จริงแล้วตอนนี้ ที่ห้องเก็บstock ของAmazonที่เขาบอกว่าเป็นหุ่นยนต์ส่งของ เก็บ stock ของ หยิบจาก shelf มา หุ่นยนต์ตอนนี้ใช้ในอุตสาหกรรมเยอะแล้ว แต่ว่าเราจะยังไม่เห็นมาก เพราะว่าเราอาจไม่ได้เรียนสายนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางนี้โดยตรง อย่างที่เห็นใช้ได้มาเยอะแล้ว อย่างแขนกลอุตสาหกรรมใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมเยอะ หลากหลายมาก หุ่นยนต์ทอผ้าก็มีไม่ได้ใช้คนทอผ้าอย่างเดียว ใช้หุ่นยนต์ทอผ้า ใช้หุ่นยนต์ในการตรวจสอบว่าผ้าถูกต้องรึเปล่า แล้วใช้ในการดูประกอบรถยนต์ เชื่อมเหล็ก เราเห็นภาพคนเชื่อมตามตึก แต่ในโรงงานจริงเป็นหุ่นยนต์หมดแล้ว ถ้ารับใช้ภายในบ้าน ตอนนี้เราเห็นชัดๆ เลย หุ่นยนต์ดูดฝุ่น มันเข้ามาแล้ว เราเรียกหุ่นยนต์ มันคือหุ่นยนต์แล้ว อันนี้มันคล้ายกันเราเริ่มมีตัวให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นแล้ว ฐานก็ดูดฝุ่นได้ ตัวก็ส่งของ หยิบจับ หรือเช็ดบนตู้ได้แล้ว เริ่มพัฒนาต่อยอดเข้าใกล้ชีวิตเรามากขึ้นกว่าเดิม
 
ในการที่หุ่นยนต์เริ่มเข้ามามีบทบาท รวมไปถึงสามารถทำอะไรได้หลายๆอย่าง การที่เป็นแบบนี้เราควรที่จะกลัวไหม ว่าหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ในเรื่องหรือสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้

     เป็นคำถามที่ทุกคนต้องถามจริงๆ ในมุมมองของพี่ เราน่าจะปรับตัวมากกว่ากลัว เราไม่ควรจะกลัวสิ่งใหม่ๆ เพราะว่าสิ่งใหม่ๆ มันมาอยู่แล้ว คนที่กลัวสิ่งใหม่ๆ คือคนที่ไม่อยากจะเปิดรับสิ่งใหม่หรือว่าประมาณว่ากลัวตัวเองอยู่ในโลกเก่า เรียกว่าโลกเก่าแล้วกัน ไม่อยากจะขึ้นมาโลกใหม่เลย ใช้ชีวิตได้ในโลกของตัวเองอยู่เท่านั้น ไม่อยากจะปรับตัวเองในการใช้ชีวิต มนุษย์เราปรับตัวในการใช้ชีวิตมาหลายยุคหลายสมัย นี่ก็เป็นอีกยุคหนึ่งที่ทุกคนควรจะปรับตัวมากกว่าที่จะกลัวและต่อต้านมัน เพราะว่าอย่างที่บอกว่าในตอนนี้ ประชากรลดน้อยลงในวัยทำงาน แต่ว่าเราต้องการแรงงานเท่าเดิม เราไม่มีคนจะมาจ้างแล้ว หุ่นยนต์มาแก้ปัญหาตรงนี้ ไม่ได้มาแย่งงานของเรา แต่ถ้าคนทั่วไปมีความสามารถที่ต่ำกว่าหุ่นยนต์ ใช่หุ่นยนต์จะมาแย่งงานคนที่มีความสามารถน้อยกว่าหุ่นยนต์แน่นอน แต่แทนที่เราจะเป็นอย่างนั้น เราพัฒนาตัวเองให้เราคุมมันดีกว่าไหม ไม่ใช่ว่าให้มันมาคุมเรา เราควรจะปรับตัว อย่างยุคหนึ่งที่ หลักๆ เลย ที่ปรับตัวมาแล้วคือเรื่องโทรศัพท์มือถือ ถามว่าทุกวันนี้เราใช้ไหม ใช้ ขาดไปวันหนึ่งเหมือนขาดอะไรไป หายไป ใจมันโหว่งๆ คนอื่นกดได้ ทำไมเรากดไม่ได้ แต่ว่ามียุคหนึ่งเขาต่อต้านกันมากโทรศัพท์มือถือ เรียนวิศวกรรมมา เขาจะเรียนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับโทรคมมาคม เป็นยุคที่นักวิชาการหรือระดับคล้ายๆ ดร.แนวหน้าเขาต่อต้านกันสูงมาก เขาบอกว่าโทรศัพท์มือถือเป็นแค่เหมือนของเล่นใหม่ คนเห่อ แล้วเดี๋ยวก็เลิกเห่อ เป็นอย่างไรผ่านมา 50 ปี โทรศัพท์มีแต่บูมๆ ขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นใช้อะไร ถ้าไม่ใช้โทรศัพท์ใช้รหัสmorseหรือโทรเลข ถามว่ามันพัฒนาจากจุดนั้นไหม ใช่ เราทุกคนก็ปรับตัวได้ มันก็เหมือนกัน Generationต่อไป เราก็น่าจะมีคนต่อต้าน สุดท้ายมันก็มาจริงๆ บอกเลยที่confirmมันมาแน่หุ่นยนต์ เราควรปรับตัวมากกว่า เราควรจะรู้ว่าในอนาคตเราจะเจออะไร เราเตรียมพร้อมก่อน เราก็จะพร้อมมากกว่าคนอื่นด้วย มันจะดีกว่าสำหรับพวกเรามากกว่า ที่จะปรับตัวไม่ใช่กลัวการเปลี่ยนแปลง ในความคิดเห็นส่วนตัวของพี่ทราย คิดว่ามนุษย์เราต้องปรับตัวอะไรไหม ถ้าสมมุติมีหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ก็ต้องปรับตัว เช่น ในเรื่องโทรศัพท์ก่อนที่จะเป็นโทรศัพท์มือถือ เราต่อต้านโทรศัพท์ครั้งแรก พอเปลี่ยนจากโทรสารเป็นโทรศัพท์บ้านก่อน มันจะมีสิ่งที่เรียกว่าชุมสายโทรศัพท์ โทรเข้าไปเหมือนcall centerในเขต ติดต่อบ้านเลขที่นี้ เขาจะดึงสายจากบ้านเราไปเสียบที่สายบ้านเลขที่นั้นแล้วกดต่อสายไปอีกที นั่นใช้มือคนในการทำ แล้วสุดท้ายตอนนี้ไม่มีอาชีพนี้อีกแล้ว หมายความว่าสุดท้าย บางอาชีพจะหายไป อันนี้จริงเพราะว่าเทคโนโลยีหรืออะไรบางอย่างมันเข้ามาแทนที่ เราควรปรับตัว คนที่สามารถสร้างระบบนั้นมาก่อน อย่างเช่นคนเสียบชุมสาย คนที่พัฒนาระบบนี้มา ก็คือทำให้อาชีพนี้หายไปอันนี้ก็ต้องยอมรับ มันสะดวกสบายกว่า แทนที่จะมารอคนชุมสายคนเดียวมาเสียบ เราก็ถือสายโทรศัพท์รอ3-4นาที ตอนนี้มันทีเดียวไปเลย มันก็สะดวกสบายกว่า เราก็น่าจะปรับตัวเตรียมตัวรู้แนวทางของโลกในอนาคต ว่าสิ่งไหนมันจะคงอยู่เหมือนเดิมหรือว่าตรงไหนมันกำลังจะตายลงไปเรื่อยๆ หรือสิ่งไหนกำลังจะเติบโต แนะนำก็คือ ให้ไปอยู่ในสิ่งที่เติบโตดีกว่า สิ่งที่กำลังจะตายลงไป เราไปอยู่คือโดนแย่งงานแน่ๆ เราไม่ควรจะไปอยู่ในสิ่งนั้นอยู่แล้ว อย่างคนประกอบรถยนต์ตอนนี้ไม่มีแล้ว มีแต่คนคุมเครื่องจักร เราไปเป็นคนคุมหุ่นยนต์ดีไหมไม่ใช่ให้หุ่นยนต์มาคุมเรา หรือว่าหนักที่สุดคือเป็นคนขับหุ่นยนต์อะไรอย่างนี้ ยังต้องมีคนสร้างหุ่นยนต์อยู่ เป็นคนสร้างหุ่นยนต์ดีกว่าไหม หรือว่าคิดค้นสิ่งใหม่ๆ หรือว่าเป็นอาชีพที่อยู่ร่วมกับมัน ไม่ใช่อาชีพที่โดนมันแย่ง อาจจะต้องปรับตัวจุดนี้หน่อย
สุดท้ายอยากให้พี่ทรายแนะนำนิสิต น้องๆ รุ่นต่อๆ ไปในการส่งผลงานเข้าประกวดอย่างไรให้ประสบความสำเร็จแบบนี้

     ถ้าเกี่ยวกับเรื่องการแข่งหรือการประกวดอยากจะส่งผลงานหรืออะไรแล้วจะได้รางวัล ขั้นแรกเลยทุกอย่างคือจะทำอะไร จะมีใบมาหรืออะไร จะมีคะแนนแต่ละอย่างคืออะไร คิดง่ายๆ สำหรับพี่ทำให้ได้เต็มทุกข้อ เหมือนทำข้อสอบ ถ้ามันถูกทุกข้อ เต็มทุกข้อ อย่างไรก็ที่หนึ่ง หรือยังไงก็แชมป์เราก็ทำเตรียมตัวเพื่อสำหรับสิ่งนั้น ไม่ใช่ว่าได้อันนี้ก็ดีแล้ว ไปหวังว่าคนอื่นจะทำสิ่งนี้ไม่ได้ ไม่ได้เราควรจะทำให้ได้ทุกสิ่ง ให้ได้มากที่สุดที่เราจะทำได้ ไม่ใช่ว่าคนอื่นทำไม่ได้หรอกข้อนี้ แล้วไปถึงทำได้ ทำยังไงล่ะ แพ้สิ เราทำให้ได้ทุกอย่างก่อนดีกว่า ทำให้ได้เยอะที่สุด ถ้ามันเต็ม เดี๋ยวก็ชนะเอง แต่ในความเป็นจริงเต็มไม่ได้หรอก ก็มีหักๆ คะแนน ก็จะยังอยู่ใน rangeที่ค่อนข้างสูงอยู่จะต้องเตรียมตัวมากหน่อยในระดับหนึ่ง พี่เน้นการเตรียมตัว พวกพี่ใช้เวลา 3 ปีในการเตรียมตัวไปแข่งครั้งนี้ เพราะฉะนั้นเวลาและความตั้งใจในการทำสิ่งต่างๆ คือสิ่งสำคัญkeywordเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมของการจะลงไปแข่ง ทำอะไรคือต้องมีความพร้อม ไม่ใช่เร่งให้พร้อมตอนนี้เป็นไปไม่ได้ ต้องอดทนหน่อยให้ตัวเราพร้อมจริงๆ แล้วเดี๋ยวเราจะสำเร็จเอง ยิ่งถ้าเกิดเราอยากจะสำเร็จเร็ว เราวิ่งเร็ว สุดท้ายมันล้ม เราเจ็บมาก อันนี้ยืนยัน จะเจ็บมาก คล้ายๆ กัน นักกีฬาวิ่ง วิ่งทุกวัน ค่อยๆ เพิ่มระยะ เพิ่มความเร็ว เพิ่มระยะ เพิ่มความเร็ว เพิ่มระยะ เพิ่มความเร็วแล้วค่อยลงแข่ง ไม่ใช่ไม่เคยซ้อมเลยแล้วไปลงแข่ง มันล้มเหลวอยู่แล้ว การเตรียมตัวสำคัญมาก ให้เตรียมตัวจนเราคิดว่าเราพร้อมแล้วจริงๆ ที่จะไปเอาแชมป์มา อย่างพี่ก็พลาดสามคะแนน คือทีมที่หนึ่งได้ 93 คะแนน พี่ได้ 90 คะแนน เป็นสามคะแนนที่เจ็บใจจริงๆ มันนิดเดียวเอง คือต้องยอมรับหมายความว่าเขาเตรียมตัวพร้อมกว่าเรา อันนี้เรายังเตรียมความพร้อมไม่พอ หวังว่ารุ่นน้องจะเตรียมตัวพร้อมกว่าพี่ ในการจะเอาแชมป์มาแทนพี่
นี่คือสาวสวยคนเก่งของเรา วันนี้ต้องขอบคุณพี่ทรายมากๆ เลย ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ดีๆ รวมไปถึงคำแนะนำดีๆ และมาสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ ด้วยนะคะ

ทรัพยากรสารสนเทศของสำนักหอสมุดที่เกี่ยวข้อง

ชื่อเรื่อง

  1. สู่โลกการสร้างหุ่นยนต์ / ทีมงานสมาร์ทเลิร์นนิ่ง
  2. หุ่นยนต์ในเมืองไทย / สุเจน กรรพฤทธิ์
  3. THE Microcontroller: A PARADIGM FOR A ROBOT BUILDING BLOCK.
  4. คัมภีร์การใช้งานหุ่นยนต์ (Robot) / เดชฤทธิ์ มณีธรรม
  5. การควบคุมแขนหุ่นยนต์ / อำนาจ ภู่สิทธิศักดิ์
  6. Robot C Programming for beginner การเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์สำหรับผู้เริ่มต้น / ทีมงานสมาร์ทเลิร์นนิ่ง
  7. Robot companions : MentorBots and beyond
  8. Robot control : the task function approach / Claude Samson, Michel Le Borgne and Bernard Espiau
  9. Robot brains : circuits and systems for conscious machines / Pentti O. Haikonen
  10. Robot dynamics and control / Mark W. Spong, M. Vidyasagar
  11. วิศวกรรมหุ่นยนต์ / สถาพร ลักษณะเจริญ
  12. Robot modeling and control / Mark W. Spong, Seth Hutchinson, M. Vidyasagar
  13. Robot motion : planning and control / edited by Michael Brady ... [et al.]
  14. เปิดโลกหุ่นยนต์--สำหรับนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ / โดย KatsuhitoKiida ; แปลโดย อรรณพ เรืองวิเศษ และกฤษดา วิศวธีรานนท์ ; บรรณาธิการโดย กฤษดา วิศวธีรานนท์
  15. หุ่นยนต์ ดาวเด่นยุคใหม่ / เจน วราหะ

 

KULIB Talk No.20 รางวัลระดับนานาชาติ Outstanding Award จาก Citizen Innovation ประเทศสิงคโปร์ ในงานวันนักประดิษฐ์ประจำปี 2562 ทีมนิสิตวิศวกรรมการอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน


      วันนี้เราเดินทางมาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งเป็นหนึ่งในวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งกว้างขวางร่มรื่นและมีความสวยงาม ที่เรานั่งอยู่ตรงนี้คือสำนักหอสมุดกำแพงแสน วันนี้เราได้รับเกียรติจากน้อง ๆ ที่ไปสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย และประเทศไทย ในการเข้าร่วมแข่งขันและได้รับรางวัลระดับนานานชาติ Outstanding Award จากองค์กร Citizen Innovation ประเทศสิงคโปร์ ในงานวันนักประดิษฐ์ประจำปี 2562 ซึ่งจัดไปเมื่อวันที่ 2 - 6 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ในชื่อผลงานกระบวนการฆ่าเชื้อในอาหารเหลว ในสภาวะอุณหภูมิต่ำโดยการทำลายผนังเซลล์เชื้อโรคด้วย pulsed electric field และสลายสายพันธะ DNA ของเชื้อโรคด้วยรังสี UVC เข้มข้น ซึ่งรางวัลนี้เป็นรางวัลนักคิดสิ่งระดิษฐ์รุ่นใหม่ประจำปี 2562 ระดับอุดมศึกษา กลุ่มอาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

libtalk20 1

     ขอต้องรับน้อง ๆ กลุ่มนิสิตวิศวกรรมการอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนทั้ง 7 ท่านคือ นายภาณุวัฒน์ รอดคลองตัน (โจ) นายภาณุเดช นาคอ่วมค้า(แบงค์) นายวรพล โป๊ะแสง (พีท) นางสาวภัทรพร พุทธพรหม (แฟนต้า) นางสาวคณิศร ทรัพย์มาก (หยก) นางสาวธีริศรา มิคาระเศรษฐ์ (ปิ๊ง) นายคุณวุฒิ ขวาอุ่นหล้า (คุณ) ชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมการอาหาร
ช่วยบอกเล่าความเป็นมา ที่มารวมตัวกันเป็นทีม 7 คน และส่งผลงานเข้าประกวดได้อย่างไร


      เริ่มจากเราผู้หญิง 3 คน ก่อนคะ สนใจประกวด และเห็นว่าโครงงานที่เราคิดมันควรมีผู้ชายอยู่ด้วยเลยชักชวนผู้ชายในสาขามาร่วมทีม ที่ต้องมีผู้ชายด้วยเพราะต้องมีงานใช้แรงงานด้วยค่ะ
รางวัลของน้อง ๆ ที่ไปนำเสนอในงานวันนักประดิษฐ์ โดดเด่นและได้รับความสนใจจากองค์กร Citizen Innovation จากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นองค์กรที่พัฒนาเอกชนหรือกลุ่มคนที่มีนวัตกรรมที่ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ รวมถึงการให้ความรู้เชิงเทคนิคสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการ สำหรับผลักดันที่จะทำผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมใหม่ ๆ เปิดสู่ตลาดโลก ซึ่งเขามอบรางวัล Outstanding Award ให้กับผลงานของเรา อยากให้น้อง ๆ เล่าถึงโอกาสในครั้งนี้ว่าพวกเราได้มีโอกาสได้เข้าไปร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ได้อย่างไร มีขั้นตอนที่จะเข้าร่วมแข่งขันอย่างไรบ้าง


      อย่างแรกต้องขอบคุณ อาจารย์วรพจน์ ศตเดชากุล ที่แนะนำงานนักประดิษฐ์ให้ เราได้ส่งผลงานได้เข้าแข่งขัน ขั้นตอนในการเข้าร่วมแข่งขันคือเราส่งแนวคิดเข้าแข่งขัน เมื่อผ่านคัดเลือกก็สามารถนำผลงานเข้าไปโชว์ในงานนักประดิษฐ์ได้


เล่าให้ฟังนิดหนึ่งว่าบรรยากาศในการแข่งขัน การที่เรานำผลงานไปนำเสนอเป็นอย่างไรบ้าง คนเยอะแค่ไหน เราตื่นเต้นไหมในการนำเสนอผลงาน

      สำหรับรรยากาศในงานคือเขาจะมีบูทสำหรับจัดงาน คือจะมีระดับอุดมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และก็มีบูทของงานวิจัยของอาจารย์ที่ได้รับรางวัลดีเด่น และก็มีบูทสำหรับรางวัลที่เข้าร่วมแข่งขันทั้งชาวต่างชาติ และคนไทยที่ได้ไปแข่งในระดับนานาชาติ มาให้เราเข้าไปปรึกษาหาความรู้ได้ และบรรยากาศการแข่งขันสำหรับผมนะครับได้เดินงานเยอะมากบูทไม่ค่อยอยู่ก็จะเห็นว่าแต่ละบูทเขาพรีเซนต์อย่างไร เราก็เอามาปรับปรุงตัวเราว่าควรจะพรีเซนต์อย่างไรบ้างที่จะได้ขึ้นรับรางวัล

ผลงานที่ชื่อว่า “กระบวนการฆ่าเชื้อในอาหารเหลว ในสภาวะอุณหภูมิต่ำโดยการทำลายผนังเซลล์เชื้อโรคด้วย pulsed electric field และสลายสายพันธะ DNA ของเชื้อโรคด้วยรังสี UVC เข้มข้น” ช่วยอธิบายว่าโดยปกติกระบวนการทำลายเชื้อโรคในอาหารมีกี่แบบ แบบไหนบ้าง

      กระบวนการทำลายเชื้อโรคในอาหารหลัก ๆ จะแบ่งเป็น 3 อย่างก็คือ 1. พาสเจอร์ไรส์ (Pasteurization) 2. Sterilization 3. UHT ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีอุณหภูมิ ระยะเวลาที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ปัจจัยจะขึ้นอยู่กับอาหารของเราเป็นชนิดไหน หรือว่าภาชนะบรรจุอาหารของเราเป็นชนิดไหนด้วยครับ

ประเด็นสำคัญที่ผลงานของน้อง ๆ ทำให้ได้รับรางวัลก็คือ การรักษาคุณค่าทางอาหารของอาหารและประหยัดพลังงานในการฆ่าเชื้อ อันนี้คือจุดเด่นเป็นปัจจัยหลักของผลงานเราเลย น้อง ๆ มีแนวคิดการสร้างผลงานนี้มาจากไหน

     สำหรับแนวคิดเริ่มต้นคือ ได้มาจากอาจารย์ที่ปรึกษาคือ อาจารย์วรพจน์ ศตเดชากุล อาจารย์แนะนำให้พวกผมไปอ่านงานวิจัยของอาจารย์พานิช อินต๊ะ และได้พาพวกผมทั้ง 7 คน ไปศึกษาดูงานจริงและหลังจากศึกษาดูงานก็มาประชุมกันกับอาจารย์ที่ปรึกษาว่าเราจะต่อยอดอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


ได้ไปศึกษาดูงานที่ไหน

      มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีการฆ่าเชื้อในระดับพาสเจอร์ไรส์ด้วยวิธี pulsed สนามไฟฟ้ามาใช้ร่วมกับแสงอัลตราไวโอเลตและคลื่นอัลตร้าโซนิค ผลที่เราคาดว่าจะเกิดจากผลงานแนวคิดของเราคืออะไร ลองอธิบายเป็นแผนงาน ขั้นตอนองค์ประกอบว่ามีความเป็นมาอย่างไรบ้าง


      งานวิจัยที่นำไปแข่ง เป็นการนำเสนอแนวคิด ถ้านำไปสร้างจริงและสามารถใช้ได้จริง คาดว่าจะสามารถรักษาคุณค่าทางอาหารและช่วยลดพลังงานได้มากขึ้น ขั้นตอนแผนงานที่เราทำคือ เราเริ่มจากการศึกษาดูงานจากอาจารย์ท่านอื่นหรือว่าบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลงานของเราและเราก็นำมาปรับใช้ประยุกต์กับงานของเราให้มีประโยชน์ เมื่อเรามีความรู้มากเพียงพอก็จะนำไปสร้างออกแบบเครื่องให้มีประสิทธิภาพเหมือนที่เราคิดไว้ หลังจากนั้นเราก็จะทำการทดลอง เก็บผล สรุปผล


พิธีกร: ก็จะมีขั้นตอนในหลาย ๆ ขั้นแรกเริ่มก็จะเริ่มจากการศึกษาก่อน และดูว่าแนวคิดไหนที่เราจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ ออกแบบ ทดลอง จนออกมาเป็นแนวคิดที่เรามองว่าสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว และนำแนวคิดไปเสนอมีการแบ่งหน้าที่การทำงานอย่างไร


      เริ่มแรกเราก็ถามว่าใครอยากทำตรงไหน หรือสมัครใจ หรือชอบด้านไหนเป็นพิเศษเราก็จะให้คนนั้นได้ทำตรงนั้นก่อน ถ้ามีคนไหนทำไม่ได้ไม่เข้าใจเราก็จะลงไปช่วยกัน ส่วนงานตรงอื่น ๆ ที่เหลือเราก็จะเลือกว่าคนนี้มีประสิทธิภาพในด้านนี้หรือว่าเข้าใจในด้านนี้เราก็จะให้คนนั้นได้ทำตรงนั้นด้วยครับ

พิธีกร: ถามความสมัครใจก่อน ถือที่ว่าเราชอบอะไรก็จะทำได้ดี หลังจากนั้นเราก็มาดูว่าเพื่อนในกลุ่มเราใครมีความสามารถทางด้านไหนที่เฉพาะเราก็จะใช้คนให้ถูกกับงาน ทำให้งานสำเร็จออกมา เป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจ


 ได้รับบทเรียนอะไรบ้างจากการทำผลงานในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานร่วมกัน หรือจะเป็นเรื่องความรู้ที่ได้จากผลงานในครั้งนี้


      เนื่องจากที่เราเป็นมือใหม่ เราก็จะมีปัญหาตั้งแต่ การหาข้อมูลถูกต้องไหม ลงมือทำถูกต้องไหม อย่างตอนที่เราสร้างเครื่องด้วยกันมันก็จะมีบางอย่างเสียบาง พังบาง ช็อตบาง ไม่เป็นไปตามที่เราคิด เราก็ได้ช่วยกันแก้ปัญหา ณ ตอนที่เราทำงานตอนนั้น


มีจุดไหนบ้างที่เราวางแผนไว้อย่างดีเลยแต่ว่ามันไม่เป็นไปตามแผน เกิดปัญหาระหว่างงานขึ้น แล้วเรามีการแก้ปัญหาอย่างไร


      ที่วางแผนไว้ตั้งแต่ต้นคือ เราจะใช้อัลตร้าโซนิคด้วยแต่ทีนี้ ปัญหาที่เราเจอตั้งแต่ข้างต้นเลยคือ เครื่องควบคุมมันเกิดความเสียหาย เราลองเปลี่ยนเครื่องใหม่มาแล้วก็ยังเสียหายอยู่ จริง ๆ เราอยากส่งเป็นตัวที่เราทำสำเร็จไปเลยไปแข่ง พอเราต้องแก้ปัญหาเราช่วยกันคิดว่าเราควรทำไงดี เราก็ส่งเป็นตัวต้นแบบไป ไปบอกเขาว่างานของเราเกิดปัญหาจริง ๆ เราจึงสร้างตัวต้นแบบ เพื่อช่วยให้เราพรีเซนต์ได้ดียิ่งขึ้น แบบว่าช่วยในการพรีเซนต์


พิธีกร: เครื่องจริงที่ตั้งใจไว้มีปัญหา ก็เลยสร้างต้นแบบนั้นแปลว่าเราต้องทำงานเยอะขึ้นอีก เพราะเราต้องสร้างต้นแบบเพื่อการอธิบาย นำเสนอที่มันชัดเจน เนื่องจากว่ามันไม่ใช่ของจริง


Project นี้รายละเอียดค่อนข้างเยอะ เรามีการศึกษาหาข้อมูลจากแหล่งไหนบ้าง เพื่อที่จะนำมาใช้อ้างอิงทำงานในครั้งนี้


      เราศึกษาหาข้อมูลจาก internet จากห้องสมุดจากฐานข้อมูล databases และได้ไปดูงานที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา


ผลงานในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เรามองไว้ว่าเราอยากจะต่อยอดผลงานนี้ต่อไปอย่างไรบ้าง
      ผลงานนี้เราก็มาทำต่อยอด ก็คือเราจะมาทำเป็น project ของผม (พีท) แบงค์ และโจ ซึ่ง project อันนี้เราต้องเข้าไปคุยกับอาจารย์ก่อนว่าเราสามารถทำได้ไหม เราก็เข้าไปคุยแนวโน้มก่อนว่าถ้าทำได้จริงแล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไร อาจารย์ก็ได้พิจารณาแล้วว่า ความเป็นไปได้มันมี ก็ให้ทำเป็น project ต่อได้


จากที่เล่ามาเราผ่านทั้งการคิด วางแผน เก็บวิเคราะห์ข้อมูล เป็นประสบการณ์มากมาย อยากจะให้เราบอกนิดหนึ่งว่าประสบการณ์สูงสุดที่ตัวเราได้จากการส่งผลงานเข้าประกวดในครั้งนี้คืออะไรบ้าง ในแนวคิดของแต่ละคน

  • นายภาณุวัฒน์ รอดคลองตัน: การทำงานเป็นทีม ทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ การจัดการด้านเวลา การ manage คนให้ถูกกับงานเพื่อที่จะทำให้งานสำเร็จไปได้ด้วยดีครับ
  • นายภาณุเดช นาคอ่วมค้า: สำหรับตัวผมคือ การใส่ใจรายละเอียด การให้เวลากับงาน เพราะงานพวกผมเป็นงานด้านอาหารก็ต้องใส่ใจรายละเอียดให้มากขึ้นครับ
  • นายวรพล โป๊ะแสง: สำหรับผมคือ ก่อนอื่นเลยเราต้องวงแผนให้ดีและก็มีหน้าที่ของแต่ละคนชัดเจน ถ้าเราทำงานกันเป็นกลุ่มหรือว่าช่วยเหลือกันอย่างนี้ครับและก็ต้องดูความเป็นไปได้ของงานนี้ ใครมีหน้าที่ตรงไหนที่ทำได้ดีมากกว่ากัน ใครเหมาะกับงานอันไหน และต้องดูรายละเอียดด้วยว่า รายละเอียดมันมากน้อยแค่ไหน เราต้องใส่ใจกับรายละเอียดนั้นให้มากขึ้นกว่าเดิมครับ
  • นางสาวภัทรพร พุทธพรหม: ได้ไปแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคนในกลุ่มที่ส่งประกวดกลุ่มเดียวกันหรือต่างกลุ่ม แบบว่าได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหาร เกี่ยวกับด้านสุขภาพค่ะ
  • นางสาวคณิศร ทรัพย์มาก: ได้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าค่ะ
  • นางสาวธีริศรา มิคาระเศรษฐ์: ได้ความรู้เกี่ยวกับการนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติค่ะ
  • นายคุณวุฒิ ขวาอุ่นหล้า: ได้เห็นผลงานการวิจัยที่เขาประสบความสำเร็จที่เรายังไม่ได้เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อนในวันงานครับ


พิธีกร : เป็นประสบการณ์ที่ทุกคนได้รับ โดยหลัก ๆ ก็คือ เราต้องวางแผนให้ดี บริหารคนให้ถูกกับงาน บริหารเวลา ใส่ใจรายละเอียดรวมถึงประสบการณ์ที่คล้าย ๆ กับการทำงานจริง ได้นำเสนอผลงานจริง ได้แก้ปัญหาเมื่อเกิดปัญหาหน้างาน ได้เห็นประสบการณ์จากคนอื่นว่าเขาทำอย่างไรบ้างนำมาพัฒนาตัวเราต่อได้ เป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก
คำถามสุดท้าย เป้าหมายของแต่ละคนที่มองและตั้งใจไว้คืออะไร

  • นายคุณวุฒิ ขวาอุ่นหล้า: เป้าหมายที่จะทำต่อจากเรียนจบ ก็อาจจะทำงานหาประสบการณ์เราเรียนมา 4 ปี เราสามารถทำงานเลยได้ไหม เพียงพอสำหรับทำงานจริงเลยไหม เราค่อยไปดูอีกทีว่าเราจะเรียนต่อในสายไหน ถ้าเรียนต่อคงเป็นสายอาหารก็ต้องมาเรียนปรับปรุงนวัตกรรมอาหารให้มันดียิ่งขึ้นครับ
  • นางสาวธีริศรา มิคาระเศรษฐ์: ก็อยากทำงานในบริษัทใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวกับสายงานที่เราเรียน
  • นางสาวคณิศร ทรัพย์มาก: ก็จะหาประสบการณ์จากการทำงานก่อน จากนั้นก็จะเรียนต่อค่ะ
  • นางสาวภัทรพร พุทธพรหม: อยากหาทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ
  • นายวรพล โป๊ะแสง: สำหรับผมก็วางแผนเรียนต่อในระดับปริญญาโทถ้าจบปริญญาโทก็จะเรียนต่อไปด้วยครับ ในเรื่องของการทำงานก็อยากจะทำเป็นธุรกิจส่วนตัวช่วยที่บ้าน วางแผนขยายธุรกิจให้มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วยครับ
  • นายภาณุเดช นาคอ่วมค้า: สำหรับผมก็คงทำงานในด้านที่เรียนจบเพื่อนำไปพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ครับ
  • นายภาณุวัฒน์ รอดคลองตัน: สำหรับผม หลังจากเรียนจบก็อยากจะทำงานก่อนเพื่อเก็บประสบการณ์ อาจจะมาเรียนต่อและศึกษาความรู้ด้านอาหารและนำไปใช้ประโยชน์ให้มากกว่านี้ครับ

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่น่าสนใจ

 

 

 

 

Page 1 of 2