การพัฒนาระบบตรวจจับปูม้าลอกคราบอัตโนมัติ

การพัฒนาระบบตรวจจับปูม้าลอกคราบอัตโนมัติ

วันนี้ เราได้รับเกียรติจาก อาจารย์.ดร.สุขกฤช นิมิตกุล อาจารย์ประจำภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งอาจารย์เป็นผู้ที่พัฒนาระบบตรวจจับปูม้าลอกคราบอัตโนมัติ เป็นระบบที่ทำให้เราสามารถกินปูม้านิ่มได้ง่ายขึ้น ซึ่งปูม้านิ่ม เป็นอาหารทะเลที่มีความต้องการในตลาดสูง ทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากกินได้ทั้งตัว แล้วก็ไม่ต้องเสียเวลาแกะเปลือกแกะกระดอง มีปริมาณเนื้อส่วนที่รับประทานได้มากกว่าปูที่มีเปลือกแข็ง 3-4 เท่า

     วันนี้รบกวนอาจารย์ให้ความรู้เกี่ยวกับปูม้านิ่มหน่อยครับอาจารย์ คำถามแรกเลย ผมอยากรู้ว่า ปูนิ่มกับปูธรรมดามีความแตกต่างกันอย่างไรครับ

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทางสำนักหอสมุดนะครับที่ได้มาสัมภาษในวันนี้ ก่อนอื่นก็ต้องอธิบายว่าปูนิ่มไม่ได้เป็นปูชนิดใหม่ หรือไม่ได้เป็นปูอีกชนิดนึง ตามที่หลายคนเข้าใจกัน ปูนิ่มก็คือปูปกติ เพียงแต่ว่า ในช่วงชีวิตนึงของปู กุ้ง ไม่สามารถขยายร่างกายได้เหมือนมนุษย์ เพราะมนุษย์มีผิวที่อ่อนนุ่มยืดหยุ่นขยายได้ เหมือนเวลาอ้วน ท้องเราก็จะยื่นออกมา พอผอม ท้องก็ยุบไป แต่สัตว์พวกนี้มีข้อเสียอย่างนึงคือ เปลือกเขาแข็ง เพราะฉะนั้นเปลือเขาไม่สามารถยืดหยุ่นได้เหมือนเราที่มีเนื้อหนัง เขาก็ต้องใช้วิธี ทิ้งเปลือกเก่า แล้วก็สร้างเปลือกใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม คือกระบวนการนี้เขาเรียกว่า กระบวนการลอกคราบ เพราะฉะนั้น ในระหว่างที่เขาสลัดเปลือกเก่าออกไป เปลือกที่กำลังจะขึ้นมาใหม่มันยังอ่อนนุ่มอยู่ แค่ระยะเวลาสั้นๆ พอผ่านไปชั่วโมงนึง หรือสาม-สี่ชั่วโมง เปลือกจะค่อยๆแข็งขึ้น จนกระทั่งแข็งเป็นเปลือกใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม มนุษย์ก็ไปค้นพบว่า ถ้าเราจับปูหรือกุ้งตอนที่เพิ่งลอกคราบใหม่ๆ เปลือกยังอ่อนนุ่มอยู่ เอามาแช่แข็ง เปลือกก็จะยังอ่อนนุ่มอยู่ ก็เลยเป็นที่มาของปูนิ่ม เพราะว่า ข้อหนึ่งของการกินปูคือ ไม่ค่อยมีใครอยากแกะปู เพราะลำบาก มือเลอะเปอะเปื้อน ก็เลยกินปูนิ่ม ปูนิ่มในที่นี้คือปูที่เพิ่งลอกคราบใหม่ ที่จับมาแช่เย็นก่อนที่คราบใหม่จะแข็ง ก็เลยเป็นที่มาของปูนิ่ม ทีนี้ ปูที่เรานิยมเอามาทำเป็นปูนิ่มในปัจจุบัน คือปูทะเลหรือพวกปูดำทั้งหลาย ก็คือปูที่จับได้ทางป่าชายเลน ก้ามใหญ่ๆตัวสีดำออกเขียว เพราะอยู่บนบกได้หลายวัน แค่นำผ้าเปียกมาคลุมไว้ ตัวนี้หละครับที่เรานิยมนำมาทำปูนิ่ม ก็แสดงให้เห็นว่า ปูนิ่มไม่ใช่สัตว์ชนิดใหม่ เป็นแค่ เราอาศัยช่วงที่เขากำลังเจริญเติบโตเอามาเป็นประโยชน์กับมนุษย์ คือการกินโดยไม่แกะเปลือก

     ปูนิ่มที่อาจารย์พัฒนา ศึกษาอยู่ เป็นสายพันธ์อะไรครับ

คือต้องย้อนไปก่อนนะครับ ว่า ปูนิ่มเนี่ยเราเป็นคนคิดค้นรึเปล่า เปล่าครับ เขาทำกันมาหลายสิบหลายร้อยปีแล้ว เพียงแต่ว่า ปัญหาในปัจจุบันที่เกิดขึ้นกับธุรกิจปูนิ่มในไทย หรือเอเชีย คือการขาดแคลนลูกพันธ์ แล้วทำไมถึงขาดแคลน ก็ต้องอธิบายว่า กระบวนการผลิตปูนิ่มเนี่ย ทำยังไง ขั้นแรกเลย ก็คือต้องเอาปูตัวเล็กๆมาใส่กระบะพลาสติก1ตัว ต่อ1กระบะ เพื่อแยกไม่ให้อยู่รวมกัน เพราะปูมีนิสัยกินกันเองเมื่ออีกตัวลอกคราบ ปรากฏว่า กระบวนการนี้ต้องใช้ปูเยอะ เพราะฟาร์มๆนึงมีปู2หมื่น-7หมื่นตะกร้า นั่นหมายความว่า เราต้องเอาปูใส่ตะกร้า7หมื่นกระดอง ก็ต้องใช้ลูกปูเยอะ ลูกปูก็ต้องดักจับ ไม่มีฟาร์มเพาะเลี้ยง ก็ต้องดักจับตามธรรมชาติ ปูพวกนี้อาศัยตามป่าชายเลน เพราะฉะนั้น ป่าชายเลนเราพื้นที่เหลือน้อยลงจากการทำนากุ้ง การบุกรุก ทำให้ลูกพันธ์พวกนี้หายไป วิธีการแรกๆก็ไปหาประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีป่าชายเลน ไม่ว่าจะเป็นพม่า อินเดีย บังคลาเทศ ทำไปมาประเทศเหล่านั้นก็คงคิดว่า ปูก็ของเรา แรงงานในฟาร์มก็แรงงานประเทศเรา แล้วทำไมเราไม่ทำเอง เขาก็เลยมีการทำฟาร์มของประเทศเขาเยอะ บางส่วนเรานำเข้าลูกปูมา โดยที่เขาคัดลูกปูตัวที่ดีๆไว้เรียบร้อย ตัวที่ไม่ดีก็ส่งมาขายเรา ฟาร์มเราก็คือ มีปัญหาเรื่องลูกพันธ์ที่ไม่ดี กระท่อนกระแท่นมาเรื่อย บางครั้งโชคดี มีลูกพันธ์ก็ดีไม่มีก็ไม่รู้จะทำยังไง อันที่สอง อันนี้น่าสนใจ ก็คือ อย่างเมื่อกี้ที่บอกไปว่าถ้าทิ้งเวลาไว้นานกระดองมันจะแข็ง นั่นหมายความว่าหลังจากปูลอกคราบแล้วต้องเอาไปแช่เย็นให้เร็วที่สุด นั่นหมายความว่าทุกสี่ชั่วโมงต้องมาคอยเช็ค ถ้าฟาร์มนึงมี7หมื่นตะกร้า ก็ไล่เช็คไปทุกๆสี่ชั่วโมง เพราปูเขาไม่ได้มาเลือกวัน ว่าวันนี้จะไม่ลอกคราบ เขาก็ลอกตามธรรมชาติของเขา เราก็จะคิดว่า ปูส่วนใหญ่ลอกกลางคืน ทำไมต้องเลือกกลางคืน เพราะความมืดอำพรางตัว เป็นช่วงเวลาที่ตัวเองอ่อนแอที่สุด เพราะถ้าลอกตอนกลางวันก็จะโดนเพื่อนจับกิน นอกจากจะต้องคอยเช็คทุกสี่ชั่วโมง มันยังลอกคราบมากช่วงเที่ยงคืน-6 โมงเช้า มนุษย์ชอบไหมอะ เราไม่ได้นอนอะ คงไม่ไหว ก็เลยเป็นที่มาของกระบวนการทำปูนิ่ม เป็นกระบวนการที่ หนึ่ง เลือกลูกพันธ์ สอง มีปัญหาเรื่องแรงงาน แรงงานต้องอดทน เพราะไปไหนไม่ได้ 4 ชั่วโมง เช็คครั้งนึงไม่ได้ใช้5-10นาที ต้องนั่งไล่ดูไปเรื่อย ดีไม่ดีหมดครึ่งชั่วโมง พอหมดครึ่งชั่วโมงก็ไปนอน อีกสามชั่วโมงตื่นมาเช็คใหม่ ช่วงตี4-ตี5ตาเบลอๆ อาจจะหลุดตัวที่ลอกคราบไปได้ และยังไม่นับการให้อาหาร ต้องมานั่งหยอดอาหาร เพราะฉะนั้นก็จะกลายมาเป็นปัญหาของธุรกิจปูนิ่มในประเทศไทย ทั้งเรื่องการใช้แรงงาน หลักๆก็เรื่องนี้ ส่วนเรื่องตลาดไม่มีปัญหา มีขายหมด มีไม่พอ ซึ่งพูดได้น้อยมากกับสินค้าประมง อย่างปลา ปลานิล จะมีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำบ้าง ปูนิ่มเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาด แต่ไม่สามารถผลิตได้เต็มที่ เพราะติดปัญหาเล็กๆน้อยๆพวกนี้ การผลิตปูนิ่มในอดีตก็จะเป็นแบบนี้ ใช้ปูทะเลดำ และใช้แรงงานในการสาว ซึ่งผมมีวิดิโอ แต่จะเปิดให้ดูทีหลัง ว่ามันต้องใช้คนสาวจริงๆ แล้วคนก็ต้องเก่งมากๆ เพราะว่า ผมเองยังไม่สามารถมองได้ไวเท่าเขาเลย คือเราไปยืนมองตามเขา ตะกร้าผ่านไปไวมาก แต่เขามองเห็นทัน แบบนี้เขาเรียกว่าแรงงานมีทักษะ ซึ่งหายาก เพราะฉะนั้น ก็เกิดความไม่แน่นอนในธุรกิจ นี่ก็เป็นปัญหาในการผลิตปูนิ่มในปัจจุบัน ทีนี้ ทางคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีสถานีวิจัยอยู่5แห่งทั่วประเทศไทย ไม่มีภาคเหนือ, ตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะว่าสถาบันวิจัยเราจะอยู่ภาคกลาง ตะวันออก และใต้ ทีนี้ หนึ่งในสถานีวิจัยนั้นคือสถานีวิจัยประมง คลองวาน ที่ประจวบคีรีขัน ซึ่งสถานีวิจัยนี้เป็นสถานีวิจัยที่วิจัยเรื่องปูม้ามานาน แล้วก็ผลิตปูม้าได้ ผลิตในที่นี้คือ แม่ปูม้าในทะเลมาฟักไข่ แล้วก็มาเพาะเลี้ยงต่อในบ่อดิน ทีนี้ ผมเลยร่วมมือกับทางสถานีวิจัยคลองวาน โดย ดร.วุฒิชัยเป็นหัวหน้าสถานี ท่านก็จบคณะประมงเหมือนกัน เป็นรุ่นพี่ผม ดร.วุฒิชัยหรือพี่เต้ยเนี่ย ก็จะเป็นนักเพาะปูของคณะประมง พี่เต้ยก็ทำเรื่องเพาะปูมานานแล้ว ผมเอง ตอนนั้นก็เพิ่งเรียนจบกลับมา ต้องเล่าย้อนกลับไปนิดนึงว่า ตอนที่ผมเรียน ผมทำงานวิจัยเกี่ยวกับปู แต่ไม่ได้ทำเรื่องปูนิ่ม ผมทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องฮอร์โมนการลอกคราบของปู นั่นหมายความว่า ผมเป็นคนรีดเลือดกับปู ผมทำ ไม่ใช่ปูไม่มีเลือดนะครับ มีเยอะมาก ประมาณ30%ของน้ำหนักตัวเป็นเลือด เพราะฉะนั้น ผมเนี่ย เอาเข็มฉีดยาดูดเลือดปูทั้งวัน นี่คือชีวิตตอนเรียน แล้วกลางคืนก็ต้องออกไปจับปูเอง อาจารย์เขาไม่ทำอะไรให้ เราก็ต้องทำทุกอย่าง มีอยู่วันนึง ผมคิดว่า ผมน่าจะซื้อกล้องNight vision ก็เลยซื้อมา ปรากฏว่า เห็นกระดองปูชัดมาก เพราะแสงอินฟาเรตมันสะท้อนกระดองปู พอมันเห็นชัดเราก็จับปูได้เยอะ เห็นปู แต่ปูไม่เห็นเรา ก็จับมาตั้งแต่สมัยนั้น เมื่อห้าปีที่แล้ว ผมเป็นอาจารย์ใหม่ ก็ได้มีโอกาส เล่าเรื่องนี้ให้ รศ.ดร.วรา ฟัง ท่านก็เสนอไอเดียมาว่า เอาความรู้ตรงนี้มาพัฒนาระบบตรวจจับปูลอกคราบได้ เราก็เลยปิ๊งไอเดีย ตอนแรกก็จะเขียนขอทุน แต่ท่านก็บอกว่าเราเปลี่ยนไม่ใช่ปูดำแล้วมาใช้ปูม้าได้ไหม เพราะสถานีเราผลิตปูม้าได้ ทำไมไม่มีคนใช้ปูม้าเลยในไทย ก็ไปศึกษาเพิ่มเติม ผลออกมาว่า ที่ยังไม่มีใครทำปูม้า เพราะหนึ่ง ยังไม่มีคนเพาะปูม้าในไทย สอง ปูม้าที่ถูกจับจากทะเลมันไม่ทน เอามาใส่กล่องแบบปูดำแล้วมันตาย สาม ปูม้ากระดองแข็งเร็วมาก 1ชั่วโมง นั่นหมายความว่า แรงงานจะหยุดเช็คไม่ได้ ต้องเช็คตลอด มันก็ติดปัญหาเรื่องเทคโนโลยีกับชีววิทยาแล้ว งานนี้ประมงก็เลยทำคนเดียวไม่ได้แล้ว เราก็ไปปรึกษาว่าจะเอาใครมาช่วยดี คิดไปคิดมาก็นึกได้ว่ามก. มีคณะวิศวะ แต่วิศวะอยู่กลางมหาลัย เราอยู่ตรงนี้ ปกติไม่ค่อยเจออาจารย์วิศวะ เราจะทำยังไงดี เราก็สอบถามอาจารย์ผู้ใหญ่หลายๆท่าน ก็ได้คำแนะนำว่า ให้ไปหาอาจารย์ที่คณะวิศวะ ผมก็โทรถามเรื่อยๆ จนวันนึงก็ได้โทรสอบถามอาจารย์วุฒิพงศ์ ท่านก็ให้ความกรุณา ให้ผมเข้าพบเพื่อรับคำปรึกษา แล้วมันก็สนุกมาก เพราะใช้เวลาสองชั่วโมงแรก อธิบายเรื่องปูนิ่ม เพราะว่าอาจารย์วิศวะก็จะไม่เข้าใจทางชีวะ อาจารย์ทางชีวะก็จะไม่เข้าใจทางกลไกวิศวะ ก็อธิบายไป พออธิบายเสร็จท่านก็บอกโอเค เข้าใจคอนเซปแล้วว่าต้องการทำอะไร ผมก็เลยอธิบายว่า กระดองปูมันสะท้อนแสงอินฟาเรตเป็นสีขาว ในขณะที่กะบะไม่สะท้อนเป็นสีดำ เพราะฉะนั้น ถ้าปูลอกคราบ สัดส่วนของพื้นที่สีขาวก็จะเพิ่มมากขึ้น คืแปกติ ถ้าเรามีกะบะ แล้วในหนึ่งกะบะมีปูตัวเดียว แสงสีขาวก็จะเกิดแค่ตรงนี้ แต่ถ้ามีสองตัว กระบะเท่าเดิม มันก็ต้องมีสีขาวมากขึ้นอีก ก็ใช้หลักการแค่นี้มาตรวจจับ ท่านบอกว่า ง่ายมาก ทางวิศวะสอนเด็กป.ตรีเรื่องนี้ แต่สำหรับเรานี่ยากมาก ทีนี้เราก็ขออาจารย์เขียนโครงการร่วมกัน ก็ได้งบมาก้อนนึง ก็เลยมาทำ หลักการก็คือว่า 1.ปูม้าเราผลิตได้ ไม่มีปัญหาเรื่องลูกพันธ์ ไม่ต้องนำเข้า แถมเรายังค้นพบด้วยว่า ปูม้าที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงอยู่ในตะกร้าแล้วไม่ตาย ไม่ช้ำ แต่ปูม้าที่เกิดจากธรรมชาติ เอามาใส่ตะกร้าแล้ว ตายสูงมาก คิดภาพอย่างนี้ครับ เราอยู่ข้างนอก วันหนึ่ง ถูกจับติดคุก เราก็คงเศร้า เฉาตายในคุก เหมือนกับปูม้า ที่อยู่ในทะเล วันนึง ถูกจับมาขังใส่กระป๋องเล็กๆ เกิดมาเป็นปูอิสระ กินอะไรก็ได้ วันนึงมาโดนแบบนี้ก็คงเฉาตาย แต่ถ้าปูที่เกิดในบ่อดิน เขาคุ้นเคย เกิดมาก็เจอแบบนี้แล้ว โตในสภาพแวดล้อมแบบนี้ เอาเขาไปจับขังเขาก็สบายๆ คุ้นแล้ว ก็ไม่มีการตาย เพราฉะนั้น ปูที่เกิดจากการเพาะเลี้ยง ความทนทานที่จะอยู่ในการขังมีมากกว่า มันก็เข้าทางเราเลย เพราะปูม้าเราเพาะได้ ลูกปูมีความแข็งแรงมากขึ้น แล้วก็การที่มันลอกคราบเร็ว ทางคณะวิศวะ โดยท่านศาสตราจารย์....... อารีกุล กับลูกศิษย์ป.เอกของท่าน คุณอู๊ด ก็ช่วยกันเขียน เราก็ให้คำปรึกษาด้านชีวะวิทยา อาจารย์กับคุณอู๊ดก็ช่วยกันเขียนโปรแกรมวิศวะ ก็ได้ต้นแบบ เพื่อที่จะทดสอบดูว่า สิ่งที่เราคิดนี่สามารถตรวจจับได้จริงมั้ย เราก็เอาไปประกอบกับปูม้าที่เราผลิตได้จากสถานีวิจัยคลองวาน เราก็ทดสอบ ก็ปรากฏว่า ไม่ได้แปลกใจหรอกครับ ปัญหาร้อยแปดพันเก้าแน่นอน ที่เราไม่เคยคิดจะเจอก็เจอ ยกตัวอย่างเช่น ปูปกติมันอยู่อย่างนี้ กล้องก็ตรวจเจอ บางทีปูขี้เล่นนอนแบบตะแคงกล้องก็จับไม่ได้ เจอพื้นที่น้อย หรือตรวจเจอว่าลอกคราบทั้งที่ไม่ได้ลอกคราบ อีกอย่างก็คือมุมแสง แสงไฟมันเป็นแสงอินฟาเรตสะท้อนกระดองปู พอลงต่ำแสงมันสะท้อนเข้ากล้อง เบลอไปหมดเลย หรือปัญหาแปลกๆ ทุก6โมงเย็น-2ทุ่ม บางกล้องจะมีแสงสีขาวเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุก็มี ความชื้นก็ไม่ใช่ ฝุ่นก็ไม่ใช่ มาเองตั้งแต่6โมง-2ทุ่ม หลังจากนั้นก็หายไป เราก็ไม่เข้าใจ เป็นแค่บางกล้องบางตำแหน่ง แสงไฟก็ไม่ใช่ ความชื้นไม่ใช่ เอาคนไปเช็ดก็ไม่หาย ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จะไสยศาสตร์หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่สามารถอธิบายได้ ปัจจุบันก็ยังอธิบายไม่ได้ คือคอนเซปมันง่าย แต่ตอนปฏิบัติจริงรายละเอียดเยอะ หลังจากนั้นหนึ่งปีก็ได้โครงการ ทำเป็นWorking Prototype ได้สำเร็จ ก็คือสามารถตรวจจับการลอกคราบได้ แต่ก็ยังมีการผิดพลาดบ้าง โปรแกรมก็ต้องพัฒนาต่อไป อันนี้ก็คือประวัติคร่าวๆของโครงการนี้

     อยากจะให้อาจารย์เล่าถึงกระบวนการทำงานของเครื่อง ที่เรียกว่า เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์วิชั่น

คือ เป็นตัวที่สามารถแปลงผลจากภาพแล้วตัดสินได้ว่า ตัวนี้จะลอกคราบหรือไม่ มันเป็นโปรแกรมที่ อันนี้ผมอาจจะอธิบายได้ไม่ดีเท่าคนเขียนนะ เพราะว่าทางประมงเองก็จะบอดๆนิดนึงทางวิศวะ เพราะฉะนั้นหลักการคือว่า พอกล้องจับภาพได้ ภาพต่างๆเป็นขาวกับดำ ปูจะเป็นสีขาว พื้นหลังจะเป็นสีดำ โปรแกรมจะคอยมอนิเตอร์ตลอดเวลาว่า การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่สีขาวเมื่อเทียบกับที่ทั้งหมดของกล่อง เช่น ถ้าพื้นที่ของกล่องเป็น100% อันนี้15% ถ้าปูขยับก็จะบวก ลบ ซัก17%12% 10% แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ทะลุจาก15% เป็น30% คือลอกคราบ แน่นอน เพราะงั้น เครื่องก็จะตรวจพบแบบนี้ให้เราโดยอัตโนมัติ ถ้าทำแบบนี้ เมื่อกี้ที่เราคุยกันว่าต้องเอาคนไปนั่งเช็ค ก็ไม่ต้องแล้ว แล้วเวลาเราออกแบบเรื่องนี้ สมาชิกในโครงการคุยกันตั้งแต่ต้นเลยว่า เวลาเราออกแบบตรงนี้ มีสามหลักตั้งแต่ต้น 1.ต้องไว้ใจได้ ทำงานไม่เสีย 2.ต้องไม่แพง 3.ต้องเป็นมิตรต่อผู้ใช้ ไม่ใช่ว่าโผล่ขึ้นมางงตั้งแต่บรรทัดแรก แบบนี้ไม่ไหว เพราะฉะนั้นนั่นหมายความว่า เราพยายามใช้อุปกรณ์ที่มีในท้องตลาด ที่มีราคาถูก เพื่อให้ตรงกับความไม่แพง กล้องวงจรปิดเราใช้ตัวที่ติดอยู่ตามบ้าน ตัวละ4-500บาท สายก็ลากสายแลนปกติเข้าเลาน์เตอร์ที่เราใช้ที่บ้าน เพราะฉะนั้นตัวฮาร์ดแวร์จริงๆไม่ได้สิ้นเปลือง หาได้ทั่วไป หลักการคือ ถ้าเราจะทำให้สำเร็จ จะไปสั่งกล้องที่มี10ตัวในไทยคงเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องสั่งกล้องที่คนอื่นมีอยู่แล้ว สามารถซื้อได้ง่าย เพราะว่าวัตถุประสงค์หลักของโครงการคือ เพื่อให้ธุรกิจนี้เกิดขึ้นในอนาคต ผมต้องย้ำนิดนึงนะ ว่าธุรกิจนี้เกิดขึ้นแล้วในไทย อันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องเก่า แต่สิ่งที่ผมอยากให้มันเกิดกับโครงการนี้คือ ธุรกิจปูม้านิ่ม ซึ่งตอนนี้มันยังไม่เกิด ต้องเรียนตามตรงว่ายังไม่เกิด เพราะหนึ่ง เป็นการผลิตลูกปู สอง เป็นปัญหาเรื่องการใช้แรงงานตรวจจับการลอกคราบของปู มันชั่วโมงเดียว แล้วตอนนี้ปูจับได้ก็ขายเป็นปูเนื้อหมด ถ้าตัวเล็กหน่อยก็เป็นปูแกะ แกะเอาเนื้อ ปูทอดกรอบตัวเล็ก เพราะฉะนั้นตอนนี้เรากินปูม้าตั้งแต่เล็กจนโต ทุกไซส์มีตลาดหมด โตขึ้นมาหน่อยก็จับมาทำส้มตำ เดี๋ยวนี้ส้มตำก็เป็นส้มตำปูม้า สมัยก่อนใช้ปูแสม ปูนา ปัจจุบันเป็นปูม้าแล้ว เพราะฉะนั้นมันมีตลาดของมันทุกช่วง เราก็เลยคิดว่า ทำไมปูม้าเอามาทำปูนิ่มไม่ได้ ทำไมเราจะสร้างห่วงโซ่ของธุรกิจปูม้านิ่มไม่ได้ ตอนนี้ปัญหาหลักๆที่เกิดคือ เทคโนโลยีกับลูกพันธ์ ซึ่งลูกพันธ์เนี่ย เราเพาะพันธ์ได้ แต่ติดที่เทคโนโลยี เราก็เลยมาทำทั้งลูกพันธ์และเทคโนโลยี ในอนาคตก็หวังว่าหากเทคโนโลยีนี้พัฒนาไปถึงจุดนึงที่สามารถส่งต่อไปในการค้าขายได้แล้ว มันก็จะเกิดห่วงโซ่อุปทาน คือมันจะมีคนผลิตลูกปูม้าจากบ่อดิน มีคนที่เอาลูกปูม้าไปชำ เพื่อให้ได้ขนาดที่ต้องการ มีคนซื้อลูกปูม้ามา ใช้ระบบนี้ตรวจจับ แล้วก็มีห้องเย็นมาซื้อ ทำตลาดต่อไปในอนาคต นี่คือสิ่งที่โครงการนี้โดยเฉพาะผมและทีมงาน อยากจะทำให้มันเกิด เพราะว่ามันยังไม่เกิด และปูม้าเป็นสินค้าที่ยังไม่มีตัวเปรียบเทียบในตลาด หมายความว่า เนื่องจากไม่เคยมีปูม้านิ่มในตลาดมาก่อน เพราะงั้นราคาเนี่ย ไม่รู้เริ่มต้นเท่าไหร่ ทางการตลาดจึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะตั้งราคา แล้วก็เป็นปูที่มีสตอรี่สวย หมายความว่า ไม่ได้จับจากทะเลมา แต่ต้องผ่านการเพาะมาตั้งแต่ไข่ ตัวเล็ก จนตัวโต เอามาใส่และนำกล้องที่มีเทคโนโลยีไปตรวจจับ เสร็จแล้วนำมาแช่น้ำให้ปูมีความสดมากที่สุด ล้างความเค็ม แล้วก็ออกมาในจานตรงหน้าท่าน ผมมองว่า อย่างนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ อีกอันนึงที่ผมมองว่าเป็นสิ่งที่น่าให้ความสำคัญมาก ก็คือการผสมเทคโนโลยี ของทางด้านชีวะ กับวิศวกรรม เพราะว่าปกติประมงก็ทำแต่หน้าที่ประมง ประมงก็จะเลี้ยงปลา ใช้ความรู้ทางวิศวะน้อยมาก ในขณะเดียวกันวิศวะก็ทำหน้าที่ของเขาไป ไม่ได้เอาความรู้ทั้งสองมาผสมกัน ซึ่งถ้ามาผสมกันแล้วจะทำให้เกิดสิ่งดีๆ คือสิ่งที่ยากของเขาคือสิ่งที่ง่ายของเรา และสิ่งที่ง่ายของเรามันก็คือสิ่งที่ยากของเขา เพราะฉะนั้นถ้านำทั้งสองมารวมกันแล้วก้จะง่ายทั้งคู่ ก้จะสามารถที่จะไปได้สวยในอนาคต ทีนี้ถามว่า ปูม้านิ่มมีคนเคยได้กินยัง มีแล้ว ผมก็เคยกิน แต่มันไม่ได้มาง่ายๆ มันมายังไงรู้ไหม มันมาจาก ร้านค้าปูที่เอาปูเป็นๆไปสต๊อกไว้ ไปร้านอาหารทะเลก็จะมีตู้ปู ปูพวกนั้นก็จะลอกคราบ เจ้าของร้านก็เห็น ก็เอามาแช่เย็นแล้วก็ทำอาหารให้ลูกค้ากิน แต่เป็นสเปเชียลเมนู มีก็ได้กิน ไม่มีก็ไม่ได้กิน เพราะว่าต้องรอลอกคราบ ก็ไปลองกินมา ก็มีรสชาตที่อร่อย แล้วจากการที่ไปสอบถามร้านค้าต่างๆ เขาก็ยืนยันว่าปูม้านิ่มอร่อยกว่า อีกทั้งคงรูปร่างได้มากกว่าเวลาทำกับข้าว ทำให้เห็นรูปร่างปู คนนิยมมากกว่า อันนี้คือได้จากการฟังความคิดเห็นการทำโครงการที่ผ่านมา แล้วเขาก็ยังบอกอีกว่า น่าจะทำราคาได้ดีกว่าปูทะเลนิ่ม แล้วตอนที่อาจารย์ไปทานสเปเชียลเมนูนี่ เขาคิดราคาอาจารย์เท่าไหร่ครับ ก็เหมือนเดิม คิดเท่าเดิม แต่ส่วนตัวผมไม่ได้เห็นความแตกต่าง ระหว่างปูดำนิ่ม ปูม้านิ่ม เวลากิน ในความคิดของผม เนื่องจากการทำกับข้าวของไทย เช่นปูผัดผงกะหรี่รสชาตของเครื่องแกงมันกลบปูหมด เพราะฉะนั้นไม่ได้ด้อยกว่าปูนิ่มปกติ แต่ถามว่าดีกว่ามากมั้ย ถ้าหลับตาผมก็อาจจะมองไม่ออก แต่รูปร่างดีกว่า อันนี้คือสิ่งที่ผมรู้สึก แต่ไม่ได้หมายความว่า ลูกทีมรู้สึกไม่เหมือนกันนะบางคนไปกินแล้วว่าปูม้าอร่อยกว่า บางคนก็บอกปูดำอร่อยกว่า มันก็แล้วแต่คนกิน แต่ผมมองว่า ถ้ามองในแง่ของความยั่งยืนของการใช้ทรัพยากร ปูม้ายังไงก็กินขาดแน่นอน เพราะว่าเราไม่ต้องซื้อลูกพันธ์ แล้วลูกพันธ์ปูทะเลในปัจจุบัน ที่บอกว่านำเข้าจากอินเดีย บังคลาเทศ บินเครื่องบินมา นะครับ ขึ้นเครื่องบินมา แล้วมาลงสุวรรณภูมิ มีรถไปรับ แล้วก็กระจายไปตามฟาร์มต่างๆ บางครั้งตายครึ่งนึง คิดภาพครับ เมื่อกี้เป็นปูม้าธรรมดาเกิดในทะเลใช่มั้ย อยู่ดีๆถูกคนจับใส่กล่องก็เฉาตาย อันนี้เลวร้ายกว่านั้นอีกนะ เป็นปูดำอยู่ดีๆในอินเดีย เดินเข้ารอบ โดนจับแพ็กใส่กล่องขึ้นเครื่องบินมากรุงเทพ จากกรุงเทพนั่งรถไปไหนก็ไม่รู้ เราจะรอดหรอครับ เป็นเราก็คงเฉาตาย นี่คือการใช้ปูที่ไม่ได้เป็นลูกพันธ์ที่เกิดจากการเพาะเองในพื้นที่ มันมีความเสี่ยงเรื่องอัตรารอด เพราะฉะนั้น จะมีปัญหา อีกอันนึงคือ เวลาแพ็คปูเนี่ย คือเขาเอาใส่กล่องกล่องนึงตัวนึง เขาก็ต้องนั่งดูทีละกล่อง แล้วคิดภาพ อยู่ในกล่องสีดำ แดดเปรี้ยงตอนกลางวัน แล้วอยู่ที่ผิวน้ำ ร้อนนะ แล้วมันใช่ที่อยู่ตามธรรมชาติของปูไหม เครียดไหม เครียด เวลาคนเราเครียดๆอยากทำอะไรไหม ก็ไม่ อยากอยู่เฉยๆ ปูก็เหมือนกัน สัตว์น้ำสัตว์ทะเลเหมือนกัน จะมีพฤติกรรมผิดไปจากปกติ พอมีความเครียดปั๊บ ก็ตายง่าย เหมือนเราตรอมใจ เครียดมาก ฉะนั้นเหมือนกัน เอาเขามาอยู่ในนี้ก็เครียด เพราะงั้นนี่คือปูที่จับมาจากป่ามาใส่ ถ้าเอาปูที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงมาใส่ ก็คงเครียดเหมือนกัน แต่เครียดน้อยลง เพราะเขาคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม ตัวอย่างเช่น เอาหมาป่ามาล่ามโซ่ ขังไว้ที่บ้าน มันจะอยู่กับเราไหม มันก็คงพยศนะ แต่หมาของเราที่เราซื้อมาอยู่ตามสวนจตุจักรเนี่ยอันนี้ไม่ต้องล่ามโซ่ก็ไม่ไปไหน

     อยากทราบว่าผลงานที่อาจารย์ทำเนี่ยครับ มันช่วยเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ เราจะสามารถเผยแพร่ออกไปต่างประเทศได้ไหม

คืออย่างนี้ครับ เฟสหนึ่งเนี่ยWorking prototype เฟสสองเนี่ย สนุกกว่าอีก เพราะว่าเราได้เชิญผู้ประกอบการมาร่วม ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่สนุกดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีวิทยาลัยใหม่ ทางสำนักหอสมุดคงทราบ เรามีวิทยาลัยบูรณาการศึกษาศาสตร์ใหม่ แต่ตอนนั้นเป็นหลักสูตร ก็ เปิดการเรียนการสอนแบบใหม่ เป็นชุดวิชา นะ อันนี้เล่าพื้นฐานนิดนึง ทางชุดวิชานี้ก็เชิญทุกคณะไปช่วยกันเขียน ผมก็เป็นตัวแทนของคณะประมงไปเปิดชุดวิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจ พี่เขาก็เป็นนักเรียนรุ่นแรกของคลาสแรกของหลักสูตรมาเรียน เรียนไปเรียนมาผมก็อธิบายฝันของผมเกี่ยวกับพวกนี้ พอเขาจบไป เขาก็ขอกลับมาทำงานวิจัยร่วมด้วย เป็นคอนเนคชั่นที่ดีมาก เราก็เลยเขียนโครงการที่สอง โครงการที่สองก็เลยมีเรื่องของธุรกิจประกบ ผมก็ออกสำรวจว่าราคาต้องอยู่ประมาณเท่าไหร่ต่อกิโล ถึงจะคุ้มทุน ฟาร์มๆนึงควรจะมีกี่ตัวเป็นอย่างต่ำ คือถ้าผลิตสองตัว ห้าสิบตัวอย่าผลิตเลย มันเปลือง ยิ่งผลิตมากต้นทุนยิ่งถูกลง เพราะกล้องก้ใช้ตัวเดียว แรงงานก็ใช้คนเดียว พี่เขาก็กำลังทำเรื่องนี้อยู่ ชื่อพี่แซน ก็จะทำตรงนี้ให้ เพราะฉะนั้น ในโครงการก็จะมีแง่มุมเศรฐศาสตร์ จับ ไปตลอด ตั้งแต่ต้นจนจบ ทีนี้ถามว่ามีประโยชน์ต่อเกษตรกรยังไง ผมมองว่ายังงี้ คือผมฝันไว้ว่า หลังจากที่เรามั่นใจว่าโปรแกรมเราใช้ได้จริง เราจะสร้างโรงเรือนต้นแบบที่คลองวาน การที่จะชักจูงให้คนทำอะไรใหม่ๆต้องให้เขาเห็นกระบวนการทั้งหมด นั่นหมายความว่าเราจะต้องให้เขาเห็นว่า โรงเรือนต้องออกแบบแบบนี้นะ ประหยัดสุดนะ ได้ผลประโยชน์สุดนะ แล้วกำไร ต้นทุน ผลตอบแทนมันต้องชัด ใครจะให้เราทำอะไรเนี่ยต้องถามละเอียด ต้องจ่ายตังค์ ต้องลงทุน คือหลังจากเทคโนโลยีสุกงอมจะต้องสร้างโรงเรือนต้นแบบ พร้อมกับผลิตขายให้ได้ ไม่ต้องได้กำไรเยอะแยะ ไม่ต้องทำเป็นสิบบ่อ ร้อยไร่ พันไร่ เอาแค่นิดหน่อย เพื่อให้สามารถที่จะเห็นได้ว่าได้กำไร ทำได้จริง และให้คำปรึกษาได้ จากนั้น เทคโนโลยี รับรองครับไม่ต้องทำอะไร มีคนเอาไปใช้ โดยที่เราไม่ต้องไปโฆษณา แล้วพอหลังจากที่มันใช้ได้แล้ว เดี๋ยวก็จะมีคนผลิตลูกปูมาขาย เดี๋ยวก็จะมีคนทำลูกปูมาขาย ผมไม่ห่วงเลยเรื่องตลาด เพราะเท่าที่ฟังมามีแต่คนอยากซื้อแต่ไม่มีคนขาย ตอนนั้นออกรายการไปเนี่ย มีคนมาขอซื้อปูม้านิ่มกับผมเนี่ย ผมไม่มีนะครับ เพราะว่าผมไม่ได้มีความสนใจในการผลิตขาย ผมสนเทคโนโลยีในการผลิต เพื่อที่จะให้โอกาสนี้มันเกิดกับทุกคนในอนาคต ท่านนั่นแหละเอาไปผลิตเอง มหาลัยเกษตรศาสตร์ คณะประมงและวิศวกรรมศาสตร์เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีและพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้ธุรกิจ ความเป็นดีอยู่ดีของเกษตรกรในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เราทำขายเอง เพราะงั้นไม่ต้องห่วงหรอกครับ เพราะว่าเดี๋ยวอีกหน่อยพอเวอร์ชั่นแรกหลุดไปในตลาด เดี๋ยวเราก็วิจัยและพัฒนา เดี๋ยวอีกหน่อยผมก็อาจจะมีโปรแกรมปูม้าเวอร์ชั่นสิบสอง ประมาณนี้ แล้วที่มันดีกว่านี้ก็คือว่า โปรแกรมนี้ที่เราใช้เนี่ย มันสามารถไปใช้กับปูดำ การผลิตปัจจุบันได้ด้วย เพราะมันก็สะท้อนกระดองปูดำ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากเสี่ยงทำทั้งหมดในระบบ ก็ไม่เป็นไร เอาเทคโนโลยีไป แล้วไปปรับใช้กับรูปแบบการผลิตที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน อันนี้ผมมองว่า น่าจะเป็นผลงานนึงในการ เขาเรียกว่าแนวทางการนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต แต่ตอนนี้ก็เรียนตามตรง จาก1-9 ว่า เราอยู่ประมาณ4-5เอง ผมยังไม่อยากเอาไปใช้ เพราะผมคิดว่า เรายังเจอปัญหาไม่หมด ผมอยากจะให้เราเจอปัญหาให้หมด หาทางแก้ให้เรียบร้อย จากนั้นพอออกไปสู่ตลาดมันจะได้ไม่มีปัญหา

     ในอนาคตเนี่ย อาจารย์มีการคิดแล้วก็พัฒนานวัตกรรมพวกนี้ไปทางด้านไหนบ้างครับ จะเอาไปต่อยอดทางไหน

ครับ ผมว่าอีกหน่อย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หรือทางการเกษตร ประมงไปคนเดียวไม่ได้ ผมจะต้องแนบเพื่อนสังคมไปด้วย แนบเพื่อนวิศวะไปด้วย แนบเพื่อนเศรฐศาสตร์ไปด้วย ผมไปดูประมงอีกคนดูเศรฐศาสตร์ เขาบอก สุขกฤช เอาเทคโนโลยีมาใช้ดีๆนะ แต่ถ้าสุขกฤชใช้ไม่ดีเนี่ย รับรอง เจ๊ง วิศวะไป ก็จะแบบ ต้องให้เป๊ะทุกอย่าง ก็จะไม่ได้ดูราคา  ประมงไปถึงก็ไม่รู้ เอาปลาสุงสุดเศรฐศาสตร์ไปถึง ห้ามทุกคนเลย บอกว่า เฮ้ยๆ ไม่คุ้ม อย่างนี้ ผมว่าอย่างนี้เป็นการทำงานที่สนุกนะครับ เพราะงั้น ในอนาคตผมมองว่า ผมไม่ห่วงว่าจะไม่มีงานทำเรื่องนี้ มีแต่จะต้องเลือกทำ เพราะว่า เช่น ปลานิล ปัจจุบันเราเลี้ยงแบบบ่อดั้งเดิม คือขุดบ่อ ใส่น้ำ ปล่อยปลา ไม่มีการใช้เทคโนโลยี เพราะ 1.ราคาปลานิลถูก การลงทุนไม่คุ้ม เครื่องให้อาหารมีแล้ว แต่ไม่สามารถที่จะกระจายทั่วไทยได้ เพราะ 1.มันช่วยได้จริง แต่ก็ยังใช้คนบังคับอยู่ดี มันยังไม่สมาร์ทเต็มที่ เพราะฉะนั้น แต่ผมก็ดีใจนะ ที่มีการเริ่มเอาเทคโนโลยีนี้เข้ามา ดีนะครับ เครื่องวัดอากาศ เลี้ยงปลาอย่านึกว่าเราไม่ต้องการอุณหภูมินะ ผมต้องการด้วยนะ ว่าวันนี้แดดออกกี่ชั่วโมง ลมพัดเท่าไหร่ ฝนตกรึปล่าว แต่ไม่เคยใช้ข้อมูลในการเลี้ยงปลาเลย เพราะความเคยชิน เกษตรกรเลี้ยงปลาด้วยความเคยชิน เพราะงั้นความสนใจเทคโนโลยีของผมคือ ผมคิดว่า ปูยังไม่อิ่มตัว ผมจึงเชิญชวนพี่ น้อง อาจารย์ช่วยกัน ผมคนเดียวไม่ไหว เพราะมีหลายมุมมอง ความจริงที่ผมเรียนมานะ ดีที่สุดคือการตัดตาปู โหดร้าย ขายของไม่ได้ เดี๋ยวนี้เลิกทรมานสัตว์ เพราะฉะนั้นวิธีการง่ายๆของผมคือตัดตา เพราะในตาเป็นเซลล์ที่สร้างฮอร์โมนยับยั้งการลอกคราบ ตัดมันซะ ก็จะลอกคราบ แต่ นั่นคือวิทยาศาสตร์ ทำจริงไม่ได้ เพราะสังคมไม่ยอมรับ เห็นมั้ย ต้องมองอีกด้านนึงก็ต้องหาวิธีอื่น อันนี้เราก็พยามทำอยู่ อยู่ในโครงการนี้แหละ ครับ วันนี้เราก็ได้พาทุกท่านมาพบกับอาจารย์สุขกฤช และระบบตรวจจับปูนิ่มลอกคราบอัตโนมัติ แล้วก็ให้คนไทยได้กินปูนิ่มมากขึ้นในอนาคต ครับ ก็ต้องขอขอบคุณอาจารย์สุขกฤช มากครับ

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่น่าสนใจ

รวมตำรับ--เมนูปูม้านิ่ม : อาหารทะเลจานใหม่ สำหรับผู้ห่วงใยสุขภาพ / บรรณาธิการ พงษ์เทพ วิไลพันธ์

การเลี้ยงปูทะเล,Scylla serrata (Forskal),ให้เป็นปูนิ่มในบ่อซีเมนต์ / วิวรรธน์ สิงห์ทวีศักดิ์

Antioxidant activity in hard and soft shell crabs of Charybdis lucifera (Fabricius, 1798).
Global status of production and commercialization of soft-shell crabs.

Comparative analysis of low molecular mass nutrients in hard- and soft-shell crabs (Scylla paramamosain).

KULIB Talk#31 กำแพงแสนม่วงจัมโบ้ กระเจี๊ยบแดงสายพันธุ์ใหม่ ที่มีสารแอนโทไซยานินปริมาณสูง ต่อต้านอนุมูลอิสระ ผลงานชิ้นโบว์แดงจากคุณอุทัยวรรณ ด้วงเงิน

วันนี้จะพาทุกท่านมาที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน มาชมกระเจี๊ยบอีกหนึ่งสายพันธุ์ซึ่งมีการพัฒนาให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม และให้คุณค่ามากกว่าเดิมด้วย ตอนนี้ผู้ที่จะมาให้ข้อมูลกับเรานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว ขอต้อนรับอาจารย์อุทัยวรรณ ด้วงเงิน

จากที่เกริ่นไปจะเป็นกระเจี๊ยบแดงพันธุ์กำแพงแสนม่วงจัมโบ้ อยากทราบว่ามีลักษณะพิเศษอย่างไร
กระเจี๊ยบแดงพันธุ์กำแพงแสนม่วงจัมโบ้ เป็นพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการผสมข้ามระหว่างพันธุ์สุดาและพันธุ์กลีบยาว เราต้องเข้าใจก่อนว่ากระเจี๊ยบแดงที่ปลูกในประเทศไทยสามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มหลักๆ ก็คือกระเจี๊ยบแดงที่ใช้บริโภคยอดอ่อนใบอ่อนกับกระเจี๊ยบแดงที่ใช้กลีบดอก หรือคนทั่วไปมักจะเรียกว่า ดอกกระเจี๊ยบแดงเป็นหลัก สำหรับกระเจี๊ยบแดงม่วงจัมโบ้จะมีกลีบสีม่วงขนาดใหญ่กว่าพันธุ์เดิมซึ่งใช้กันอยู่ และก็มีสารแอนโทไซยานินซึ่งเป็นสารสำคัญสูงกว่าพันธุ์ดั้งเดิมที่ใช้กันอยู่

ในส่วนของที่เราเอามาทำน้ำกระเจี๊ยบแดง เราเอามาจากสายพันธุ์อะไร
ในตลาดทั่วไปที่ใช้กันอยู่หลายสิบปีมาแล้ว จะมีอยู่ 2 พันธุ์ก็คือ พันธุ์สุดาและพันธุ์กลีบยาวมก.

ที่เราบอกว่าดอกกระเจี๊ยบ เราเรียกถูกหรือไม่
จริงๆแล้ว ส่วนที่เรียกว่าดอกกระเจี๊ยบจะเข้าใจกันผิด คนทั่วไปจะเข้าใจว่าส่วนที่เราเอามาต้มน้ำเป็นสีแดง สีม่วงคือดอก แต่จริงๆแล้วคือส่วนของกลีบเลี้ยง ดอกกระเจี๊ยบเป็นพืชที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับพวกชบา ดอกของเขาจะบานแค่วันเดียว แล้วก็ร่วงไป พอร่วงไปแล้วกลีบเลี้ยงเขาจะมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

พิธีกร เพราะฉะนั้นแสดงว่าที่เราเอามาต้มทำเป็นน้ำกระเจี๊ยบ ไม่ใช่ดอกถูกไหมคะ เป็นกลีบเลี้ยง แต่ดอกจริงๆ คือร่วงไปแล้ว
: ใช่ค่ะ เหมือนดอกไม้ คือบานแล้วจะร่วงลงไปภายในวันเดียว

กระเจี๊ยบแดงสรรพคุณหลักๆมีอะไรบ้าง
ในกระเจี๊ยบแดงมีสารสำคัญหลักๆอยู่ก็คือสารแอนโทไซยานินและกรดอินทรีย์หลายชนิด ทั้งกรดซิตริก มาลิก ทาร์ทาริก จากข้อมูลของคณะเภสัชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่าประโยชน์ของสารแอนโทไซยานิน ก็คือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ แล้วก็มีการวิจัยพบว่ามีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่าวิตามินซีและวิตามินอี ถึง 2 เท่า

พิธีกร อันนี้คือช่วยเรื่องลดริ้วรอย
: ใช่ค่ะ นั่นส่วนหนึ่งลดการอักเสบ ช่วยปกป้องหลอดเลือด กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจหลอดเลือดได้ และยังช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด สามารถป้องกันมะเร็งได้หลายชนิด แล้วก็ยับยั้งเชื้อ E.coliที่เป็นสาเหตุของท้องเสียได้ด้วย

พิธีกร แสดงว่ามันไม่ได้ช่วยในเรื่องของการขับถ่าย
: กระเจี๊ยบแดงถ้าเราทำเป็นน้ำดื่ม มันเป็นยาระบายอ่อนๆ อยู่แล้ว จะช่วยขับปัสสาวะและก็เป็นยาระบายอ่อนๆ

พิธีกร แสดงว่าทานมากไม่ดี
: ก็แล้วแต่ธาตุคน ถ้าคนที่ธาตุแข็งทานกระเจี๊ยบดีก็จะช่วยระบายได้ดีขึ้น

พิธีกร จะเป็นการระบายในส่วนของการขับปัสสาวะ ไม่ใช่เป็นการถ่ายใช่ไหมคะ
: ใช่ค่ะ

นอกจากเราเอามาทำน้ำกระเจี๊ยบแล้ว ตัวกระเจี๊ยบแดงสามารถนำมาทำผลิตภัณฑ์อะไรอื่นๆ ได้อีกไหม
เท่าที่มีการทำอยู่ทั่วไปในระดับอุตสาหกรรม ก็จะเป็นการสกัดสีธรรมชาติ สกัดสารแอนโทไซยานินทำเยลลี่ แยม ไวน์ พวกนี้ แต่ว่าจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาได้นำกระเจี๊ยบแดงไปทำเป็นยาเม็ดกระเจี๊ยบแดง สำหรับผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงด้วย

พิธีกร เอาสรรพคุณที่อาจารย์เกริ่นมาก่อนหน้านี้ มาสกัดเป็นเม็ดยา มันมีวางจำหน่ายทั่วไปไหม
: เป็นยาพื้นฐานยังไม่ได้จำหน่ายทั่วไป แต่แพทย์สามารถให้ยาอันนี้แก่ผู้ป่วยได้

พิธีกร ถือเป็นยาสมุนไพร
: ใช่ค่ะ ที่ค่อนข้างปลอดภัยมาก

เราพูดถึงกระเจี๊ยบแดงทั่วไป ในต้นเทปพูดถึงพันธุ์กำแพงแสนม่วงจัมโบ้ อาจารย์มีการวิจัยพันธุ์นี้ออกมาได้อย่างไร อยากให้อาจารย์เล่าให้ฟัง
คือช่วงแรก เราได้ทำการศึกษากระเจี๊ยบแดงหลากหลายสายพันธุ์ 20กว่าพันธุ์ เราก็จำแนกได้อย่างที่บอก ก็คือพวกกลีบเลี้ยงเล็กๆ ซึ่งเราใช้ประโยชน์จากยอดอ่อน แล้วก็พวกกลีบเลี้ยงใหญ่ซึ่งใช้ประโยชน์จากกลีบเลี้ยง พบว่าในตลาดที่ใช้อยู่ ก็จะมีหลักๆแค่ 2พันธุ์ คือพันธุ์สุดาและพันธุ์กลีบยาว ซึ่งเราใช้มานานมากหลายสิบปี แล้วก็จากการที่ทำงานกับกระเจี๊ยบแดง เราก็พบว่าดอกของเขามีความสวยงาม แล้วกลีบก็สวยด้วย

พิธีกร ยังไม่เคยเห็นดอก โดยมากจะเห็นตัวที่เขาเอามาทำน้ำ
: ใช่ค่ะ เพราะว่าหลังจากดอกบานแล้วมันต้องใช้เวลาอีกประมาณ1เดือน ถึงจะสามารถเก็บเกี่ยวกลีบเลี้ยงได้ เมื่อกี้พูดถึงพันธุ์สุดากับพันธุ์กลีบยาวก็เลยมีความคิดว่า ถ้าอย่างนั้นจากการวิจัยเขาก็พบว่ากระเจี๊ยบแดงเป็นพืชผสมตัวเอง ก็คือการผสมข้ามในธรรมชาติเกิดขึ้นน้อยมาก น้อยกว่า 0.1 0.5% ด้วยซ้ำไป

พิธีกร ผสมตัวเองในที่นี้ หมายถึงว่า เกสรตัวผู้ตัวเมีย
: เขาจะผสมกันก่อนที่ดอกจะบาน ทำให้ไม่สามารถที่จะผสมข้ามพันธุ์ทำให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นพันธุ์อื่นได้ ซึ่งการวิจัยพบว่ามันสามารถผสมได้ แต่น้อยมากๆ ก็เลยลองใช้วิธีถ้าเราปลูกแล้วก็ใช้ผึ้งในธรรมชาติเป็นตัวช่วยในการถ่ายละอองเกสร จะลองดูว่าเขาสามารถผสมข้ามระหว่างพันธุ์ได้ไหม ก็เลยเกิดเป็นแนวความคิดว่า เราจะลองทำดูโดยใช้ผึ้งจากธรรมชาติ เพราะมือคนไม่สามารถทำได้

พิธีกร คือก็จะคล้ายๆหลักการผสมปกติทั่วไปคือผึ้งจะเป็นตัวนำ
: ใช่ค่ะ ปกติผึ้งเป็นแมลงที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ต่อพืชต่างๆมาก ในการช่วยผสมเกสรแล้วก็ทำให้เกิดติดดอกติดผล หรือการก่อเกิดพันธุ์ใหม่ๆขึ้นมา อันนี้ก็ถือเป็นโชคดี ซึ่งที่เราสามารถได้พันธุ์ลูกผสมที่เกิดจากการผสมข้ามระหว่างพันธุ์สุดาและพันธุ์กลีบยาว หลังจากได้พันธุ์ลูกผสมรุ่นแรก ก็ได้ทำการปลูกเป็นรุ่นที่ 2 3 4 แล้วก็ทำการคัดเลือก ในการคัดเลือกเราก็จะใช้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับขนาดของกลีบเลี้ยง สี แล้วก็รูปทรงของกลีบเลี้ยงด้วย เพราะว่าการกระจายตัวของยีนที่ควบคุมสีจะต่างกัน ถ้าสีเข้มจะเป็นยีนเด่น สีเข้มคือสีแดง ม่วง สีม่วงจะเป็นยีนเด่น ส่วนสีขาว สีชมพู จะเป็นยีนด้อย มันก็จะเกิดการกระจายตัวของยีน การจับคู่ของยีน ทำให้เราได้สายพันธุ์กระเจี๊ยบแดงพันธุ์ใหม่ ซึ่งมีตั้งแต่สีม่วง ม่วงเข้ม สีแดง สีแดงอ่อน สีชมพู สีขาว มาพร้อมๆกัน

พิธีกร แสดงว่าเราก็จะได้ทุกสีเลย มาจากต้นเดียวๆ
: ใช่ค่ะ รุ่นผสมรุ่นแรก

ความจัมโบ้มาจากสายพันธุ์อะไร
ความจัมโบ้ เราต้องเข้าใจว่าพันธุ์ที่เกิดจากเป็นลูกผสมจะมีความดีเด่นกว่าพันธุ์พ่อแม่ เราก็ใช้ลักษณะพวกนี้ คือกลีบใหญ่ แข็งแรง เติบโตดี แล้วก็มีสารสูง อันนี้เป็นลักษณะที่ดีของพันธุ์ลูกผสมทั่วๆไป ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ว่าเราต้องการคัดเลือกลักษณะไหนที่เราต้องการนำมาใช้ประโยชน์

พิธีกร ก็คือเราสามารถเลือกยีนเด่นของมันออกมา
: ใช่ค่ะลักษณะเด่นของเขาออกมาได้ ซึ่งจริงๆ ในการคัดเลือก เราสามารถได้พันธุ์ที่มีสีม่วงเข้มมากกว่าพันธุ์ม่วงจัมโบ้ด้วย ซึ่งเราเรียกว่าพันธุ์แอนโทไซยานินสูง แต่ว่าขนาดของกลีบเลี้ยงจะเล็กกว่าพันธุ์ม่วงจัมโบ้

พิธีกร มาจากสายพันธุ์เดียวกันใช่ไหม
: ต้นพันธุ์เดียวกัน แต่ว่าเกิดการกระจายตัวในรุ่นลูก รุ่นต่อๆ มา ซึ่งเราก็ได้ทำการคัดเลือกจนกระทั่งถึงรุ่นที่ 7 รุ่นที่8 จนกระทั่งเกิดความคงตัวของสายพันธุ์ แล้วก็ทำการเผยแพร่ให้สาธารณชนรู้จัก ก็อยากให้ได้เห็นความสวยงามของดอกของเขา แล้วก็ได้เห็นประโยชน์ความหลากหลายของกลีบเลี้ยงที่ออกมา

พิธีกร เพราะว่าโดยมากที่เข้าใจว่า อันที่ต้มกินคือดอก แต่อันนี้ทำให้บุคคลทั่วไปได้รู้ว่า ลักษณะส่วนต้นหรือส่วนประกอบของกระเจี๊ยบมันเป็นอย่างไร
: ใช่ค่ะมีความหลากหลายมากขึ้นแล้วก็ใช้ประโยชน์กว้างขวางขึ้น

นอกจากกลีบเลี้ยงจะขนาดใหญ่แล้ว คุณค่าอะไรที่เพิ่มขึ้นมามากขึ้น
ที่หลักๆก็จะเป็นปริมาณสารแอนโทไซยานินซึ่งจริงๆแล้วสารแอนโทไซยานินเราสามารถพบได้ในผัก ผลไม้ และธัญพืชที่มีสีแดงม่วง สีน้ำเงิน แต่ว่าในกระเจี๊ยบจะพบได้ในปริมาณสูงทีเดียวแล้วมันก็สามารถจะไปพัฒนาเป็นอาหารชนิดต่างๆ เป็นยา เป็นเวชภัณฑ์ได้หลายชนิดโดยใช้ประโยชน์จากสารแอนโทไซยานินตัวนี้ มีสรรพคุณทางด้านเภสัช อย่างที่บอกไปแล้วก็จะทำง่ายๆ ทำเป็นน้ำกระเจี๊ยบ มันก็จะช่วยแก้ไข้ แก้ร้อนในแก้เจ็บคอ ทำให้สดชื่นเนื่องจากมีวิตามินซี อะไรพวกนี้

พิธีกร วิตามินซีสูง
: ใช่ค่ะ ในแง่สมุนไพรก็สามารถดื่มชงเป็นชากระเจี๊ยบ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดน้ำตาล สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำตาลในเลือด แล้วก็ไขมันในเลือดได้
ตอนนี้ทางอาจารย์ได้พัฒนาออกมากี่สายพันธุ์
ตอนนี้ที่เราได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ไปแล้วจำนวน 12 สายพันธุ์ เป็นพันธุ์แอนโทไซยานินสูง 2 พันธุ์ เป็นพันธุ์จัมโบ้มีสีม่วงสีแดง สีชมพู 3 พันธุ์ เป็นพันธุ์กลีบบาน มี 3 สีเหมือนกัน 3 พันธุ์ แล้วก็เป็นพันธุ์กลีบหุบ มี 3 สีอีกเหมือนกัน 3 พันธุ์ แล้วก็พันธุ์สีขาว

แต่ละสายพันธุ์มีความต่างกันอย่างไร
ความแตกต่างของเขาอย่างที่บอก อันที่หนึ่งก็คือสีของกลีบเลี้ยง ซึ่งเราจะเป็น4สีหลักๆ ก็คือ สีม่วง ม่วงก็คือแดงม่วง สีแดง สีชมพู และก็สีขาว นอกจากสีแล้ว เราก็จะดูรูปทรงของกลีบดอกว่าเป็นแบบไหน มันก็จะมีแบบทรงกระบอก ทรงกลีบบานแล้วก็ทรงกลีบหุบแบบดอกบัวอย่างนี้ ช่วงคัดเลือกก็จะเวียนหัวหน่อย ทำไมมันมากมายขนาดนี้

อยากทราบความแตกต่างแต่ละสายพันธุ์ที่อาจารย์พัฒนามา มีการเอาไปแปรรูปในรูปแบบต่างๆหรือว่ามันแปรรูปได้เหมือนกัน
แปรรูปกลีบเลี้ยงสีม่วง สีแดง สีชมพู สามารถเอามาแปรรูปได้ทุกชนิด แต่ว่ากลีบเลี้ยงสีม่วงก็จะมีปริมาณแอนโทไซยานินสูงกว่าสีแดง และก็สูงกว่าสีชมพู 3 สีอันนี้มันเป็นตัวบ่งบอกว่ามันมีปริมาณอยู่มากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นในแง่ของการใช้ประโยชน์จากสารแอนโทไซยานินไปสกัดสี สกัดสารแอนโทไซยานินทำเป็นสมุนไพรเป็นยา เป็นเครื่องดื่ม สีม่วงจะให้ปริมาณสารสำคัญดีที่สุดสูงที่สุด

พิธีกร แล้วอย่างพวกดอกที่เป็นดอกสีขาว อันนั้นเราเอาไปทำอะไรได้
: สีขาวมีปริมาณกรดเหมือนกับกระเจี๊ยบแดงที่มีสีอื่น แต่ไม่มีสารแอนโทไซยานินเราสามารถจะนำมาใช้เป็นสารเติมความเปรี้ยวให้กับเครื่องดื่มชนิดอื่นๆได้อย่างเช่น ผลหม่อน ลูกหม่อนที่ทำน้ำหม่อนรสชาติก็จะจืดๆใช่ไหม น้ำเครื่องดื่มอื่นๆที่ไม่มีรส เราสามารถใช้กระเจี๊ยบสีขาวนำไปสกัดสีเพิ่มความเปรี้ยวได้ หรือจะนำไปรับประทานสดๆก็ได้ ใส่ในสลัดในยำ ซึ่งจะเป็นความเปรี้ยวแบบกรอบๆ ของกลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบแดง

 

 

พิธีกร ก็คืออย่างไรมันก็ยังให้คุณค่าทางอาหารเหมือนกัน
: อีกอย่างหนึ่งนอกจากใช้ทำอาหารแล้ว กระเจี๊ยบแดงอย่างที่บอกเขามีกลีบเลี้ยงสวยงามมีรูปทรงของกลีบเลี้ยงต่างๆกัน กลีบเลี้ยงของเขามีความคงทนสามารถใช้เป็นไม้ปักดอก ไม้ปักแจกัน หรือทำช่อดอกไม้ก็ได้


พิธีกร คือต้องบอกอาจารย์ก่อนว่ายังไม่เคยเห็นดอก ที่เป็นดอกของมันเลยเพราะตอนแรกคือทุกทีก็จะเห็นตามตลาดจะเป็นกลีบเลี้ยงที่นำมาต้ม ก็เลยสงสัยว่ามันเอามาทำอะไรได้นอกจากแปรรูปทำอาหาร ทำน้ำ ก็คือเอามาตกแต่งได้
: ใช่ค่ะ ตอนนี้เราก็กำลังทำวิจัยว่าจะนำกระเจี๊ยบแดงไปทำไม้ปักดอกได้อย่างไรบ้าง วิธีการรักษาอย่างไรให้คงอยู่นาน

พิธีกร และลำต้นมัน ใช้ได้ไหม
: ใช้ได้ จริงๆกระเจี๊ยบแดงใช้ได้ทุกส่วน ลำต้นจะมีไฟเบอร์สูงมาก บางที่จะเอาไปทำเป็นเชือก

พิธีกร แต่ไม่ได้เอามาทาน ตอนแรกเข้าใจว่ามีไฟเบอร์สูงต้องทาน เอาไปทำเชือกใช่ไหมคะ
: ที่ทานคือยอดอ่อน และใบอ่อน มีไฟเบอร์มากเราก็จะเคี้ยวไม่ไหว ไม่น่ากิน มันหยาบ แต่ว่าที่เราทานกันก็จะเป็นยอดอ่อนแล้วก็ใบอ่อนของกระเจี๊ยบ

พิธีกร ลำต้นส่วนมากเขาจะเอามาทำเป็นเชือก
: แต่ในบ้านเราก็จะมีการใช้ประโยชน์ค่อนข้างน้อย ที่ใช้ก็คือใช้ทานยอด ทานยอดอ่อนดอกอ่อนซึ่งจะมีวิตามินเอสูง และก็จะมีธาตุพวกแคลเซียมและแมกนีเซียมสูงด้วย

แต่ละสายพันธุ์ ในการปลูกมันมีวิธีปลูกที่มันแตกต่างกันไหม เราจะต้องมีการเตรียมสถานที่ปลูก เตรียมดินอย่างไร
จริงๆกระเจี๊ยบแดงเป็นพืชที่ปลูกค่อนข้างง่าย แล้วก็ค่อนข้างทนแล้ง แต่ว่าในช่วงแรกของการปลูก ก็อาจจะต้องการน้ำฝนช่วยในการเจริญเติบโตด้วย แต่ถ้าฝนทิ้งช่วงเราอาจจะต้องให้น้ำเพิ่ม จริงๆ การปลูกกระเจี๊ยบแดงไม่ได้ต่างจากพันธุ์ดั้งเดิม ก็คือสามารถจะปลูกโดยการหย่อนเมล็ดโดยตรง หรือจะเพาะกล้าก็ได้ ถ้ามีปริมาณเม็ดน้อยๆหรือจะปลูกในพื้นที่ไม่เยอะ การเตรียมดินก็เหมือนกับการปลูกข้าวโพดปลูกพืชไร่อะไรทั่วไป ก็คือไถพรวน กำจัดวัชพืช ถ้าในที่ที่ระบายน้ำได้ไม่ดีก็อาจจะทำการยกร่องสักหน่อย เพราะกระเจี๊ยบแดงจะไม่ชอบน้ำขัง เพราะน้ำขังอาจจะทำให้เกิดโคนเน่า รากเน่าได้

มักจะปลูกในช่วงไหน
กระเจี๊ยบแดงพิเศษนิดนึง เพราะเขาเป็นพืชวันสั้นที่ตอบสนองต่อแสงแดด กระเจี๊ยบแดงเขาจะไม่ออกดอกทั้งปี เขาจะออกดอกเมื่อช่วงวันสั้นมาถึง ก็คือประมาณเดือนตุลาคมเท่านั้น ฉะนั้นฤดูปลูกที่เหมาะสมสำหรับกระเจี๊ยบแดงคือประมาณเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมของทุกปี

พิธีกร อันนี้ถือเป็นพืชล้มลุกไหมคะ
: เป็นพืชล้มลุก ถ้าเราปลูกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม พอเริ่มเข้าเดือนตุลาคม เขาก็จะเริ่มออกดอก ถูกกระตุ้นด้วยแสงชั่วโมงของแสงที่มันลดลงก็จะกระตุ้นให้เขาออกดอก พอดอกออกดอกร่วงไป กลีบเลี้ยงเขาจะเติบโตเขาจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนพฤศจิกายนจนถึงธันวาคมซึ่งช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ปลอดฝนแล้วก็มีแดดดีซึ่งมันเหมาะสำหรับการตากแห้ง

ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ออกมาตลอดปีเพราะว่ามันมีช่วงในการออกดอกอยากจะถามว่าผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้กระเจี๊ยบแดงตลอด เขาเอาผลิตภัณฑ์เก็บอย่างไร
ส่วนใหญ่เขาจะใช้วิธีตากแห้งหรืออบแห้งไว้ใช้ปีต่อปี

พิธีกร ก็คือจะเก็บช่วงเดียว
: ใช่ค่ะ สามารถจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงพฤศจิกายน ธันวาคม อาจจะถึงมกราคมแล้วช่วงนี้เราก็ทำการตาก หรืออบเก็บไว้ในที่ไม่โดนแสง ก็จะสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานหลายเดือน


พิธีกร สรรพคุณจะเท่ากับสดไหมคะ
: สรรพคุณ ปริมาณสารสำคัญในกลีบเลี้ยงก็จะลดลงเรื่อยๆ ตามการเก็บรักษาขึ้นอยู่กับสถานที่ที่เราเก็บมันมืดไหม มีแสงไหม ถูกออกซิเจนเข้าไปทำปฏิกิริยามากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นการเก็บรักษานี้มีส่วนในการรักษาคุณภาพของกระเจี๊ยบแดง


พิธีกร ก็แสดงว่าอยู่ที่ห้องเก็บด้วยว่าเรามีห้องเก็บกระเจี๊ยบเหมาะสม
: ไม่ต้องห้อง อาจจะเก็บในถุงทึบแสง หรือในขวดโหลได้เหมือนกัน

พิธีกร เข้าใจว่าอาจจะต้องอยู่ในห้องปิดทึบหรือห้องแลปหรือมีอะไรอย่างนี้
: ไม่จำเป็นค่ะ เก็บในที่แห้งและเย็นกันชื้นไม่โดนแสงเท่านั้นเองเก็บแบบแช่แข็งก็ได้ แล้วก็นำมาใช้ ใช้ได้เหมือนกัน

อาจารย์บอกว่ามันจะsensitiveกับน้ำ เรื่องน้ำเราต้องดูแลเรื่องน้ำมันอย่างไร
ก็คือจริงๆแล้วกระเจี๊ยบแดง ถ้าเราปลูกในหน้าฝนส่วนใหญ่ มันจะได้น้ำฝนช่วยในการเจริญเติบโต แต่ในบริเวณที่มีน้ำขังอะไรพวกนี้มันก็อาจจะกระตุ้นให้กระเจี๊ยบแดงเป็นโรคได้ง่ายขึ้น การระบายน้ำก็เป็นสิ่งจำเป็นเท่านั่นเอง นอกจากนี้การใช้ระยะปลูกที่เหมาะสม ก็คือถ้าเราปลูกเร็ว ประมาณกรกฎาคม สิงหาคมก็ควรจะใช้ระยะปลูกห่างหน่อย เพราะกระเจี๊ยบจะมีการเจริญเติบโตทางลำต้น กิ่งก้านมาก ถ้าปลูกแน่น ชิดเกินไปอาจทำให้เกิดเป็นโรค การหักล้มได้ง่าย กระเจี๊ยบต้องการแดดมากเป็นพืชต้องการแสงมากไม่ควรปลูกในที่ร่ม รำไร


พิธีกร สงสัยว่าถ้าต้องการแดดมากทำไมเราไม่ปลูกในช่วงหน้าร้อน
: ถ้าปลูกในช่วงหน้าร้อนเขาจะโตแต่ลำต้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงตุลาคม จะไม่มีดอก ต้นจะสูงใหญ่มาก บ้านเรามีแดดทั้งปี แต่ว่าเมษายนอุณหภูมิจะสูงมาก จะร้อนเกินไป และการสะสมสารแอนโทไซยานินในพืช ในกระเจี๊ยบแดง หรือพืชอื่นๆ เขาพบว่ามีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิ ยิ่งอุณหภูมิต่ำจะยิ่งช่วยกระตุ้นให้พืชสามารถสร้างสารแอนโทไซยานินได้สูงขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นการปลูกในฤดูหนาวหรือว่าฤดูที่ไม่ร้อนจัดจะช่วยให้กระเจี๊ยบสามารถสะสมสารสำคัญได้สูงขึ้นด้วย

พิธีกร ถ้าจะตัดกระเจี๊ยบไปใช้ประโยชน์ควรตัดในช่วงปลายๆ ปี
: ใช่ค่ะ จะออกดอกในช่วงเดือนตุลาคม อุณหภูมิจะเริ่มลดลง จะเริ่มเย็นลง จะกระตุ้นให้กระเจี๊ยบสร้างสารได้สูงขึ้นมากขึ้น

ถ้าท่านผู้ชมสนใจสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ช่องทางไหนบ้าง
สามารถติดต่อได้ทาง facebook ของศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ติดต่อมาที่เบอร์โทรศัพท์ 081-9369260 และเป็นเบอร์ Line id ด้วย

 

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่น่าสนใจ

KULIB Talk No.22 หัวข้อ “นวัตกรรมอาหาร ไอศกรีมสาหร่ายสไปรูลิน่า และ โยเกิร์ตสาหร่ายสไปรูลิน่า”นักวิจัยคนเก่งจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร
โดยคุณวนิดา ปานอุทัย

libtalk22 1

สาหร่ายสไปรูลิมีประโยชน์อย่างไร ทำไมถึงได้เลือกนำเอาสาหร่ายสไปรูลิมาเป็นงานวิจัยของคุณวนิดา


      สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นสาหร่ายขนาดเล็ก มีจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ในเชิงอุตสาหกรรมในประเทศไทยอยู่แล้ว และสาหร่ายสไปรูลิน่าที่เราได้เลือกนำมาใช้เป็นสาหร่ายที่เกิดจากงานวิจัยต่อยอดมาจากงานวิจัยผลงานวิจัยการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสไปรูลิน่าเพื่อผลิตโปรตีนสูง หลังจากเราได้สาหร่ายสไปรูลิน่าที่มีปริมาณโปรตีนสูงแล้วจึงมีแนวคิดที่จะนำมาใช้ประโยชน์ต่อยอดในผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มากขึ้นคะ


เป็นผลงานวิจัยที่มีอยู่แล้วของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร อย่างที่เห็นข้างหน้านี้ มีผลิตภัณฑ์อะไรบ้างคะ


      สาหร่ายสไปรูลิน่าเมื่อผ่านการอบแห้งสามารถนำมาอัดเม็ดและเป็นแบบแคปซูล เป็นอาหารเสริมที่มีจำหน่ายในเชิงพาณิชย์บ้านเราอยู่แล้ว ในส่วนที่เห็นเป็นผง ๆ นี้ หลังจากเราทำการเก็บเกี่ยวสาหร่ายสไปรูลิน่าแล้ว เราก็ทำแห้งได้หลายรูปแบบ ตัวอย่างในการทำแห้ง คือ การทำแห้งโดยใช้ลมร้อน การทำแห้งโดยใช้ Freeze dried สาหร่ายสไปรูลิน่าจะมีสีสดขึ้นมานิดหนึ่ง เป็นการทำแห้งโดยการแช่เยือกแข็ง


แล้วการทำแห้งที่เรานำมาใช้ในงานวิจัยของเราเป็นแบบไหนคะ


      เป็นแบบ Freeze dried สีจะดูเข้มขึ้นมาเพราะไม่ผ่านกระบวนการความร้อน เป็นแบบที่ดีที่สุดยังคงคุณค่าของสารอาหารอยู่


ในส่วนของสถาบันเองสามารถทำเองเลยได้ไหมคะหรือว่าเราต้องส่งไปที่หน่วยงานอื่น แปรรูปแบบแห้งออกมา


      ถ้าเกิดเป็นงานวิจัยในระดับ lab ก็สามารถทำได้ในห้องปฏิบัติการ ถ้าเกิดเป็นอุตสาหกรรมต้องมีการจัดซื้อหรือว่าจัดจ้างกระบวนการนี้เกิดขึ้นคะ


ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่เรานำมาโชว์ในวันนี้มี 2 แบบ คือ โยเกิร์ตสาหร่ายสไปรูลิน่า และไอศกรีมสาหร่ายสไปรูลิน่า คุณวนิดาช่วยเล่าถึงผลิตภัณฑ์ 2 ตัวนี้นิดหนึ่งคะ


      เริ่มจากตัวโยเกิร์ตสาหร่ายสไปรูลิน่า เจ้าตัวที่เป็นผลิตภัณฑ์สาหร่ายสไปรูลิน่ามีคุณสมบัติเป็น per-biotic ซึ่งส่วนตัวโยเกิร์ตจะมีจุลินทรีย์ที่เรียกว่า pro-biotic per-biotic จากสาหร่ายสไบรูลิน่าจะช่วยส่งเสริมสนับสนุนการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้ นอกจากที่ว่าจะมีคุณค่าทางโภชนาการ และเพิ่มโปรตีนจากสาหร่ายสไบรูลิน่าเข้าไปแล้ว จะตัวสีสีนของสไบรูลิน่าก็จะช่วยเพิ่มให้น่ารับประทานมากขึ้น นอกจากนี้ตัวสาหร่ายสไปรูลิน่าจะมีคุณสมบัติอื่น ๆ เช่น ต้านอนุมูลอิสระได้ด้วย


      ส่วนไอศกรีมก็จะเป็นเบสนม คือทำจากผลิตภัณฑ์นมเป็นหลักและ เพิ่มสาหร่ายสไปรูลิน่าเข้าไป มีการพัฒนาสูตรให้สามารถเพิ่มสาหร่ายสไปรูลิน่าเข้าไป ให้มีสีสันน่ารับประทาน มีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น


นอกจากที่เราประสบผลสำเร็จทั้งโยเกิร์ตและไอศกรีมแล้ว คุณวนิดายังมีวางแผนทำงานวิจัยอื่นที่นำเอาสาหร่ายมาเป็นวัตถุดิบหลักไหมคะ


      มีคะ ตอนนี้กำลังทำงานวิจัยอยู่คะ ขออุ๊บไว้ก่อน

คุณวนิดาได้มีการนำเอา โยเกิร์ตสาหร่ายสไปรูลิน่า และไอศกรีมสาหร่ายสไปรูลิน่า ออกจำหน่ายที่ไหนบ้างไหมคะ


      ตอนนี้ยังไม่มีการออกจำหน่ายนะคะ จะมีแต่เป็นลักษณะการออกนำแสดงผลงานนวัตกรรม ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการจัดแสดงผลงานในงานเกษตรแฟร์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา


มีคนให้ความสนใจเยอะไหมคะ


      เยอะคะ


แฟน ๆ รายการที่ชมอยู่สนใจในส่วนของเป็นเจ้าของกิจการหรือว่าอยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ไหนคะ


      สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร หรืออีกหนึ่งช่องทางคือ ผ่านทางงานทรัพย์สินทางปัญญาสำนักบริการวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


มีเพจของทางสถาบันไหมคะ


      มีคะ ก็สามารถ in box มาถามได้

สรุป


      สาหร่ายสไปรูลินาเป็นสาหร่ายขนาดเล็กมีโปตีนสูงกว่าถั่วเหลือง มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย และสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ สามารถเพาะเลี้ยงและนำมาเป็นอาหารเสริมในรูปของการอัดเม็ดหรือทำเป็นแคปซูลมีขายตามท้องตลาด โดยคุณวนิดา ณ สถาบันวิจัยและพัฒนาอาหารได้นำมาวิจัยเป็นส่วนผสมในโยเกิร์ตและไอศกรีมเป็นนวัตกรรมใหม่ที่น่าสนใจ มีการออกนำแสดงนวัตกรรมในงานเกษตรแฟร์ แต่ยังไม่มีการจำหน่าย ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร หรืออีกหนึ่งช่องทางคือ ผ่านทางงานทรัพย์สินทางปัญญาสำนักบริการวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือติดตามทางเพจของสถาบัน

 

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่น่าสนใจ

 

KULIB Talk #15
การค้นพบมดชนิดใหม่ของโลก
ผศ.ดร.วัฒนชัย ตาเสน จากภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับผลงานชิ้นโบว์แดงด้วยการค้นพบมดชนิดที่พบใหม่ (new record) ของประเทศไทยและชนิดใหม่ของโลก (new species)

     สำนักหอสมุดได้รับข่าวการค้นพบมดใหม่ในสกุลMyopias โดย ผศ.ดร.วัฒนชัย ตาเสน จากภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ จากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบบทความงานวิจัย มี ดร. วียะวัฒน์ ใจตรง พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติDr. Guenard  School of Biological Sciences, University of Hong Kongซึ่งได้รายงานการค้นพบมดสกุลนี้ในประเทศไทย 7 ชนิดด้วยกัน ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งแรกในประเทศไทย 4 ชนิด เป็นการค้นพบครั้งแรกหรือ new record ชนิดแรกคือ Myopias bidensชนิดที่ 2 คือ crawleyiชนิดที่ 3 punctigera ชนิดที่ 4 mandibularisซึ่งบรรยายลักษณะวรรณะราชินีของมดชนิดนี้เป็นครั้งแรกของโลก และผู้ที่จะมาให้ความรู้กับเรา ขอต้อนรับ ผศ.ดร.วัฒนชัย ตาเสน จากภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วันนี้เราจะมาพูดคุยเรื่องมดๆ กันซึ่งเป็นสัตว์ตัวเล็กแต่งานวิจัยไม่เล็กเลย

งานวิจัยชิ้นนี้เริ่มต้นอย่างไร

     เริ่มต้นการวิจัย ทางภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมมือทำงานวิจัยกับหลายหน่วยงาน แต่การสำรวจและการศึกษาความหลากชนิดของมด เราได้ร่วมมือกับองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติโดยการร่วมมือของ ดร.วียะวัฒน์ ใจตรง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านมดในประเทศไทยผู้หนึ่ง หลังจากนั้นมีการเข้าไปสำรวจในพื้นที่ ทั้งในพื้นที่เกษตร สวนป่า ในพื้นที่ป่าธรรมชาติที่ได้รับอนุญาติแล้วจึงเข้าไปสำรวจได้ หลังจากนั้นทางทีมงานจะเข้าไปสำรวจแต่ละจุดแต่ละพื้นที่ จากนั้นก็เอาตัวอย่างมดที่ได้มาใส่แอลกอฮอล์ เอามาไว้ในห้องปฏิบัติการเพื่อรอรับการจำแนกในระดับสกุล ระดับชนิดต่อไป (พิธีกร การเก็บตัวอย่างมดไว้ในแอลกอฮอล์ มดยังมีชีวิตอยู่ หรือโดนแอลกอฮอล์มดก็ตาย)ตายแล้ว เป็นการเก็บแบบเปียก (พิธีกร มีแบบการเก็บแบบเปียก และแห้ง)การเก็บแบบแห้งจากที่เปียกแล้ว เราเอามาทำการ set หรือจัดให้อยู่ในรูปแบบมาตรฐาน ลักษณะการ set มดใส่ในกระดาษสามเหลี่ยม ใช้กาวแปะที่ตัวของมด (พิธีกร การ set มดต้องมีลักษณะพื้นฐาน จะต้องเป็นลักษณะท่าทางแบบไหน)จะ set ระหว่างขาคู่หน้า และขาคู่กลางใช้กระดาษสามเหลี่ยมแปะด้วยกาวลาเท็กซ์ วางไว้ set ในกล้องจุลทรรศน์ (พิธีกร มือก็ต้องนิ่งพอสมควร ค่อนข้างเล็กด้วย ใช้เวลานานแค่ไหน ในการ set มด)มดตัวหนึ่งถ้าผู้เชี่ยวชาญไม่นาน ประมาณ 1 นาที ถ้าเกิดไม่ชำนาญก็ 10 นาที ครึ่งชั่วโมงก็มี เพราะว่า set ให้ขาหรือรูปทรงของหนวดให้มันได้ระดับที่เป็นมาตรฐาน

การสำรวจพื้นที่ มีวิธีหลักการอย่างไรในการเลือกพื้นที่สำรวจมด

     แล้วแต่ชนิดมดที่เราจะศึกษาด้วยเหมือนกัน ถ้าศึกษามดที่อาศัยอยู่ตามพื้นดิน หรือในดิน เราต้องดูว่าลักษณะของดิน พื้นที่มีแนวโน้มมีตัวอย่างของมดที่เราจะศึกษาหรือเปล่า หรือในพื้นที่ที่เป็นแหล่งศึกษามดที่อยู่ตามเรือนยอด เราก็ต้องดูต้นไม้หรือว่าต้นไม้แบบไหนที่สนใจจะศึกษา ต้องดูระบบนิเวศวิทยาของมดด้วยเช่นกัน มีข้อมูลพื้นฐานของมด
 
หลักในการเลือกตัวมด อยากจะสำรวจสกุลใด

     มันค่อนข้างจะลำบาก เพราะมดมันมีเยอะมาก สกุลนี้อยู่ตรงนี้ ตรงไหน สำรวจอาจมีการสำรวจทั้งพื้นที่หรือว่าในพื้นฐานของต้นไม้นั้น ค่อยเอามาเลือกหรือมาเช็ค คัดแยกว่ากลุ่มนี้อยู่กลุ่มไหน สปีชี่ส์ไหน สกุลไหน
 
ผลงานมดชนิดใหม่ที่ได้กล่าวไปเบื้องต้น ในสกุล Myopiasมีความพิเศษหรือมีความเฉพาะอย่างไร

     มดสกุล Myopias ลักษณะเด่นของกลุ่มพวกนี้จะแตกต่างจากกลุ่มสกุลอื่นชัดเจนคือ ลักษณะของกรามหรือ  Mandibles ค่อนข้างจะห่าง มดชนิดอื่นจะชิดกัน แต่มดชนิดนี้จะเห็นเป็นช่องว่างเหมือนกับมีปากเป็นร่องอยู่ตรงกลาง ถ้าเกิดเรามองจากด้านบนลงมามันก็จะเป็นช่องว่างเหมือนฟันหลอ เรียกสกุลนี้เป็นมดสกุลปากห่าง เพราะลักษณะปากจะห่าง Mandibles หรือกรามห่าง ส่วนฐานของริมฝีปากบนหรือ Clypeus จะเป็นรูปประมาณสี่เหลี่ยม อาจจะเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูหรือสี่หลี่ยมจตุรัส ลักษณะเด่น ส่วนของเอวมี 1 ปล้อง ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของ ซัพวงศ์ย่อยของ Ponerinae ที่มีเคียวปล้องเดียว (พิธีกร ปกติมดทั่วไปจะกี่ปล้อง)มี 1 - 2 ปล้อง เป็นลักษณะที่แตกต่างจากแมลงกลุ่มอื่นเหมือนกัน ปล้องท้องอันนี้

ลักษณะอื่นทั่วไปของตัวมด มดมีความพิเศษช่วยให้ระบบนิเวศดีขึ้น หรือเป็นตัวบ่งบอกบ่งชี้อะไร

     มดปกติแล้วจะมีบทบาททางนิเวศคือเป็นผู้ล่า กินสัตว์เป็นอาหาร แต่กลุ่มนี้จะอาศัยอยู่ตามขอนไม้ผุ คิดว่ากระบวนการของมันคือจะอยู่ในขอนไม้ผุจะกัดกินหรือว่าสร้างรังในขอนไม้ทำให้การย่อยสลายของขอนไม้ไวขึ้น ช่วยย่อยสลายด้วยในกลุ่มสกุลนี้ (พิธีกร ถ้าพวกใบไม้ทับทมพวกนี้ย่อยสลายได้ไหม)เราเจอเฉพาะในขอนไม้ใหญ่หรือขอนไม้ผุ ทำรัง protect ตัวเองสร้างรังในขอนไม้จะดีกว่าในใบไม้

ในประเทศไทยสกุลMyopias มีค่อนข้างเยอะไหม

     ในทั่วโลกจากการศึกษาจะทราบชื่อชนิดแล้วประมาณ 40 ชนิด ในประเทศไทยพบอยู่ 7 ชนิด ซึ่งเป็นรายงานครั้งแรกใน Zootaxa ประเทศไทยปกติยังไม่มีคนรายงานระดับชนิดว่ามีกี่ชนิด รู้ว่ามีระดับสกุล Myopiasไม่ระบุชนิดได้ ยังไม่มีคนระบุชนิดเป็นทางการ อันนี้เป็นรายงานแรกที่ค้นพบว่ามันมีอยู่ 7 ชนิดในประเทศไทยซึ่ง 4 ชนิดเป็น new record เป็นค้นพบใหม่ในประเทศไทย ส่วนอีก 3 ชนิดเป็น new speciesหรือว่าการค้นพบชนิดใหม่ของโลก
 
 
มีการตั้งชื่อ มดสกุล Myopias

         มีแล้วครับ ในกลุ่มของมดสกุลนี้ที่บอกว่าเป็นการระบุชนิดแรก ครั้งแรกของประเทศไทยที่บอกว่าพบ 7 ชนิด เป็น 4 new record 3 new species ซึ่ง 3 new species  เขาดูลักษณะของส่วนต่างๆ ที่แตกต่างกัน พบว่าชนิดแรกเป็นมดปากห่างเล็ก หรือเป็น Myopias minima ลักษณะจะเล็กที่สุดในบรรดามดปากห่างในสกุลนี้ พบในทางภาคใต้ของประเทศไทยซึ่งมีขนาดเล็ก แถวนครศรีธรรมราช ชนิดที่ 2 เป็น Myopias sakaeratensis เจออยู่ทางนครราชสีมา ในพื้นที่สะแกราช ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติกับสถานที่  sakaeratensis หรือมดปากห่างสะแกราช ตั้งชื่อภาษาไทยให้เลย เจอแถวๆ ทานครราชสีมาและทางภาคตะวันออกของประเทศไทย ส่วนอีกชนิดหนึ่งคือ Myopias sonthichaiae เป็นมดที่เจอทางภาคเหนือและทางภาคตะวันตกของประเทศไทย เราตั้งชื่อให้เพื่อเป็นเกียรติกับอาจารย์เสาวภา สนธิชัย ซึ่งเป็นอาจารย์ในยุคแรกๆ ที่มีการศึกษามดในประเทศไทย ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติกับท่าน


อยากให้อาจารย์เล่าถึงขั้นตอนการศึกษาวิจัย มีขั้นตอนอย่างไร ตั้งแต่เริ่มลงพื้นที่ต้องมีขั้นตอนอย่างไร

     ในขั้นตอนการศึกษาส่วนใหญ่จะมีการทำงานเป็นทีม ทราบว่ามดชนิดนี้ปกติจะอาศัยอยู่ตามขอนไม้ผุ โดยส่วนใหญ่มดมีหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีแหล่งที่อยู่อาศัย หรือการหาอาหารต่างกันค่อนข้างมาก บางชนิดอาศัยอยู่ในดิน ตามพื้นดิน ตามต้นไม้ กิ่งไม้ ยอดไม้ต่างๆ มีความแตกต่างกัน ส่วนมดชนิดนี้เป็นมดที่อาศัยอยู่ตามขอนไม้ผุ เราก็เลยต้องเข้าไปสำรวจทั่วพื้นที่ถ้าเจอขอนไม้ที่ผุใหญ่ๆ จะค่อยพลิกดู ค้นดู เก็บดู วิธีการเก็บมีการร่อนคือมีตะแกรงร่อน มดขนาดเล็กมาก มองไม่เห็น ถ้าจับเหมือนตัวอื่นๆ จับไม่ได้ ร่อนๆ แล้วใช้ forceps ในการคีบเก็บในขวดแอลกอฮอล์ ระบุพิกัดว่าขวดนี้เก็บที่ไหน วันที่เท่าไร ผู้เก็บชื่ออะไร ลักษณะการเก็บ เก็บตามขอนไม้หรือตามยอดไม้ ลักษณะพื้นที่ที่เก็บด้วย แล้วเอาขวดนั้นมาปฏิบัติงานต่อในห้องปฏิบัติงาน (พิธีกร ในขั้นตอนการเก็บไปตามขอนไม้ ตัวมดค่อนข้างเล็ก เราต้องสุ่มเก็บตัวอย่างมาก่อนแล้วค่อยมาดูในห้องแล็บ)ใช่ครับ (พิธีกร เราไม่สามารถจะแยกตรงนั้น)ไม่สามารถต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญก็ไม่สามารถแยกในพื้นที่นั้นได้ เพราะว่ามันค่อนข้างจะเล็กมาก เราต้องดูใต้กล้องเท่านั้น ดูใต้กล้องยังไม่พอ เราต้องถ่ายรูปในลักษณะ Morphologyหรือลักษณะโครงสร้างภายนอกที่ชัดเจน มีขนเป็นอย่างไร มีลักษณะหนวดเป็นอย่างไร ตาเป็นอย่างไร การเก็บในพื้นต้องเก็บสุ่มเก็บทั้งหมด ยิ่งเป็น colony เป็นลักษณะอาณาจักรเล็กๆ ย่อยๆ เราต้องเก็บในส่วนของมดงาน มดทหาร และในส่วนของวรรณะราชินี ถ้าเกิดเจอ ยากมากในการเก็บวรรณะราชินี ซึ่งมีชนิดหนึ่งที่สามารถเก็บวรรณะราชินีได้ Myopiasmandibularisเราเอามาบรรยายเป็นครั้งแรกของโลกในสกุลนี้ที่ใช้วรรณะราชินีในการบรรยายลักษณะใน Zootaxa

ลักษณะในวรรณะราชินี มีลักษณะเด่นอะไรเป็นพิเศษ

     ปกติเวลาเราเห็นราชินีต้องตัวใหญ่ มดบางชนิดอาจตัวเท่ากัน แต่ว่าเขาดูตรงตุ่มปีกข้างหลัง จะมีปุ่มปีกแสดงว่าเคยมีปีกมาก่อน มีการผสมพันธุ์กับตัวคิง สลัดปีกออก ดำรงชีวิตอยู่ในรังของมัน ใน colony ของมัน ส่วนใหญ่ท้องจะใหญ่กว่ามดงาน หรือมดทหารปกติทั่วๆ ไป (พิธีกร อาจารย์กล่าวถึงมีควีน มีคิงด้วย มีการ record ควีน และตัวคิงมีการระบุวรรณะอะไร)ส่วนใหญ่เราจะไม่ค่อยเจอ ตัวเหมือนมดงานทั่วไป (พิธีกร ไม่ได้มีลักษณะที่ชัดเจนจะแยกได้เหมือนราชินี)

มีพิษภัยกับคนอย่างไร

     ดูการจำแนกก่อน พื้นฐานการจำแนกในส่วนของกีฏวิทยา ลักษณะของแมลงโดยทั่วไปจะมีส่วนประกอบอยู่ 3 ส่วนที่ชัดเจน ส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง แมลงทั่วๆ ไป แต่ในมดมีพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ มีเอว แมลงอื่นมีหัว อก ท้อง ส่วนของมดจะมีเอว มดจะมีเอวอยู่ 1-2 ปล้อง บางกลุ่มมี 2 ปล้อง บางกลุ่มมี 1 ปล้อง สามารถจำแนกเป็นมดได้ ลักษณะหนวดแบบหักข้อศอกหรือ geniculate(พิธีกร ถ้าเป็นแมลงอื่น จะเรียกว่าอะไร)มีหลายแบบอาจจะมีหักข้อศอกเหมือนกัน ในพวกต่อ แตน แต่ลักษณะโครงสร้างภายนอกจะไม่เหมือนมด  2 ลักษณะนี้รู้ว่าเป็นมด จะเอามาเข้าในกลุ่มจำแนก เช่น มดมีเอวกี่ปล้อง ถ้ามี 2 ปล้อง เป็นกลุ่มนี้ เอว 1 ปล้อง ไปกลุ่มนี้ เอว 1 ปล้อง ลักษณะเอวปล้องเดียวมีปากแบบไหน สกุล Myopias ลักษณะปากห่าง อยู่ในสกุล Myopias แน่นอน อย่างอื่นไม่ใช่ ก็เอามาเข้า Myopiasแต่ละชนิดแต่ละสกุลมีหลายชนิดหน้าตาแตกต่างกันเอามาแยกชนิด โดยการเปรียบเทียบจากต้นแบบหรือในหนังสือ ปัจจุบันเราใช้ฐานข้อมูลของ antweb กับ antwiki เพื่อเปรียบเทียบดูว่าลักษณะนี้ สกุลนี้หน้าตาเป็นอย่างไร เขาจะระบุไว้ซึ่งใช้ตรงนี้ เป็นพื้นฐานใช้ antweb antwiki ดูเบื้องต้นเป็นกลุ่มไหน หลังจากนั้นส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญดู เพื่อยืนยันเป็นชนิดใหม่หรือเป็นชนิดที่เจอเป็นแบบไหน ได้ผู้เชี่ยวชาญ Dr. Guenardจากฮ่องกง เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มา confirm ให้ ปกติ ดร.วียะวัฒน์ก็สามารถ confirm ได้ในระดับหนึ่ง ยืนยันอีกทีก็ Dr. Guenardดูสปีชีส์เสร็จแล้วเขียนรายละเอียดต่างๆ ส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญดูอีกครั้ง แล้วก็ส่งไป Zootaxaหรือในวารสารต่างๆ เพื่อตีพิมพ์ต่อไป
 
ในการประกาศค้นพบมดชนิดใหม่จะต้องมีการตีพิมพ์ ต้องประกาศอะไรก่อนที่มีการตีพิมพ์

     ต้องตีพิมพ์ก่อน ถึงจะนำมาประกาศได้ ไม่ใช่เจอ new species10 ชนิด ยังไม่ตีพิมพ์เขาก็อ้างอิงไม่ได้ ซึ่ง Zootaxaเป็นวารสารหนึ่งที่ให้ความสำคัญในด้านอนุกรมวิธานของพวกแมลงและสิ่งมีชีวิตต่างๆ
 
ในการจำแนกจะดูส่วนต่างๆ ของมด ในเรื่อง หัว อก ท้อง เอว มีลำดับขั้นไหมว่าลำดับแรกจำแนกง่ายๆ ก่อน ดูที่ส่วนนี้แรกก่อน

     ในส่วนแรกดูแตกต่างจากแมลงอื่นหรือในกลุ่มเดียวกัน (พิธีกร ในกลุ่มเดียวกัน)ที่บอกว่าดูสัดส่วนของปากที่ชัดเจน และในส่วนของเอว จริงๆ กลุ่มพวกนี้ต้องดูที่เอวก่อนเพราะมีปล้องเดียว บางครั้งดูในส่วนของหนวด ปาก ประกอบกันหลายๆ ส่วนได้ในส่วนของสกุล เริ่มแคบตีวงล้อมมา จำแนกชนิดต่างๆ ออกมา 
 
ในเรื่องพิษของมด

     มีในบางชนิด มดมี 2 กลุ่ม มีเหล็กในและไม่มีเหล็กใน แต่ว่าเหล็กในไม่เหมือนผึ้ง ผึ้งจะมีเหล็กในที่เป็นปากฉลามหรือเป็นตะขอ ต่อยครั้งเดียว มดจะเป็นลักษณะแหลม ต่อยได้หลายครั้ง มดแดงไม่มีเหล็กใน แต่มีปาก มีกลิ่น มีกรดฟอร์มิก กลิ่นส้มๆ (พิธีกร มีพิษมากน้อยแค่ไหน) ไม่มีปัญหาเป็นพิษกับเรา นอกจากไปอยู่ตามถังขยะต่างๆ เป็นพาหะในการนำเชื้อโรค แต่อยู่ในพื้นที่โอเคหน่อย จะคันเฉยๆ ในกลุ่มของพวกมดตะนอย มีข่าวหลายปีก่อนที่ว่ากัดแล้วทำให้คนโดนกัดแพ้ เป็นแผล มีพิษค่อนข้างจะสูง มดตะนอย (พิธีกร มดตะนอยตัวใหญ่ไหม)ตัวใหญ่นะ อยู่ตามสวน ตามสวนสาธารณะ ตัวใหญ่หน่อย เอวสีแดงๆ ตรงก้นเป็นสีดำๆ (พิธีกร มดที่เป็นสีดำ เป็นมดเหมือนกัน มีพิษไหม)ไม่มีพิษตัวนั้น แล้วแต่คนแพ้แล้วกัน การอ่อนแอของคนโดนต่อย หรืออายุของคนโดนต่อย อาจเป็นเด็กหรือคนแก่ อันนั้นจะมีผลหน่อย แต่ไม่มีผลมากเท่ากับมดตะนอย พิษเยอะสุดในบรรดามดในประเทศไทย
 
มาพูดถึงเรื่องภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ ครั้งก่อนสัมภาษณ์ หัวหน้าวิเชียรไป ก็ได้เรียนของภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ และเปลี่ยนเป็นสาขาการจัดการสัตว์ป่า ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้จะต้องศึกษาเกี่ยวกับอะไร สำหรับนักเรียนที่อยากเข้ามหาวิทยาลัย อยากเข้ามาเรียนในภาควิชานี้ต้องมีความรู้พื้นฐานอะไรบ้างเป็นพิเศษ

     ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ ถ้าเกิดในระดับปริญญาตรี แยกเป็นสองสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพป่าไม้ และการจัดการสัตว์ป่าและทุ่งหญ้า ที่หัวหน้าวิเชียรจบสาขานี้ ในสาขาย่อยวิทยาศาสตร์ชีวภาพป่าไม้แบ่งเป็น อนุกรมวิธานพืช, การจำแนกลักษณะพืช new species ปีที่แล้วเจอ new species หลายชนิดเหมือนกัน, นิเวศวิทยาป่าไม้, โรคพืชและกีฏวิทยาป่าไม้ ซึ่งผมอยู่ในกลุ่มสาขาย่อยนี้, เทคโนโลยีอนุกรมป่าไม้, สรีระวิทยาของพืชป่า ทางชีวของป่าไม้จะเน้นในกลุ่มของป่าไม้ การที่มาเรียนในภาควิชานี้ต้องมีการเรียนทั่วๆ ไปก่อน ปี 1 ปี 2 ปี 3 ถึงเลือกเรียนภาควิชา (พิธีกร ตัว bio เรียนกี่ตัว ในภาคชีววิทยาป่าไม้)จริงๆ เดี๋ยวนี้เรียนหน่วยกิตน้อยลง ประมาณ 3-4 วิชาก็โอเคแล้วของภาควิชานี้ แต่ภาควิชานี้จะฝึกงานเยอะหน่อย การเก็บข้อมูลส่วนใหญ่เป็นการเก็บข้อมูลในภาคสนาม การเดินป่า การวัดต้นไม้ต่างๆ ทำงานในป่าเป็นส่วนใหญ่
 
สถานที่ฝึกงานของนิสิต มีที่ไหนบ้าง

     ในคณะวนศาสตร์สถานีมีอยู่เยอะเหมือนกัน มีที่วังน้ำเขียว นครราชสีมา ที่ลำปาง ห้วยทาก ที่เชียงใหม่ ดอยสุเทพปุย ที่หาดนวกร ประจวบคีรีขันธ์ ติดทะเล ที่ชุมพร ตะกั่วป่า
 
ผลงานวิจัยของอาจารย์มีค่อนข้างเยอะมาก ผู้สนใจอยากจะสืบค้นข้อมูลสามารถสืบค้นผลงานของอาจารย์ได้ที่ไหน

     ปัจจุบันการค้นหาข้อมูลในฐานข้อมูลค่อนข้างง่ายขึ้น เราค้นจากอินเตอร์เน็ต google แล้วพิมพ์ชื่อผม วัฒนชัย ตาเสน หรือตาเสน หรือชื่อผลงานวิจัยที่สนใจ search ใน google จะมี link ต่างๆ เราเจอค่อย save หรือ copy ไว้ หากสนใจข้อมูลไหน ไม่สามารถเข้าถึงได้ ส่ง email มาโดยตรงที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. มาอยากได้อันไหน ส่งให้ได้ไม่มีปัญหา
 
งานวิจัยมีเฉพาะเรื่องมด หรือมีสัตว์ชนิดอื่นๆ

     จริงๆ ศึกษาทางด้านกีฏ หรือแมลงป่าไม้ แมลงป่าไม้มีเยอะแยะมากมายหลายชนิดหลายกลุ่ม มดเป็นส่วนหนึ่งของแมลงที่อยู่ในป่าไม้ ศึกษาผีเสื้อ ผึ้ง ก็มีศึกษา เข้าไปในป่าอย่างแรกเจอต้นไม้ อย่างที่สองเจอแมลง แมลงก็สำคัญในระบบนิเวศ การศึกษาความหลากหลายทางชนิด หรือทางประชากร หรือบทบาททางนิเวศเป็นส่วนสำคัญในการศึกษาอยู่ตลอดเวลา
(พิธีกร ก่อนสัมภาษณ์อาจารย์ ลองสืบค้นคลังความรู้ดิจิตอลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีข้อมูลค่อนข้างเยอะ ในคลังความรู้ได้รับความอนุเคราะห์จากอาจารย์ ในการขออนุญาติเผยแพร่ผลงาน อาจารย์เปิดเป็นสาธารณะเพื่อเป็นการศึกษา หรือการต่อยอดผลงานงานวิจัยของอาจารย์ต่อไป ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ได้ให้รวบรวมผลงานที่คลังความรู้ของเรา)
 
ในการหาข้อมูลในการทำวิจัย ในการหาข้อมูลเกี่ยวกับมด มีแหล่งข้อมูลประจำจากแหล่งใดบ้าง

     การอ้างอิงผลงาน อาจจะแบ่งเป็น 3 ประเภท 1. เอกสารในการเผยแพร่ 2.paper หรือวารสารต่างๆ 3. Text book ในหนังสือต่างๆ การตรวจเอกสารเป็นสิ่งสำคัญ ถ้านักวิจัยรุ่นใหม่แนะนำในส่วนของการตรวจเอกสารหรือ การ keep การเก็บวารสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเราไว้เยอะๆ แล้วนำมาอ่าน อ่านเยอะๆ และนำมาผสมผสานศึกษาวิจัยต่างๆ เป็นประโยชน์ต่อผู้วิจัยเอง และการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงาน เพราะเราไม่ได้เก่งคนเดียว มีคนเก่งกว่าเราอีก มีการร่วมมือกัน แชร์ข้อมูลต่างๆ กัน ก็สามารถที่จะประสบความสำเร็จในการตีพิมพ์ผลงานวิจัยต่อไป ส่วนฐานข้อมูลใน ม.เกษตร มีฐานข้อมูลเยอะ ได้รับการ support จากสำนักหอสมุด เข้ามาจะ link มาที่ฐานข้อมูลของหอสมุด ไม่รู้ว่าฐานข้อมูลของหอสมุดมีอะไรบ้าง ใช้หลักๆ sciencedirect (พิธีกร สหสาขาวิชา ก็มี sciencedirect, scopus, web of science ถ้าเป็นสาขาเกษตรเป็น cabdirect)แมลงกลุ่มอื่นๆ ผึ้ง การผสมเกสร การทำลายแมลงต่างๆ แต่ละฐานก็มีความแตกต่างกัน
 
textbook ด้านใดในการอ้างอิง

     จะมี ของทาง anthropology  ecologyจะเน้น forest  ecologyนิเวศวิทยาป่าไม้ หรือการจัดการมาผสมผสานกัน หรือ biodiversityความหลากหลายทางชีววิทยา
 
วันนี้ค่อนข้างได้ข้อมูลที่เป็นความรู้มาก เกี่ยวกับเรื่องมดที่เป็นสัตว์ชนิดเล็ก แต่งานวิจัยไม่เล็ก เป็นการค้นพบ New Record บ้าง New species ซึ่งอาจารย์ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ New species ค่อนข้างสำคัญกว่า New Record

     ใช่ ส่วนใหญ่แล้ว เราคิดว่า New Record ดูตื่นเต้น แต่ New species สำคัญ ค่อนข้างจะยากกว่าในการระบุ New species ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ New species มากกว่า (พิธีกร ปกติมีการค้นพบ species ใหม่ แล้วค่อยไป New Record)ใช่ (พิธีกร ถ้าไม่มีการ New species มาก่อน ก็ไม่สามารถเป็น New Record ได้)New Record เอาข้อมูลที่เจอที่อื่น มารายงานให้คนอื่นรู้ว่าในพื้นที่เราก็มีนะ เจอนะ

ทรัพยากรสารสนเทศของสำนักหอสมุดที่เกี่ยวข้อง

ชื่อเรื่อง

  1. เรื่องของมด/ อวบ สารถ้อย
  2. พิพิธภัณฑ์มด / เดชา วิวัฒน์วิทยา
  3. พิพิธภัณฑ์มด / เดชา วิวัฒน์วิทยา ; ถ่ายภาพ เดชา วิวัฒน์วิทยา และ วีระวัฒน์ ใจตรง
  4. Separating effects of species identity and species richness on predation, pathogen dissemination and resistance to invasive species in tropical ant communities.
  5. Diverse stochasticity leads a colony of ants to optimal foraging
  6. Plant chemical mediation of ant behavior
  7. The role of ants in vertebrate carrion decomposition
  8. Selenium exposure results in reduced reproduction in an invasive ant species and altered competitive behavior for a native ant species
  9. Entomology
  10. Chapter5 - Forensic Entomology
  11. Ant-herbivore interactions in an extrafloral nectaried plant: are ants good plant guards against curculionid beetles?
  12. Preliminary list of the lepidopterous insects in the Arizona State University Hasbrouck Insect Collection
  13. The European fire ant (Hymenoptera: Formicidae) as an invasive species: impact on local ant species and other epigaeic arthropods
  14. Ant Bites Conjunctival Tissue: The ABCs of Removing an Ocular Ant Foreign Body
  15. แมลง การจำแนกและการเก็บตัวอย่าง / ศิริณี พูนไชยศรี และคณะ

KULIB Talk #9

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561

Live จากห้อง Eco-Library สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

==============================================

ดร. พิศมัย ศรีชาเยช

นักวิจัย สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน กับผลงาน “การพัฒนากระบวนการผลิตแยมน้ำตาลต่ำเพื่อยืดอายุการเก็บ”

 

แยมน้ำตาลต่ำเพื่อยืดอายุการเก็บ ลดต้นทุน เพิ่มโอกาสทางการตลาดและผลกำไรให้ผู้ประกอบการ

สูตรลงตัว ตลาดเปิดรับ แต่ติดปัญหาเรื่องอายุการเก็บ คือที่มาของงานวิจัย

ดร. พิศมัย ศรีชาเยช หรือคุณกุ้ง เล่าถึงที่มาของงานวิจัย การพัฒนากระบวนการผลิตแยมน้ำตาลต่ำเพื่อยืดอายุการเก็บ ว่าผู้ประกอบการมีปัญหาด้านกระบวนการผลิตแยม สถาบันช่วยวิจัยและแก้ปัญหา โดยชวนเข้าโครงการ Innovation hub Thailand 4.0 ช่วยยกระดับของผู้ประกอบการ จึงเป็นที่มาของการทำงานวิจัยร่วมกัน จนออกมาเป็น แยมละมุน ในที่สุด “สูตรแยมผลไม้พัฒนาขึ้นโดยเชฟคอนราด อิงเฮลแรม เน้นใช้ผลไม้ไทย กวนด้วยสูตรหวานน้อย ไม่ใส่สารสังเคราะห์ใด ๆ แต่พบปัญหาว่าแยมเก็บได้ไม่นาน โครงการจึงเข้าไปช่วยพัฒนาการผลิต ใช้หลักการการแปรรูปด้วยความร้อน ทำให้สามารถเก็บแยมที่อุณหภูมิห้องได้โดยไม่เสีย”

กว่าจะมาเป็น “แยมละมุน” แยมน้ำตาลต่ำ ที่ปัจจุบันขยายตลาดจนพบเจอได้ในไลน์บุฟเฟต์อาหารเช้าของโรงแรมทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด

         สังเกตุได้ว่าน้ำตาลนั้นจำเป็นสำหรับการถนอมอาหาร เช่นการเชื่อม แยมน้ำตาลต่ำจึงมีความเสี่ยงในการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ทำให้เสียได้ง่าย จึงจำเป็นต้องควบคุมทุกกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนของการเตรียมวัตถุดิบ การบรรจุ สุขลักษณะในการผลิต ก็จะสามารถยืดอายุของแยมน้ำตาลต่ำได้

แยมทั่วไป ถ้าทำตามหลักพาสเจอร์ไรซ์ ในภาชนะปิดสนิท ถ้าไม่เปิดก็ไม่เสีย อาจมีการเสื่อมสภาพของเนื้อแยมไป เช่นสีเปลี่ยน กลิ่นเปลี่ยน เก็บได้ประมาณ 1 ปี ซึ่งแยมทั่วไปมีค่าความหวานที่ 65% แต่แยมน้ำตาลต่ำมีค่าความหวานอยู่ระหว่าง 35-65% ทำให้มีความเสี่ยงในการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่มากกว่า

สิ่งสำคัญคือต้องเติมเพกทินในขั้นตอนสุดท้าย โดยต้องเคี่ยวผลไม้ให้มีความเข้มข้นระดับนึงก่อน แล้วค่อยเติมเพกทินลงไป และใช้หลักการบรรจุร้อน ก็จะช่วยยืดอายุการเก็บแยมได้

ขั้นตอนการผลิตแยมทั่วไปคือเอาผลไม้มาต้มให้เนื้อนิ่ม เติมน้ำตาล และเพกทิน เพื่อช่วยในการเซ็ตเจล หากไม่เติมเพกทินจะกลายเป็นผลไม้กวน คือเมื่อกวนไปเรื่อย ๆ เนื้อผลไม้ก็จะแห้งไปเรื่อย ๆ สิ่งสำคัญคือต้องเติมเพกทินในขั้นตอนสุดท้าย โดยต้องเคี่ยวผลไม้ให้มีความเข้มข้นระดับนึงก่อน แล้วค่อยเติมเพกทินลงไป เนื่องจากสภาวะของอาหารที่มีการย่อยด้วยกรด เช่นผลไม้ จะย่อยเพกทินด้วย จะทำให้เพกทินมีปริมาณไม่พอ แล้วทำให้ไม่เซ็ตเจลเป็นแยม

แล้วใช้หลักการบรรจุร้อน ไล่อากาศออกจากผลิตภัณฑ์ ทำให้ภายในบรรจุภัณฑ์เป็นสูญญากาศ ไม่มีอากาศอยู่ภายใน เก็บในภาชนะปิดสนิท ก็จะช่วยยืดอายุการเก็บแยมได้ โดยควบคุมอุณหภูมิในการบรรจุร้อนให้ไม่ต่ำกว่า 75 องศา

“การผลิตแยมละมุนนั้น เชฟพัฒนาสูตรมาเบื้องต้น เราเข้าไปช่วยพัฒนากระบวนการผลิต หาปริมาณเพกทินที่เหมาะสมกับสัดส่วนของผลไม้ เช่นเดิมเชฟจะใส่เพกทินลงไปพร้อมกับผลไม้ เคี่ยวไปเรื่อย ๆ  เพกทินจะถูกย่อยไปด้วย ทำให้ปริมาณเพกตินไม่เพียงพอ เราต้องช่วยปรับสัดส่วนและกระบวนการ เช่นเคี่ยวผลไม้ให้มีความเข้มข้นระดับนึงก่อน แล้วค่อยเติมเพกทินลงไป และกำหนดอุณหภูมิที่ใช้ในการบรรจุร้อน”

 

 

จุดสำคัญที่ทำให้ช่วยยืดอายุการเก็บแยมน้ำตาลต่ำ

         นอกจากหลักสำคัญในการกระบวนการผลิตข้างต้นแล้ว คุณกุ้งยังบอกจุดสำคัญที่ผู้ประกอบการมักทำผิดพลาดและเกิดความเสี่ยงในการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ ทำให้ไม่สามารถเก็บแยมไว้ได้นาน

  • การให้ความร้อนและการบรรจุ (บรรจุร้อน) ต้องควบคุมอุณหภูมิให้ดี เพราะจะเกิดการปนเปื้อนได้ง่าย
  • เมื่อควบคุมอุณหภูมิในการบรรจุเป็นอย่างดีแล้ว ต้องปิดฝาภาชนะทันที บางคนกลัวว่าปิดฝาทันที ความร้อนจะทำให้เกิดไอ แต่จริง ๆ ไอนั้นสะอาดแล้วแม้จะกลายเป็นหยดน้ำแต่มีปริมาณไม่มาก แล้วรีบลดอุณหภูมิลงโดยการแช่น้ำธรรมดา อย่าแช่น้ำแข็งเพราะขวดแก้วจะแตกได้
  • ระหว่างการบรรจุต้องระวังไม่ให้เกิดการเลอะบริเวณปากขวด จะทำให้ปิดฝาได้ไม่สนิท ทำให้เกิดการแทรกของอากาศเข้าไปได้ และเพิ่มความเสี่ยงในการปนเปื้อนเชื่อจุลินทรีย์

 

นอกเหนือจากการวิจัยการพัฒนากระบวนการผลิตแยมน้ำตาลต่ำเพื่อยืดอายุการเก็บแล้ว คุณกุ้งยังมีผลงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่น่าสนใจ

         “ภารกิจของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์การอาหาร ถ่ายทอดนวัตกรรมงานวิจัยให้กับเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่ผู้สนใจ และมีงานบริการวิชาการ ทำงานวิจัยร่วมกับเอกชน ได้เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ”

 

เมื่อผู้ประกอบการมีปัญหา สถาบันฯ มีหน้าที่วิจัยและช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้น รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้งานวิจัยอื่น ๆ ให้กับเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่สนใจเพื่อนำไปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น และเกิดผลิตภัณฑ์ทางเลือกขึ้นในตลาด

 

“มีงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ น้ำมะขามป้อม พัฒนาผลิตภัณฑ์จากมะขามป้อมในเชิงการค้า เรานำวัตถุดิบที่เหลือมาพัฒนาเป็นน้ำมะขามป้อม ซึ่งได้ทดลองวางขายแล้วได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และจากการวิจัยยังพบว่าวิตตามินซีในมะขามป้อมเป็นวิตามินซีที่มีความคงตัวสูง และได้ให้ข้อมูลถ่ายทอดให้กับเกษตรกรที่สนใจเพื่อนำไปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น”

 

ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลัง ช่วยลดปัญหาของคนที่แพ้กลูเตน

“เริ่มมาจากกรมการค้าภายในต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ที่กินได้ จึงให้ มก. ช่วยแปรรูปผลิตภัณฑ์ เป็นโครงการร่วมระหว่างคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันฯ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลัง

“จากการวิจัยในโครงการนี้ ได้มา 4 ผลิตภัณฑ์ คือ วาฟเฟิล มินิวาฟเฟิล มันอบกรอบ ไอศครีมจากมันสำปะหลัง” แต่คุณกุ้งเห็นว่ายังพัฒนาได้อีกจึงคุณกุ้งจึงพัฒนาได้ เม็ดขนุน ลูกชุบ และบราวนี่จากมันสำปะหลังอีกด้วย

“ปกติบราวนี่จะทำจากแป้งสาลี การใช้แป้งมันสำปะหลังทดแทน ช่วยลดปัญหาของคนที่แพ้กลูเตนซึ่งมีในข้าวสาลี นอกจากจะเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกแล้วยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้มันสำปะหลังอีกด้วย” แล้วรสชาติต่างกันมากไหม “แป้งมันสำปะหลังจะมีความหนึบมากกว่า ทำให้บราวนี่ที่ได้จะมีความหนึบมากกว่า แต่ก็ไม่ต่างกันมาก”

 

พัฒนาต่อยอดทำเป็นมันสำปะหลังสำเร็จรูป

“ปกติแล้วการทำไส้ขนมไทย เช่นลูกชุบ จากแป้งมันสำปะหลังนั้นต้องใช้เวลาในการเตรียม หากเป็นในระดับอุตสาหกรรมซึ่งมีอุปกรณ์และสูตรพร้อมแล้วนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร” แต่ในการทำขนมในครัวเรือนมีความยากลำบากกว่านั้น แป้งมันสำปะหลังสำเร็จรูปที่พัฒนาสูตรมาให้พร้อมใช้ จึงน่าจะตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายย่อยและคุณแม่บ้านได้เป็นอย่างดี “แป้งมันสำปะหลังสำเร็จรูปสำหรับทำไส้ขนมไทยนั้นจะมีกะทิ น้ำตาล เรียบร้อยแล้ว พัฒนาสูตรและรสชาติมาแล้ว แค่เติมน้ำแล้วเข้าเวฟประมาณ 5 นาที ก็ปั้นเป็นไส้ขนมได้

การทำลูกชุบด้วยแป้งมันสำปะหลังสำเร็จรูปของสถาบันฯ ผู้ทำเพียงแค่เติมน้ำแล้วเข้าเวฟประมาณ 5 นาที ก็ปั้นเป็นไส้ขนมได้แล้ว

หรือหากใครคิดจะทำขนมบราวนี่ไว้กินเองที่บ้าน ก็ไม่ยากอีกต่อไป เพียงแค่เติมไข่กับเนยผสมลงไปในแป้งมันสำปะหลังสำเร็จรูป แล้วนำไปอบ ก็เสร็จเรียบร้อย

==============================================================

อ่านผลงานการวิจัยของดร. พิศมัย ศรีชาเยช หรือ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ที่ไหนบ้าง

ทรัพยากร

แนะนำทรัพยากร (ใช้ผ่านวิทยานิพนธ์และฐานข้อมูล กรุณาใช้ผ่านเครือข่าย Nontri หรือ login ezproxy)

KULIB Talk: เครื่องปลูกข้าวแบบหย่อนกล้า
อาจารย์ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา
ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าคณะวิศวกรรมศาสตร์วิทยาเขตบางเขน
ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

Read more: ผลงานนวัตกรรมเครื่องปลูกข้าวแบบหย่อนกล้า

Kulib Talk #11
เทคโนโลยีพลาสมาเย็น : เทคโนโลยีสะอาดสำหรับศตวรรษที่ 21
https://www.facebook.com/kulibpr/videos/1456101284523591/

สัมภาษณ์ : ผศ.ดร.ศิวพล ศรีสนพันธุ์
พิธีกร      : นางสาวศรัญญภรณ์ โชลิตกุล
     แขกรับเชิญในวันนี้อาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งได้คว้ารางวัลผลงานวิจัยระดับดีมาก ประจำปี 2560 สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมการวิจัย จากผลงานเทคโนโลยีพลาสมาเย็น จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

ขอต้อนรับ ผศ.ดร.ศิวพล ศรีสนพันธุ์

 รู้สึกอย่างไรที่ได้รับรางวัลนี้
        
     ถ้าพูดถึงรางวัล รางวัลนี้เป็นรางวัลจากสภาวิจัยแห่งชาติ รู้สึกดี รู้สึกดีมากๆ รู้สึกเป็นเกียรติ เพราะว่าการจะทำงานวิจัยแต่ละชิ้นออกมาได้ เราต้องเริ่มค่อยๆ คิดกระบวนการ โจทย์วิจัย โจทย์วิจัยอาจจะมีของเราเอง โจทย์ของส่วนร่วม แต่โจทย์นี้อาจจะตอบโจทย์ส่วนรวมได้มากหน่อย พอเราคิดไตร่ตรอง เราส่งงานวิจัยไปเราได้รางวัลมา เรารู้สึกเป็นเกียรติต่อตัวเราเอง ทั้งทีมงาน ภาควิชา คณะ และมหาวิทยาลัยเพราะว่าเรารู้สึกว่าเราสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยได้

อยากให้อาจารย์เล่าถึงรางวัลนี้ให้พวกเราฟังว่าเป็นรางวัลอะไรมีเกณฑ์ในการมอบรางวัลให้กับใคร ยังไงบ้าง

         In detail เลย รางวัลนี้เป็นรางวัลที่จัดโดยสภาวิจัยแห่งชาติ เมื่อเรามีผลงานวิจัยที่รู้สึกว่าพอใช้ได้ เราก็ทำการยื่นให้สภาวิจัยแห่งชาติพิจารณา เราก็โชคดีได้รางวัลในสาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมการวิจัยระดับดีมาก ปีนี้มีทั้งหมด 3 รางวัล แต่เราก็โชคดีได้มา2 รางวัล ใน 3 รางวัล ถือว่าโชคดีมากๆ เลย รางวัลนี้ไม่ใช่ของผมคนเดียว ผมมาพูดในฐานะของทีมงาน เพราะรางวัลนี้เป็นรางวัลที่เกิดจากการบูรณาการวิจัยจากหลายงานวิจัย อย่างผมเอง ผมเชี่ยวชาญทางด้านนาโนอิเล็กทรอนิกส์ ผมก็ต้องมีทีมงานทางด้านพาวเวอร์ อิเล็กทรอนิกส์อาจารย์นิธิพัฒน์ อาจารย์วีรวุฒิด้านไฟฟ้ากำลัง จนกระทั่งเราต้องบูรณาการใช้งานของเราเทคโนโลยีพลาสมาเย็น เราก็ได้รับการสนับสนุนร่วมมืออย่างดี จากภาควิชาพืชไร่ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์ดำรงวุฒิ อ่อนวิมล ท่านกรุณาสนับสนุนเราเต็มที่ ท่านเห็นว่าโจทย์นี้สำคัญกับประเทศ พอเรายื่นไปผมก็เชื่อว่าสภาวิจัยแห่งชาติก็เห็นด้วยเช่นเดียวกัน เลยเป็นที่มา

ผลงานของทีมงานคือเทคโนโลยีพลาสมาเย็น มีความเป็นมาอย่างไร
        
     อย่างที่เกริ่นไปตัวผมเองถึงแม้จะเป็นหัวหน้าทีมงานวิจัยในตรงนี้ ผมมีความเชี่ยวชาญทางด้านนาโนอิเล็กทรอนิกส์ นาโนเทคโนโลยี ถ้านึกภาพไม่ออกลองนึกภาพถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พวกคอมพิวเตอร์ มือถือ ผมเข้าไปอยู่ในนั้น พอเราทำงานวิจัยมาถึงจุดหนึ่งเรารู้สึกว่ามันเป็นความท้าทาย เรามีไอเดียมีความท้าทายว่าเราอยากสร้างงานวิจัยสักชิ้นที่เราสามารถตอบโจทย์ประเทศในวงกว้าง คือเป็นconcept big changeต้องมีการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง เพราะฉะนั้นเราจึงมานั่งคิด ตกผลึก มาหาโจทย์วิจัย งานวิจัยของเราถึงจะมีความซับซ้อนอะไรก็แล้วแต่ ผลลัพธ์สุดท้ายควรจะต้องใช้งานง่าย สร้างเองได้ พัฒนาง่าย และเข้าถึงคนได้ง่ายเวลาใช้งานแล้วส่งผลกระทบอย่างวงกว้าง สร้างimpactหรือยกระดับประเทศขึ้นมาได้ทำอะไรง่ายๆตรงนี้เองเราเริ่มค่อยๆ คิดผสมเล็กผสมน้อย ค่อยๆ คิดไตร่ตรอง ผมอาจจะศึกษาเรื่อง อิเล็กตรอนในไฟฟ้า ขยับจนมาเจอโจทย์หนึ่งเรียกว่าพลาสมาเย็น เรารู้สึกเราเข้าถึงได้ จริงๆตรงพลาสมาเย็นมีข้อจำกัดของมันอยู่เพียงแต่เดี๋ยวเราค่อยลงลึกdetail แล้วกัน ที่แน่ๆ เรารู้แล้วว่าพลาสมาเย็นมีประโยชน์มาก เพราะมันมีองค์ประกอบที่มีประโยชน์มากมาย งานวิจัยต่างประเทศคนที่เขาทำมาก่อนเรา เขาsupportเราว่ามีประโยชน์แต่การใช้งานอาจไม่ง่ายอย่างที่เราคิด นี่เป็นโจทย์วิจัยของเรา เป็นที่มาของงานวิจัยชิ้นนี้

พลาสมาเย็นคืออะไร

     ถ้าเราพูดถึงพลาสมาเย็นนึกถึง คิดว่าอุณหภูมิเท่าไรครับคุณหนึ่ง ความรู้สึกเป็นอย่างไร (พิธีกร ความเย็นน่าจะเป็นน้ำแข็ง) มันต้องเย็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีความเข้าใจผิดเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องของชื่อพลาสมาเย็นเทคโนโลยีนี้ พลาสมาเย็นนี้อุณหภูมิที่เราพูดถึงอุณหภูมิการทำงานจริงๆ ประมาณให้ดีเลยควรจะเท่ากับอุณหภูมิห้อง อุณหภูมิประมาณ 25 องศาที่ใช้งานแล้วมันเย็นได้อย่างไรก่อนจะพูดถึงพลาสมาเย็น เราอาจจะต้องมาทำความเข้าใจเรื่องของพลาสมาปกติก่อนว่า พลาสมาคืออะไร เราเกิดมาทุกคน เราชินกับ สถานะ 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซไม่ว่าจะจับต้องอะไร มีแต่ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ เราไม่พูดถึงสถานะที่ 4 คืออีกสถานะหนึ่ง เราเรียกสถานะพลาสมาอาจจะนึกภาพไม่ออก นึกภาพน้ำแข็ง น้ำแข็งคือของแข็งให้อุณหภูมิ ให้ความร้อน พลังงานมีหลายแบบ แต่ว่าพลังงานความร้อนง่ายหน่อย ให้ไปมันก็ละลายเป็นของเหลว สักพักหนึ่งก็จะละเหยกลายเป็นไอออกมา ถามว่าเป็นไอแล้วสิ้นสุดไหม มันไม่สิ้นสุด จริงๆ แล้วพอสิ่งเหล่านี้เป็นก๊าซ เป็นไอ ได้รับพลังงานที่มากพอ มันจะเกิดการแตกตัว แตกตัวจะให้เป็น แสง สี เสียง บางอย่างมา แต่เราอาจไม่ได้สัมผัสกับมันมากนัก เป็นปรากฏการณ์ที่มีมายาวนานมาร้อยปีเราย่อปรากฏการณ์ธรรมชาติมาอยู่ในมือเราเพียงแต่เราจะย่อมันยังไงเท่านั้นเอง ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกภาพปรากฏการณ์ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า เห็นแสง ได้ยินเสียง เราจะรู้สึกจะเห็นละอองสีม่วงกระจายเต็มท้องฟ้า สิ่งที่เราอยากไปเที่ยวกันมากที่สุดคือ แสงเหนือนั่นคือปรากฏการณ์หนึ่งของพลาสมา นั่นก็คือพลาสมาแตกตัวให้เป็นแสงออกมา แสงแต่ละสีอาจจะมีค่าไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับเขาเรียกว่าโมเลกุลในอากาศ อย่างเราเห็นแสงสีม่วงเวลาฟ้าผ่า ไนโตรเจนจะให้แสงสีนี้มาในแสงเหนือจะมีค่าสะท้อนมุมสะท้อนเราเห็นรุ้งมีหลายสีเราไม่พูดถึงแล้วกัน พลาสมาปกติอาจจะเกิดการคายประจุแต่มันเต็มไปด้วยไอออน ไอออนคือประจุไฟฟ้า เคยได้เรียนใช่ไหมครับ อะตอมมีโปรตอน อิเล็กตรอน ลองนึกภาพ ปกติมันอยู่เฉยๆ แต่ถ้ามันไม่อยู่เฉยๆ มีพลังงานเข้ามาแล้ว หลุดเป็นอิสระ แยกไปอยู่เดี่ยวๆ เรียกว่าประจุไฟฟ้า หรือไอออนพอมีสิ่งเหล่านี้ในอากาศมากๆ ก็จะเกิดปรากฏการณ์หลายๆ อย่างเกิดขึ้นเป็นที่มาที่ไปของพลาสมา พลาสมาปกติอุณหภูมิเท่าไร เวลาฟ้าผ่ามา เห็นไหมครับว่า เกิดความร้อน ไหม้ เกรียมเลย พลาสมาปกติเรานิยามเป็น normal oneเลย พลาสมาปกติอุณหภูมิสูงเป็นพันองศา อาจจะขอลงdetail นิดนึง ในทางการศึกษาอิเล็กตรอนจะมีพลังงานเยอะมันถ่ายทอดให้กับโมเลกุลรอบข้างแบบสมบูรณ์ มันก็จะเกิดพลังงานความร้อนตามไปด้วย สิ่งที่เราเห็นชัดก็คือเครื่องเชื่อมไฟฟ้าจริงๆ เครื่องเชื่อมไฟฟ้าเป็นปรากฏการณ์พวกพลาสมา แต่เราเรียกพวกนี้ว่าพลาสมาร้อน เพราะว่าอุณหภูมิจริงๆ เขาสูงมาก เป็นพันองศา เราจะทำอย่างไรที่จะเอาพวกนี้มาใช้งานโดยที่ทำอุณหภูมิให้ใกล้เคียงอุณหภูมิห้อง นี่คือเทคโนโลยีพลาสมาเย็น พลาสมาเย็นเหมือนเราจำลองฟ้าผ่ามา แต่เราไม่อยากให้เกิดฟ้าผ่าพลาสมาเย็นที่เราเห็นมีประโยชน์หลายอย่าง ใกล้ตัวมีขีดจำกัดในการสร้าง พลาสมานึกถึงอุปกรณ์ใกล้ตัว เราเคยได้ยินทีวีพลาสมา ทีวีพลาสมาใช้หลักการคล้ายๆ พลาสมาเย็นมีการแตกตัวของไอออนถามว่าขนาดมันเท่าไร ขนาดมันอยู่ในหลักนาโนมิเตอร์ ไมโครมิเตอร์ ขนาดเท่าไรนึกไม่ออก ลองนึกภาพเส้นผม ความกว้างของเส้นผม การที่จะเป็นทีวีได้ ก็จะประกอบด้วยจุดพลาสมาเป็นล้านพิกเซล มันแสดงถึงขีดจำกัดในการสร้างพลาสมาเย็นไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่มีมานานแต่ว่ามีข้อจำกัดหลายอย่างที่ไม่สามารถทำให้เดินหน้าต่อไปได้ เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยเห็นทีวีพลาสมาในท้องตลาด เพราะเรามีแอลอีดีเข้ามา ทีวีพลาสมาเราสร้างขนาดเล็กได้ เพราะว่าใช้ไฟฟ้าเยอะ กินกำลังไฟฟ้าเยอะเราเสียค่าไฟฟ้าเยอะเทียบกับแอลอีดี ขอกลับไปกลับมามาถึงพลาสมา ถ้าผมอยากจำลองฟ้าผ่ามาอยู่ในลูกบอลนี้ ที่เราเล่นกันตามห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือกิจกรรมต่างๆ นี่เรียกว่าพลาสมา เรานึกภาพว่าข้างในมีเหมือนประจุไฟฟ้า เกิดสนามไฟฟ้า ก๊าซแตกตัวจะเกิดเป็นแสง สีที่เห็นกันอยู่ ที่เห็นวิ่งหาเข้ามือผม มือผมอาจจะมีอิเล็กตรอนเยอะ เป็นเรื่องของไฟฟ้า จะมีการtransferส่งถ่ายพวกอิเล็กตรอน แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่เห็นก็คือ แสง อาจจะยังไม่ได้ยินเสียง เสียงแนะนำให้ไปเดินตามสายไฟฟ้าแรงสูง จะสังเกตได้ยินเสียงซ่าๆ สิ่งเหล่านี้มักจะมีเสียงมาด้วย แสง เสียงและข้างในประกอบไปด้วยโมเลกุลต่างๆ มากมาย เห็นแสงแบบนี้ วิธีการให้เกิดแสงก็ไปใช้ในพลาสมาทีวี ขีดจำกัดที่เราเห็นข้างในมีก๊าซเฉพาะ ข้างในเป็นสุญญากาศก่อนแล้วค่อยใส่ก๊าซลงไป ปัญหาของพลาสมาเย็นมาแล้ว ที่ผ่านมาพลาสมาเย็นจำเป็นต้องใช้ระบบสุญญากาศพลาสมาอุณหภูมิปกติเราใช้มานานแล้ว แต่เราใช้ในอุตสาหกรรมเซมิคินดักเตอร์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คนทั่วไปเข้าไม่ถึง เพราะว่าต้องใช้ระบบสุญญากาศที่ดีระบบซีล หลายอย่าง ทำไมจึงใช้กับอุตสาหกรรมพวกนั้น แสง สี เสียง และองค์ประกอบของมัน มีอนุมูลอิสระ อิเล็กทริกสปีชีส์อิเล็กตรอน ประจุโปรตอน มีพลังงาน ซึ่งมันจะทำให้เกิดปรากฎการณ์หลายอย่าง ตั้งแต่ในระดับนาโน คราวนี้มาดูขีดจำกัดบ้าง ขีดจำกัดพลาสมาเย็น ถ้าจะทำตัวนี้ให้ใช้งานได้ขนาดใหญ่ขึ้น มันใช้สุญญากาศ ใช้พลังงานเยอะมันสร้างยาก มันยากที่คนจะเข้าถึงได้ในการใช้งาน ต้องย้อนไปที่มาของงานวิจัย เรารู้สึกว่าตรงนี้มีประโยชน์ สามารถใช้อะไรหลายอย่างมากมาย ถ้าเราดูองค์ประกอบใช้ได้ตั้งแต่วงการแพทย์รักษาโรค ทำได้ทุกอย่าง แต่การใช้เข้าถึงยาก concept ของงานวิจัยนี้ ที่เราตั้งเป้าไว้เลย ก็คือต้องไม่ใช้สุญญากาศต้องอุณหภูมิใกล้เคียงกับอุณหภูมิห้อง ต้องขยายสเกล หรือขยายขนาดได้ง่าย สามารถapply ประยุกต์ใช้ได้หลายๆ แอพพลิเคชั่น และที่สำคัญราคาต้องถูก ต้องสร้างเองในประเทศได้ นี่เป็นเกณฑ์ที่ตั้งเป้าไว้เลย
 
หลักการทำงานของเทคโนโลยีพลาสมาเย็นคืออะไร

         นั่นแหละครับ เลยย้อนกลับมาที่เราพูดถึงว่า ถ้าconditionถ้ามันconcurrentขีดจำกัดมันเยอะขนาดนี้เราจะทำอย่างไร ที่ทำให้เครื่องสามารถสร้างเครื่องขนาดเล็กได้ ใหญ่ได้แล้วแต่เราใช้พลังงานไม่มาก ใช้พลังงานไฟฟ้า จริงๆ พลาสมาเย็น หลักการทำงานเครื่องที่ทำเรียกว่าไฮบริด ก่อนจะพูดถึงไฮบริด อย่างที่ยกตัวอย่างไป มีวิธีการสร้างเยอะ ขอให้เราเข้าใจเขาสักนิดหนึ่งเข้าใจพลาสมาว่าเขาต้องการอะไรถึงจะเกิดเขาได้ เราอาจจะใช้อุปกรณ์ในตู้ไมโครเวฟ หลายอย่างสร้างได้ คลื่นวิทยุ เรารู้สึกว่าเราจะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก หรือใกล้เคียงกับพลังงานไฟฟ้า เรารู้จักเขาแล้วเราจะควบคุมเขาได้ ไม่ใช้ระบบสุญญากาศหลักการทำงานที่เราสร้างขึ้นมาใช้ร่วมกับไฮบริด เพราะว่าเรามีการรวมสองปรากฏการณ์เข้าด้วยกันเรียกว่าปรากฏการณ์โคโรน่า ในทางสายวิศวกรรมเรียกPartial Dischargeก็คือการคายประจุไฟฟ้าถ้าเราเดินไปตามหม้อแปลงไฟฟ้า เสาไฟฟ้าแรงสูงที่มีการฉนวนไม่ดี เราจะได้ยินเสียงซี่ เป็นเสียงการแตกตัวของอากาศ แนะนำว่าอย่าไปเดินใกล้มากเพราะว่าประจุหรืออิเล็กตรอนที่แตกตัวอยู่ตรงนั้น มีแกนนำจะมีการเคลื่อนtransfer ประจุ หรือช็อตมาหาเราได้ สังเกตว่าไฟฟ้าแรงสูงเราไม่จำเป็นต้องไปถึงเขาแต่ไปเฉียดเขา เขาก็สามารถส่งประจุมาหาเราได้ ไฟดูด เสียชีวิตได้ ตรงนี้อาจเป็นความรู้ไว้ว่าอาจต้องระมัดระวัง เพราะระบบไฟฟ้าแรงสูง โคโรนาเกิดจากที่เราสามารถสร้างให้มีความแตกต่างของประจุไฟฟ้าเกิดขึ้น คนเราอาจจะสงสัยเคยได้ยินประจุไฟฟ้างงไหมว่า คืออะไร เคยสัมผัสไหม (พิธีกร เคยเรียนมา มีประจุไฟฟ้าบวก ประจุไฟฟ้าลบ) ขออนุญาตใช้เครื่องมือ พื้นฐานเลยเราเรียนตั้งแต่เล็กจนโต เคยเห็นไหมที่เราเอาไม้บรรทัดมาถูตัวเราเอง เราเรียนทำไม เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าTriboelectric Effectถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ พอเราถูเราจะได้ยินเสียง เสียงเหมือนดีดของอากาศ บ้านเราความชื้นเยอะอาจไม่ค่อยมีปัญหา ต่างชาตินี่หนัก เพราะอากาศค่อนข้างแห้ง ยิ่งหนัก ยิ่งเยอะ ตรงนี้คืออะไร การที่ถูกันเกิดอะไรขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ ผมtransfer energy ของผม พลังงานจากการที่ถูไปเข้าที่เทฟลอนหลอด พลังงานของผมทำให้เกิดการเหนี่ยวนำอิเล็กตรอน ในเคสนี้อาจมีอิเล็กตรอนก็คือประจุไฟฟ้าสะสมอยู่ในพื้นผิว ประจุไฟฟ้าสะสมอยู่ในพื้นผิวมากๆ จะได้ยินเสียงคายประจุ เปี้ยะเลย ผมเลือกวัสดุที่ให้เห็นชัดนิดหนึ่ง ขอโทษนะครับถ้าเอาไปใกล้คุณหนึ่งจะรู้สึกขนลุก สังเกตว่าประจุไฟฟ้าสะสมอยู่ตรงนี้ แต่คุณหนึ่งอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้สัมผัส แต่จะรู้สึกว่าเหมือนมีแรงมากระทำกับคุณหนึ่ง สิ่งที่เรารู้จักไฟฟ้า ย้อนถึงหลักการพื้นฐานของไฟฟ้า วิศวกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เราพูดถึงอิเล็กตรอนหรือประจุไฟฟ้าก็แล้วแต่ ประจุพวกนี้โดยหลักแล้ว เขาจะสร้างแรงขึ้นมา เป็นที่มาของสนามไฟฟ้า เป็นที่มาของวิทยาศาสตร์หลายๆ อย่าง สังเกตที่ให้คุณหนึ่งสัมผัส รู้สึกว่าพอมีประจุไฟฟ้าเกิดขึ้นก็จะเกิดแรง พอมีแรงมากระทำอาจจะมองไม่เห็น แต่แรงเหล่านี้ที่เกิดจากการแตกตัว ถ้าสัมผัสใกล้หน่อย เคยโดนไฟฟ้าสถิตไหมโดนโลหะแล้วเปรี๊ยะ คือหลักการเดียวกัน ถ้าผมสัมผัสถ้ามันเยอะๆ จะรู้สึกแบบเดียวกับไฟฟ้าสถิต หรือถ้าขยายขนาดขึ้นมาคือฟ้าผ่านั่นเอง หลักการตรงนี้สังเกตว่า ถ้าเข้าใกล้คุณหนึ่งถ้าผมมีประจุไฟฟ้าเยอะจะเกิดการแตกตัว เรียกว่า โคโรน่า แต่ไม่จบแค่นี้ มีเรื่องของฉนวนเรื่องพวกนั้นเข้ามาด้วย ลองนึกภาพฟ้าผ่า เราเห็นฟ้าแลบ เราเห็นละอองพลาสมาเต็มเลย เราทนไม่ได้ถ้ามาก ถ้าฟ้าผ่าแล้วประจุไฟฟ้าเกิดจากไหนเมฆมันเสียดสีกันเหมือนที่ผมถูเมื่อกี้นี้ ประจุต่างกันนั่นคือมหาศาล แต่ถ้าไม่ให้เกิดฟ้าผ่า ยกตัวอย่างเป็นการเทียบเคียงเพียงแต่ให้เกิดการแตกตัว ในเมื่อเราเข้าใจเขามากนิดหนึ่ง คีย์หลักของผมก็คือสนามไฟฟ้า พอประจุมีสนามไฟฟ้า ประจุทำให้เกิดสนามไฟฟ้า พอสนามไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงพอที่จะทำให้คายประจุได้เต็มที่ เกิดฟ้าผ่า ถ้าฟ้าผ่าจะกลายเป็นพลาสมาร้อน ถ้าผมไม่ทำให้มันเกิด มันอาจจะเกิดพลาสมาบริเวณนั้น แต่มันจะมีหลักการดีไซน์นิดหน่อย พอเรามารวมสองconditionเข้าด้วยกัน ทั้งโคโรน่าและเรื่องของฉนวน ผมเรียกว่าพลาสมาไฮบริด ตรงนี้เองที่ทำให้ผมสามารถสร้างมันขึ้นมาโดยที่บรรยากาศปกติ บางท่านอาจจะเห็นวีดีโอบ้างแล้ว สิ่งที่เห็นไม่ได้ใช้กับระบบสุญญากาศนะครับ อากาศธรรมดานั่นล่ะครับ หรือเราอาจจะมีการfeed ใส่ก๊าซบางอย่างเข้าไป ขึ้นอยู่กับการดีไซน์ผมขออนุญาตบอกก่อนว่า องค์ประกอบของมันมีทั้งแสงยูวี สนามแม่เหล็กไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก ประจุบวก ประจุลบ อนุมูลอิสระ สิ่งเหล่านี้เราอย่าให้มาก อย่าให้น้อย เรารู้จักเขาเราcontrol ได้ เราสามารถเลือกใช้แอพพลิเคชั่นได้ตามความเหมาะสมของเรา นี่คือหลักการง่ายๆ อธิบายให้เข้าใจการทำงานของเครื่องนี้ แต่ถ้าเกิดในเชิงลึก อาจต้องเข้ามาคุยกันอีกทีว่า มันทำอย่างไร เป็นเรื่องทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มันมากขึ้นไปนิดหนึ่ง

มีอีกคำที่สงสัยเทคโนโลยีพลาสมาเย็นกับนาโนเทคโนโลยีเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

     จริงๆ แล้วคำว่าเทคโนโลยีพลาสมาเย็นกับนาโนเทคโนโลยี มันทั้งเหมือนกันและแยกกันไม่ออกเลย ทุกอย่างของเราที่ใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ เรา base onคือเรามีพื้นฐานมาจากคำว่านาโนเทคโนโลยี บางคนอาจไม่เข้าใจคำว่านาโน เราอาจจะรู้จักสเกล เซนติเมตร มิลลิเมตร เรารู้แล้วว่ามิลลิเมตรซอยลงไป จาก 1 เมตร 1มิลลิเมตร ลดลงไปพันเท่าก็จะเป็นไมโครเมตรเริ่มนึกภาพยาก ลองดึงเส้นผมเรามา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของผมเรา อยู่ประมาณ 60-100 ไมโครเมตร และถ้าลดจากไมโครเมตรไปพันเท่า นั่นคือระดับนาโน เริ่มจุดเริ่มต้นมาจากนาโน ปรากฏการณ์ที่เราใช้ส่วนใหญ่ เป็นปรากฏการณ์ที่เราobserveได้ สังเกตได้ด้วยตา เราเห็นแสงเราเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง มันใหญ่พอที่ให้เราเห็น แต่จริงๆ ลึกๆ ลงไปประกอบด้วย นาโนมากมาย แต่งานนี้ในความเข้าใจของเรามันอยู่ในระดับนาโน เราเอามันขึ้นมาพูดถึงการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน ปรากฏการณ์ของเขาจนสามารถสร้างเป็นพลาสมา พลาสมามีขนาดใหญ่ขึ้นจนเราสามารถจับต้องได้ คือขนาดใหญ่ แต่ปรากฏการณ์ข้างในเกี่ยวข้องกับนาโนทั้งหมด นาโนเทคโนโลยีในการเกิด นาโนอิเล็กทรอนิกส์ในการสร้าง จนถึงเมื่อเรานำพลาสมาเย็นไปใช้งาน เรามีตัวอย่างเดี๋ยวเราจะได้คุยกัน ผมไปใช้ในข้าว การกระทำของsurfaceหรือพื้นผิว มันก็มีกระบวนการปฏิกิริยาในระดับนาโน ซึ่งเราต้องมองลึกอย่างนั้น เราถึงเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องบอกว่าเป็นส่วนหนึ่งของนาโนเทคโนโลยี

ทุกวันนี้อาจจะเห็นบ้างที่พลาสมาเย็นถูกนำไปใช้กับ วงการเสริมความงาม วงการแพทย์งานวิจัยของอาจารย์เป็นทางด้านนี้ด้วยไหมคะ

     จริงๆ ตั้งใจ มีความตั้งใจวันหนึ่งจะต้องถึงเทคโนโลยีพลาสมาเย็นเทคโนโลยีพลาสมาเย็นใช้มานานมาก ใช้ในการบำบัดน้ำเสีย โอโซน อาจจะเข้าใจยากนิดหนึ่ง โอโซนเป็นsubset เป็นส่วนหนึ่งของพลาสมาเท่านั้นเอง พลาสมาสามารถสร้างโอโซนได้มากน้อยก็ได้อยู่ที่เราดีไซน์ ข้อจำกัดของเขาอยู่ที่เราสร้างขนาดใหญ่ จริงๆ เป็นข้อจำกัดที่มีมานาน ทุกวันนี้ยังเป็นปัญหาของเทคโนโลยีนี้ ไม่ใช่ของเราคนเดียว ทั้งโลกนี้ที่ทำงานวิจัยด้านนี้ ทำยังไงให้เป็นขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก จับต้องได้ง่ายสุด นึกภาพถ้าทำขนาดเล็กแบบนี้ได้ จริงๆ มีวิธีการเล่น เกี่ยวกับพลาสมาตัวนี้เล่นอย่างไร บางคนอาจเห็นในYouTubeตรงนี้อาจจะไม่สะดวกนัก ถ้าเราเอาเหรียญบาทวางไว้ แล้วเราเอานิ้วไปสัมผัสเราจะสู้สึกได้ว่าจะมีกระแสไฟฟ้าวิ่งเข้าหามือเรา ถ้าเราปิดไฟเราจะมองเห็น พลาสมาบอลอย่าไปประดับในห้องนอน ดูอาจจะไม่มีอะไร มีโลหะ ตรงนี้เดี๋ยวถ้ามีโอกาสจะโชว์ให้ดูนะครับ เอาโลหะวางแล้วเราไปใกล้ สังเกตว่ากระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านมือเราโดยการเหนี่ยวนำ ที่ยกตัวอย่างให้ดูได้ มันสามารถเกิดขึ้นในสเกลเล็กๆได้ แอพพลิเคชั่นอย่างแรกที่เราอยากใช้ ตอนแรกไม่คิดใหญ่มาก อยากapply ในกระบวนการแพทย์และเสริมความงาม ที่ใช้ในการแพทย์และเสริมความงาม เรารู้ว่าเขาประกอบไปด้วยอนุมูลอิสระ แสงยูวี ศักย์ไฟฟ้า นี่คือองค์ประกอบยังไม่รวมถึงกระบวนการประกอบไปด้วยการกัดเซาะ เช่นกัดเซาะผิวหนัง กัดเซาะเชื้อ กัดเซาะอะไรก็แล้วแต่ นึกภาพตรงนี้ถ้าเรามีผิวเสีย ผมอาจไม่เข้าใจเรื่องการแพทย์มากนัก ต้องบอกตรงนี้ก่อน เราใช้สารเคมีในการล้างออกแต่เราก็สามารถใช้พลาสมาในการล้างออก ปัจจุบันเทรนของการวงการเสริมความงามใช้อยู่แล้ว เพราะว่าค่อนข้างจะปลอดภัย เทคโนโลยีนี้ไม่ใช้สารเคมีและไม่ทิ้งสารเคมีไว้รอบข้าง นี่คือสิ่งที่มันน่าชื่นชม อีกอย่างหนึ่งงานวิจัยที่ใช้หลักๆ ในการใช้ในวงการแพทย์ ก็คือ เบาหวานรักษาแผลเบาหวาน เคยปรึกษาแพทย์ แผลบางอย่างอาจจะไม่เหมาะสมกับกับการใช้สารเคมี หรือใช้อะไรราดลงไปเท่าไรนัก พลาสมาจะช่วยได้ อย่างเช่นในทางทันตกรรม ด้านฟัน ในการยิงเข้าไปเพื่อรักษารากฟันหรืออะไรก็แล้วแต่ ช่วยในการฆ่าเชื้อได้ ไปทำลายแบคทีเรียบางอย่างได้จนกระทั่งปัจจุบันวงการแพทย์ที่ใช้กันหนักๆ เลยกำลังโฟกัสกันหลักๆ เลยคือโรคมะเร็ง จริงๆ ผมมีความยินดีแพทย์ท่านไหนสนใจผมยินดีร่วมมืออย่างเต็มที่แต่โจทย์วิจัยของเราก็คือโอเคผมสร้างได้แต่ผมอยากขยายขนาดให้ ในเมื่อผมอยากให้มันราคาถูก ไม่อยากจะพูดว่าให้มันอยู่ในหลักพัน หลักหมื่น หรืออะไรประมาณนี้ด้านราคา แล้วมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ใช้งานทั่วไป ผมก็เลยมาapplyทางการเกษตร พอดีเรามีทีมงานที่พร้อมอาจารย์คณะเกษตร ภาคพืชไร่ อาจารย์วรวุฒิ ท่านก็พร้อมบอกว่าอาจารย์ลองศึกษาเรื่องข้าวไหมครับ ข้าวมีเชื้อราติดมากับเมล็ดข้าว ไหนจะข้าวอินทรีย์ ถ้าprocess ของอาจารย์ช่วยได้ ก็เลยเป็นที่มาของงานวิจัยเราเอาพลาสมาเย็นที่เราทำ ที่เราขยายขนาด ก่อนที่เราจะขยายขนาดใหญ่ให้ดู เราdefineขนาดareaที่แน่นอน ทำการวิจัยที่ชัดเจน ก่อนที่เราจะทำอะไรลงไปเราต้องยืนยันให้ได้ว่ามีประโยชน์เราทดสอบกับเมล็ดข้าวขาวหอมมะลิ105 ข้าวที่ไม่ผ่านพลาสมา เมื่อเราทดสอบการงอก จะมีเชื้อราที่ปนมา เจริญเติบโตไปด้วย การที่ข้าวของเราที่ผ่านพลาสมา ค่อนข้างจะใสสะอาดมันเกิดจากกระบวนการกัดเซาะพื้นผิว นอกจากข้าวรวมถึงmaterialวัสดุต่างๆ เช่นอาจจะไม่ชอบเกาะน้ำ ไม่ซึมซับน้ำดี พอเราจัดพลาสมาในconditionในสถานะที่เหมาะสม มันสามารถดูดซับน้ำได้ไวขึ้น ได้ดีขึ้น เมล็ดข้าวเราลองหยดน้ำที่เท่ากันเล็กๆ เมล็ดข้าวธรรมดาใช้เวลา 20 นาที เมล็ดข้าวนี้อาจใช้เวลาไม่ถึง 2 นาที หรือ 1 นาที ขึ้นอยู่ในปริมาณที่เราcontrolแต่เรื่องของการซึมซับน้ำดีไม่ดีเดี๋ยวค่อยมาดูกัน บางอย่างเหมาะสม บางอย่างไม่เหมาะสม แต่ผลที่ออกมาก็คืออัตราการงอกที่สูงกว่าเกือบสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วก็สะอาดกว่าแน่นอน แล้วก็มีการงอก เจริญเติบโตยาวกว่า นอกจากงานวิจัยของเราแล้ว งานวิจัยทั่วโลกก็supportเมื่อใช้งานแล้วเก็บอายุการใช้งานของอาหารได้มากขึ้น หลายสิ่งหลายอย่าง

ถ้าเรานำเทคโนโลยีพลาสมาเย็นไปใช้ได้จริงๆ จะเกิดประโยชน์อย่างไรกับประเทศชาติบ้างคะ


     จริงๆผมอยู่ในจุดที่เรียกว่าใหม่ในเรื่องของการapplyสถานะของผมที่ผ่านมา เราต้องยืนยันให้ได้ก่อนว่าเขาใช้ประโยชน์ได้จริง หนึ่ง สองpprocessกระบวนการของเราต้องอย่างที่ผมบอก ต้องขยายสเกลได้ ถึงคนได้ง่าย ราคาไม่แพง ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผลงานวิจัยที่ออกมาsupport หมดแล้ว คราวนี้ถึงกระบวนการที่ต้องขยับในการใช้งาน จริงๆ ใช้งานได้หลายอย่าง เราคุยเรื่องข้าวแล้วกันนะครับ เพราะมันใกล้เคียงกับงานที่เราทำไป เรารู้สึกว่าการแข่งขันข้าวในตลาดโลกทุกวันนี้มีสูงมากแล้วก็ใช้ปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิต สารเคมี สารเคมีนี้อย่างที่เราทราบกันก็อาจจะหนักมากเลย ปัญหาสารเคมีมีแนวโน้มว่าใช้มากขึ้นทุกปี ต้นทุนการผลิตก็เพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือไม่ได้ส่งผลกระทบแต่แค่ผู้บริโภค สารเคมีปนเปื้อนตั้งแต่พื้นดิน ถูกไหมครับ การเก็บรักษา ปนเปื้อนมากับผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเกษตรกรที่ใช้งานเอง หรือแม้แต่ผู้บริโภคเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากจะทำ ถ้าเราเอาprocess นี้เข้าไปช่วยลดการใช้งานสารเคมีลงบ้าง หรือแม้แต่ในงานข้าวอินทรีย์อะไรแล้วแต่ หรือการเกษตรอินทรีย์ที่อยากได้อินทรีย์pureและprocess นี้ อย่างที่เรารู้ โอโซน หรือทุกอย่างเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ แน่นอนว่าผู้บริโภคก็สบายใจ ตลาดเราก็เปิดกว้างขึ้นเชื่อว่าการแข่งขันของเราตลาดเราก็จะสูงขึ้น ลดปัญหาสุขภาพอนามัย ทั้งเกษตรกรเอง ผู้บริโภค และที่ผมreport ไป มันช่วยเรื่องเพิ่มผลผลิตแน่นอน ในการทำงานที่ดีขึ้น ในงานวิจัยบางชิ้นก็supportแล้วว่า โดยเฉพาะพืชบางชนิดที่เติบโตยาก งอกยาก ตัวนี้มีบางอย่างสามารถไปช่วยเขาsupportได้ด้วยองค์ประกอบของเขา รวมทั้งกระบวนการนี้ยังสามารถช่วยในการเก็บรักษา บางครั้งอยากอินทรีย์ 100%ออร์แกนิค 100%หรือherbมีการลดใช้สารเคมีลงบ้าง หรือการจัดการหลังเก็บเกี่ยว คราวนี้มาดูในส่วนอื่น เช่น ในส่วนของการเก็บรักษาอาหาร จริงๆ มีงานวิจัยหลายชิ้นเริ่มมีการapply กระบวนการเก็บรักษาอาหารด้วยองค์ประกอบที่เขามี แต่ต้องบอกก่อนว่าในแต่ละแอพพลิเคชั่น มันอยู่ที่เราจะดีไซน์ ออกแบบให้เหมาะสมกับงาน ขอให้เราเข้าใจเขา อย่างตอนนี้ความรู้งานวิจัยเราพอสมควรแล้ว เราสามารถดีไซน์ออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานได้ อย่างเกษตรกรใช้กับข้าวเราก็มีการดีไซด์อีกแบบหนึ่งขนาดใหญ่ที่ราคาไม่แพงมาก เข้าถึงง่าย ขณะที่ในส่วนการใช้งานในเรื่องการเก็บรักษาอาหารต่างๆ อาจต้องมีการออกแบบใหม่ให้เหมาะสมขึ้นอยู่กับการใช้งาน ตรงนี้ถ้าเราทำน่าจะเพิ่มคุณค่าให้กับผลผลิตของเรา การเกษตรของเราให้สู้กับตลาดโลกได้ แข่งขันกับตลาดโลกได้ เช่น ในช่วงปัจจุบันนี้เทรนออร์แกนิค เทรนสุขภาพมาแรงมาก อย่างที่เราทราบกัน

(พิธีกร ถ้าเรานำเทคโนโลยีด้านนี้มาใช้ในด้านการเกษตรก็จะเป็นการเพิ่มคุณภาพผลผลิตของเรา เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค)

ข้อคิดแนวคิดนี้มีแรงบันดาลใจมาจากไหน ในการสร้างผลงานดีๆ ในระดับนี้

     จริงๆ แรกๆ ไม่ได้คิดเลย ดูเป็นคนไม่ดีเลยตอนเรียนทำงานวิจัยอยู่ พอกลับมาเริ่มเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง เริ่มปรับสภาพ เริ่มรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว งานวิจัยเราเดินหน้าได้แต่ทำอย่างไรงานวิจัยจะมีประโยชน์กับประเทศเรากับคนของเรามากขึ้น นี่คือแรงบันดาลใจ จุดเริ่มต้น ครั้งแรกผมก็คิดงานวิจัยของผมคนคงเข้าถึงยาก ทำให้คนจับต้องไม่ได้ พอถึงจุดจุดหนึ่งมันเริ่มจากความรู้สึกอยาก อยากทำอะไรให้กับประเทศบ้าง ทำให้เกษตรกร ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ทำให้เรายกระดับประเทศขึ้นมาได้ แน่นอนไม่ได้สวยหรู ไม่ได้มาอย่างนี้แน่นอน การทำงานมีล้มเลิก มีผิดพลาด ได้แต่ยิ้มรับและหัวเราะไปกับเขากับปัญหาที่เกิดขึ้น ทำไม่ได้ผล เห็นอย่างนี้ไฟช็อตเองก็บ่อย ระบบนี้บอกไว้ก่อนเลยที่เราดีไซน์มาปลอดภัย การใช้งานดีไซน์ออกมาต้องปลอดภัยกับผู้ใช้งานเราสัมผัสมาแล้ว เรารู้ว่าอะไรคืออันตราย อะไรคือปลอดภัย แรงบันดาลใจตรงนี้ก็คือเกิดจากความอยาก สำหรับงานวิจัยที่จะให้แก่รุ่นน้อง จุดเริ่มต้นในการทำงาน คือมีการผสมเล็กผสมน้อย ไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้ง ในบางครั้งความสำเร็จของเราก็ไม่ได้เกิดจากตั้งใจของเรา ความตั้งใจคือคาดหวังเอาไว้จะได้ผลแบบนี้ บางครั้งผลลัพธ์ที่ออกมาก็ตรงข้ามกับสิ่งที่เราคิด เราต้องยอมรับเรียนรู้ไปกับเขา เรียนรู้ไปกับมันว่าบางครั้งประตูนี้ปิด อาจจะมีประตูอีกอย่างเปิด ความสำเร็จในบางครั้งเราต้องอดทน ตั้งใจ

ในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนนิสิตด้วย แนวคิดในการสร้างงานวิจัยได้ถ่ายทอดให้นิสิตได้อย่างไรบ้าง

     นิสิตนักศึกษาก็จะพยายามโฆษณาเหมือนกัน ช่วงแรกอาจจะพูดได้ไม่เยอะ ช่วงนี้เริ่มมีนิสิตเข้ามาแล้ว มีนิสิตจากมหาวิทยาลัยเราเอง เริ่มมีอาจารย์มีความร่วมมือจากต่างมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่จากหน่วยงานรัฐเริ่มเข้ามาสนใจ มีบางหน่วยงานให้เราทดสอบและชื่นชอบในผลการทดสอบของเรา โดยเฉพาะกับนิสิตรู้สึกว่ามันเป็นความรู้นะ สิ่งเหล่านี้นิสิตก็สนุก เพราะว่าได้ลงมือทำได้คิด ได้เล่น บางครั้งนิสิตเข้ามายังสงสัย อย่างที่คุยกันครั้งแรก พลาสมาเย็นคืออะไร สงสัยแปลกใจ แต่พอลองทำไปมาสนุก มันก็สนุกเพราะว่าเราเล่นกับปรากฏการณ์บางอย่าง งานวิจัยพลาสมาเย็นมันคือการบูรณาการหลายสาขาวิชา ไม่จำกัดแค่วิศวกรรมไฟฟ้า เพราะฉะนั้นตรงนี้ฝากถึงไม่ว่าจะเป็นนิสิตหรือผู้สนใจ โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาไม่จำกัดอยู่แค่นิสิตวิศวกรรมไฟฟ้า จะเป็นสาขาตรงข้ามเลย จะอยู่คณะเกษตร อยู่คณะอุตสาหกรรมเกษตร วิทยาศาสตร์ อะไรก็แล้วแต่ แม้แต่ชีววิทยา การทำงานตรงนี้ผมไม่ได้เก่งทุกด้าน และไม่ใช่คนที่รู้ทั้งหมด เราต้องอาศัยความรู้ทุกด้าน รู้หลายๆ ด้าน บางครั้งผมชื่นชอบ เด็กบางคนมีความสามารถทางชีวะมาเลย ชอบเลย เพราะเราสามารถapply งานหลากหลายมากขึ้น อยากบอกนิสิตที่มีความสนใจ อยากประยุกต์ใช้งานหรือเรียนรู้ ยินดีนะครับlab welcomeเข้ามาได้เลย ความรู้พื้นฐานสงสัยผมบอกได้เลย จริงๆ ใช้ความรู้แค่พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก็พอ ประสบการณ์บอกได้เลยว่างานวิจัยคือการเรียนรู้ใหม่ สิ่งที่ผมทำอยู่เริ่มต้นอาจจะไม่รู้เลย บางอย่างต้องศึกษาใหม่ อาจจะศึกษาไปด้วยกัน อยากจะฝากนิสิตไว้ตรงนี้นะครับว่า ถ้ามีความสนใจก็ยินดีต้อนรับ ไม่ว่าจะสาขาไหนก็ตาม

ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีพลาสมาเย็นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยใช่ไหม

     จัดว่าเป็นจุดขาย เพราะว่าพลาสมาเย็นบางคนจะได้ยินในลักษณะที่เรียกว่า Green เทคโนโลยี เทคโนโลยีสีเขียว เทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 กำลังมา ด้วยองค์ประกอบของเขา อย่างที่ผมบอก แต่จำไว้บางคนอาจจะบอกโอโซนมากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี ถูกไหมครับ ขึ้นอยู่กับการดีไซน์ แต่ที่แน่ๆ ตัวนี้ไม่ทิ้งสารเคมีให้กับสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ผู้ใช้งานเองก็ตาม และประโยชน์ของเขาในเมื่อเขาสามารถกำจัดเชื้อรา สามารถรักษาโรคได้โดยไม่ใช้สารเคมี เขาเลยติดชื่อว่าเป็นหนึ่งในgreen เทคโนโลยี นอกจากนั้นประโยชน์ของเขาเอง ถ้าออกแบบดีๆ เราสามารถใช้ได้ในพวกบำบัดน้ำเสียมีมานานแล้ว มลพิษทางอากาศ หรือแม้กระทั่งงานวิจัยใหม่ บำบัดน้ำแล้วเอาน้ำนั้นไปเพาะปลูกต้นไม้ แล้วต้นไม้เจริญเติบโตมากขึ้น บางคนอาจจะมีคำถามด้วยซ้ำไป ทำไมวัชพืชแถวๆ ไฟฟ้าแรงสูง จริงๆ เป็นคำถามมานานแล้ว ไฟฟ้าแรงสูงข้างล่างทำไมวัชพืชเจริญเติบโต สิ่งเหล่านี้ตอบท่านได้ ปรากฏการณ์นี้ตอบท่านได้ และที่สำคัญคือผมบอกไม่ทิ้งสารเคมีไว้ให้กับระบบสิ่งแวดล้อม นี่เลยเป็นที่มาของ green เทคโนโลยี

เวลาอาจารย์สร้างสรรค์ผลงานวิจัยแต่ละชิ้น อาจารย์ใช้แหล่งข้อมูลอะไรบ้างคะเพราะว่าเห็นจากหลายสาขาวิชาเลย

     เยอะเลยครับ สมัยตอนเรียนผมอ่านหนังสือสอบก็อ่านเยอะ สมัยไปเรียนต่างประเทศก็อ่านเยอะ ตอนทำงานอ่านหนักกว่าเดิมอีก ค่อนข้างใช้เยอะมาก เริ่มตั้งแต่หนังสือ ตำรา ต้องฝากถึงนิสิตนักศึกษา เรามีโอกาสอยู่ในมหาวิทยาลัยแล้ว เรามีแหล่งข้อมูลที่เมื่อเราออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว เราเข้าไม่ถึง ผมอาจจะไม่เข้าใจเรื่องฐานข้อมูลมากนัก แต่พอดีผมอยู่ที่นี่ ผมหาได้เข้าจากaccount ที่นี่ เพราะฉะนั้นข้อมูลผมใช้หมดIEEE เกี่ยวกับวิศวกรรมไฟฟ้า พูดถึงเกี่ยวกับงานวิจัยอย่างเดียวwileyมีทั้งงานวิจัย มีทั้งหนังสือต่างๆ E-book ฐานข้อมูลacsงานวิจัยเราต้องทันโลกให้ทัน งานวิจัยขยับตลอดเวลา ในการทำงานวิจัยเราไม่ใช่คนเก่ง ไม่ได้ตอบปัญหาทุกอย่างได้ บางครั้งเราต้องพึ่งพาคนที่เขาทำมาก่อนเรา คนละแนวกับเราจะตอบเราได้ ฐานข้อมูลที่ผมใช้ค่อนข้างเยอะ มีspringer อีก มีเยอะแยะเลย เป็นฐานข้อมูลที่มีให้บริการในห้องสมุด

นอกจากผลงานพลาสมาเย็นแล้ว ผลงานเราสามารถสืบค้นงานของอาจารย์ได้ที่ไหนบ้างคะ

     จริงๆ ผลงานของผมเองมีในฐานข้อมูล ผมอาจจะโชคดีมีตีพิมพ์ในทุกฐานข้อมูล แต่ง่ายสุด ตรงๆ เลยก็คือ google ยุคสมัยนี้เราอยู่ด้วย google จริงๆ ถ้าสนใจงานผมพิมพ์ชื่อผมเข้าไปใน google จะ link ต่อไปเรื่อยๆ ผมยังคงแนะนำว่างานวิจัยผมไม่ใช่ทุกสิ่ง ผมอาจจะ reportแค่บางอย่างแต่อยากจะให้คนที่สนใจไปดูงานผมแล้วดูหน้า referenceงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ศึกษาไปเลยครับ เพราะจะเจออะไรที่ตอบโจทย์มากกว่า

ขอให้อาจารย์ฝากข้อคิดในการทำวิจัย เพื่อสร้างผลงานต่อยอดให้กับประเทศชาติต่อไป

     การทำงานวิจัยอาจจะไม่ได้คำตอบ หรือไม่ได้ผลที่เราคาดไว้ตั้งแต่แรก เราวัดที่ความอดทน เราต้องอดทนและต้องยอมรับ และเรียนรู้กับเขา งานวิจัยหลายชิ้นที่ประสบความสำเร็จ จุดเริ่มต้นอาจจะเริ่มต้นทำอีกแบบหนึ่ง แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาอาจจะตอบโจทย์อีกอย่างหนึ่ง ที่impact มากกว่า หรือบางครั้งถ้าเรารู้สึกว่ายังไม่ได้ผลที่เราต้องการ เราต้องค่อยๆ อดทน ค่อยๆ ทำไป อยากจะฝากตรงนี้ไว้ว่าต้องอดทนและใจเย็น เปิดกว้าง

พลาสมาเย็นที่อาจารย์วิจัยนำไปใช้ด้านอื่นอีกไหม

     ด้านอื่นอีกได้ไหม ผมขอยกตัวอย่าง งานวิจัยปัจจุบัน พร้อมใช้ พร้อมดีไซน์ พร้อมออกแบบในด้านการเกษตรอย่างที่บอก เริ่มจากเมล็ดพันธุ์เรามีแนวโน้มที่เราจะใช้เพื่อการเก็บรักษาอาหาร การเก็บรักษาอาหารในที่นี้ ความตั้งใจเลย อาหารเราแพ็คในซีลในถุงเรียบร้อยแล้ว หรือพืชผักผลไม้โดยเฉพาะออร์แกนิคกระบวนการพลาสมา ผมสามารถเคลียร์พลาสมาให้เกิดขึ้นได้อย่างที่เห็น ลองนึกภาพข้างใน containประกอบด้วยไปด้วย ผักผลไม้ต่างๆ เราไม่ต้องไปแกะซีลออกมา ขอให้อยู่ในสภาพเดิมแต่เรารักษาอายุของอาหารให้นานขึ้น นี่คือเรื่องของเกษตรค่อยๆ ไล่ขึ้นไปจนขนาดใหญ่ขึ้น การดีไซน์ออกแบบ อาจจะคาบเกี่ยวกับเรื่องการแพทย์ ในลักษณะขนาดใหญ่มากขึ้น เราอาจใช้กระบวนการออกแบบดีไซน์ให้พลาสมาทรีตเม้นต์พลาสมาปกติเราใช้คำว่าทรีตเม้นต์เพราะเหมือนเป็นการรักษา เอาอะไรมาทาผิวเรียกทรีตเม้นต์หรือผ่านผิว นี่คือการเกษตร หลังจากนี้จะมีเรื่องมลพิษ ควัน เรารู้ว่าตัวนี้สามารถทำปฏิกิริยากับมลพิษ ควันพิษได้ โอโซนประกอบไปด้วยreactive oxygen speciesอนุมูลอิสระพวกนี้พร้อมจะจับกับโมเลกุลต่างๆ กลิ่น หรืออะไรก็แล้วแต่ และสุดท้ายสามารถapply ได้หลายแอพพลิเคชั่นสุดท้ายที่อยากให้ไปถึงคือวงการแพทย์ ผมก็ยินดีแต่ตัวผมเองอาจจะไม่ค่อยถนัดด้านการแพทย์ แต่เราพร้อมที่จะช่วยsupportดีไซน์เครื่องมือให้

พลาสมาเย็นช่วยในการเกษตรได้อย่างไรบ้าง

     นอกจากการเก็บเมล็ด การฆ่าเชื้อ เริ่มตั้งแต่การเก็บเมล็ดพันธุ์ ผมอาจจะพูดไม่เคลียร์ด้วย เมล็ดตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ เราเก็บรักษาเขาปกติเราต้องคลุกสารเคมีบางอย่าง อาจารย์ท่านเองก็ไม่ชอบเท่าไรนัก เป็นโจทย์ให้เรามา เราก็ทดสอบ process นี้ให้ลดสารเคมีลงได้บ้าง เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ทำให้เมล็ดพันธุ์เติบโตได้ไวขึ้น หรือดูดซึมน้ำได้มากขึ้น การดูดซึมน้ำได้มากขึ้น ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ในการเกษตรด้านอื่นนอกจากเก็บเมล็ดพันธุ์ส่งออกออร์แกนิค ยังมีแอพพลิเคชั่นที่เหนือกว่านี้คือ plasma activated waterเราเอาไปบำบัดน้ำ ฆ่าเชื้อในน้ำ บำบัดน้ำให้ความสะอาดมากขึ้น และในบางconditionเราสามารถบำบัดน้ำทำให้น้ำมีคุณลักษณะบางอย่าง เช่น ไนเตรท ไนไตรท์ให้มีคุณสมบัติบางอย่างที่มีประโยชน์ต่อพืชผักผลไม้มากขึ้น มีคนนำงานวิจัยไปเพาะปลูก ทำก็งอกงามมากขึ้นด้วย เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเกษตร

เทคโนโลยีพลาสมาเย็นประยุกต์ใช้ได้กับผลิตภัณฑ์อะไรได้อีกบ้าง

     จริงๆ การฆ่าเชื้อไม่ได้จำกัดอยู่ที่เมล็ดพันธุ์ เครื่องมือต่างๆ หรือแม้แต่มือเรา มือเราต้องล้างมือ ทุกครั้งที่ผมใช้เจล ผมก็ไม่ได้รู้สึกดีทุกครั้ง รู้สึกไม่มีเชื้อโรคแต่มีเจลเกาะที่มือผม แต่พลาสมาเป็นละอองถ้าเรานำมากำจัดเชื้อ ในพื้นผิว เครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ อาจจะประยุกต์ถึงขั้นclean มือเรา อุปกรณ์บางอย่างรู้สึกว่ามีเชื้อโรคติดอยู่อาจจะผ่านพลาสมาได้

งานประยุกต์ผลิตภัณฑ์พวกนี้มีโอกาสได้ใช้ในเร็วๆ นี้ไหม

     ตัวผมเองก็ถือว่าช้าในระดับหนึ่ง ที่ผ่านมามัวแต่ไปfocus ว่า ที่มันใช้ได้ผลจริงๆ รึเปล่า ถามprocess นี้ทำได้นานไหม ทำได้พักใหญ่แล้ว สิ่งที่สำคัญสำหรับผม ผมต้องยืนยันให้ได้ว่าเรารู้ว่ามีอะไร เราต้องเข้าใจเขาด้วยว่า ใช้กับอะไรได้บ้าง แต่ตอนนี้ถึงจุดแล้ว ตอนนี้กำลังขยายสเกลที่ตั้งเป้าไว้เลยเราจะสร้างเครื่องขนาดใหญ่ งานวิจัยอยู่lab-scaleเรารู้ว่าหน่วยงานบางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เขาอยากทดสอบปลูกในระดับไร่นา หรือระดับใหญ่มากขึ้น เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก improviseระดับเล็กเป็นขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าเร็วๆ นี้ อาจจะได้เห็น ขอเวลาสักนิดหนึ่ง ใครสนใจลงทุนก็ดี

ผลงานวิจัยสามารถหาได้ที่ไหนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

     มหาวิทยาลัยเราเป็นมหาวิทยาลัยดิจิตอลไปแล้ว งานทุกอย่างอยู่บนเว็บไซต์จากภาควิชา คณะ หาได้โดยส่วนใหญ่ เราเป็นดิจิตอลlink ถึงกันหมดแล้ว search google สิ่งที่ออกมาแรกๆ คือภาควิชา แล้วก็ไล่ไปตามนั้น

อาจารย์คิดว่าวงการวิทยาศาสตร์ในบ้านเราเป็นอย่างไร ควรจะผลักดันด้านไหนให้กับเยาวชนเพื่อเป็นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่

     พูดตรงๆ เลยว่าตอนที่เป็นอาจารย์ใหม่ได้สัมผัสกับเด็ก นิสิตที่เข้ามาใหม่ ปี 1 แต่ละคนที่เข้ามา จบ ม.4 5 6 มา แต่ละคน fresh มาก และความรู้เขาเป็นความรู้ที่ผมรักมาก ผมชอบ เขามีไอเดียต่างๆ มากมาย สะท้อนถึงเด็กเหล่านี้คือเรียนสายวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เล็กจนโต หรือเด็กบางคนอาจไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์มาโดยตรง พื้นฐานวิทยาศาสตร์ไม่ได้มาจากไหน มาจากการสังเกต ศึกษาความรู้เพิ่มเติมทำความเข้าใจ  ผมเองเพิ่งเข้าวงการวิทยาศาสตร์จริงๆ ตอนที่ผมเรียนปริญญาเอกนี่เอง เรากลับไปสัมผัสเด็กวงการวิทยาศาสตร์บ้านเรา เยาวชนเก่ง เพียงแต่ว่าปัญหาของเราในมุมกว้าง การผลักดันให้เขานำความรู้เหล่านั้นมาใช้งานจับต้องได้ง่าย ระบบการเรียนรู้ที่ที่เข้ามา บางครั้งผมเข้าใจ พอเข้ามาเรียนเรามีวิชาเฉพาะทางบางอย่างมากขึ้น ความรู้นั้นก็ใช้น้อยลง แต่ในปัจจุบันโลกของเราจะเข้าไปอยู่ในบูรณาการสหวิทยาการหลายสาขา ถ้าทำให้เขาเรียนในสาขาหลักของเขา และยังใช้ความรู้พื้นฐาน ความเข้าใจเก่าของเขาเข้าด้วยกันได้ โดยเฉพาะงานmergeหลายๆ ฟิวเข้าด้วยกัน บางครั้งหนีไม่พ้นเยาวชนอาจมีความถนัดทางวิทยาศาสตร์ไม่เหมือนกัน ยิ่งถ้าร่วมมือกันได้ แม้แต่ระดับในหน่วยงานของเราอาจเป็นส่วนผลักดันที่ดี จะทำให้ภาพนี้เห็นชัดว่าการใช้งานนี้เห็นชัดมาก

ทรัพยากรสารสนเทศของสำนักหอสมุดที่เกี่ยวข้อง

ชื่อเรื่อง

  1. การโมเดลวิเคราะห์และประยุกต์ใช้วัสดุอุปกรณ์โครงสร้างขนาดนาโนในอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์และพลาสมา [electronic resource] = Modeling and analysis of nanoscale materials and geometries in electronics and plasma applications / ศิวพล ศรีสนพันธุ์
  2. นาโนเทคโนโลยีขั้นต้น / เรียบเรียงโดย ศรัญญา พรหมโคตร์
  3. Nano science and technology : novel structures and phenomena / edited by Zikang Tang and Ping Sheng
  4. Atmospheric Plasma Jet: Effect of Inner Diameter Size to the Length of Plasma Discharge.
  5. Nanotechnology Inclusion in Pharmaceutical Sciences Education in Portugal.
  6. พลาสมาดีเอ็นเอในผู้ป่วยมะเร็ง / วชิราวุธ ใจหวัง ... [และคนอื่น ๆ]
  7. พลาสมาเทคโนโลยี : เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาผ้าไหมและสิ่งทอไทยสู่ระดับโลก / ประดุง สวนพุฒ
  8. นาโนเทคโนโลยี / ชัชฎา กมลเดชเดชา
  9. นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีแห่งศตวรรษ / วิวัฒน์ ตัณฑะพานิชกุล
  10. นาโน (10-9) เทคโนโลยีใกล้ตัว / วนิดา คูชัยสิทธิ์
  11. นาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม / พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล
  12. นาโนเทคโนโลยีกับการพัฒนาประเทศไทย / วิวัฒน์ ตัณฑะพานิชกุล, วัชรภ ชัยกิตติศิลป์
  13. Plasma–maser theory for magnetized electron–positron plasma 

KULIB Talk #Special
"ฝุ่นเล็กๆ ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม"
ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ขณะนี้สำนักข่าวทุกสำนักมีการโหมกระแสเกาะติดสถานการณ์รายงานข่าวสถานการณ์ฝุ่นPM2.5อย่างต่อเนื่องสถานการณ์ฝุ่น PM2.5ขณะนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ

     ตอนนี้ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ประชาชนรับทราบก็คือเรามีจำนวนอนุภาคของฝุ่นที่อยู่รอบตัวเรามากขึ้น ตอนนี้ทุกสถานี ของกรมควบคุมมลพิษของกรุงเทพมหานคร มีค่าสูงขึ้นมาในแนวโน้มเดียวกันทั้งหมด ถ้ามองไปตอนนี้ระหว่างเส้นขอบฟ้า กับผิวข้างล่างเราจะเห็นชั้นบางๆ ชั้นหนึ่งที่ค่อนข้างออกสีน้ำตาล อันนั้นคือส่วนที่เราเรียกว่าฝุ่นละอองที่อยู่ในบรรยากาศชั้นล่าง ฝุ่นเหล่านี้มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ขนาดใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาเพราะเกิดขึ้นแล้วดับไปในบริเวณแถวนั้น ฝุ่นขนาดเล็กวิ่งเร็วเท่าไหร่จะยิ่งคงค้างอยู่ในบรรยากาศคำตอบว่ามาจากไหนอยู่ที่เราทุกคนเพราะคนส่วนใหญ่ทำให้เกิดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองการจราจรถือว่าเป็นส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เกิดมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงโดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่เรียกว่าดีเซล ในรถยนต์ประเภทนี้ ส่งผลให้ฝุ่นละอองออกมาค่อนข้างเยอะ ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับการเผาไหม้ในลักษณะ พื้นที่โล่งก็ทำให้เกิดฝุ่นละอองได้ หรือแม้กระทั่งปฏิกิริยาเคมีในชั้นบรรยากาศ เมื่อรวมตัวกันก็ทำให้เกิดพาติเคิลขนาดเล็กได้ สิ่งต่างๆเหล่านี้มันรวมกันให้พื้นที่กรุงเทพมหานคร มีฝุ่นละอองค่อนข้างสูง แล้วทำไมฤดูกาลอื่นถึงไม่แบบนี้ คำตอบก็คือในช่วงเวลาอื่นลมพัดค่อนข้างแรง แสงแดดค่อนข้างแรงทำให้การเคลื่อนตัวของอากาศ เป็นไปตามธรรมชาติ ในขณะเดียวกัน ช่วงฤดูฝนก็จะมีฝนตกลงมาคอยชะล้าง เราเรียกกระบวนการนี้ว่า  Wash Out  ฝุ่นละอองจะตกสู่พื้น แต่กลับมาในฤดูหนาวอากาศบางช่วงมีความชื้นต่ำ ประกอบกับคุณสมบัติของอากาศที่เมื่อเย็นจะมีความหนัก มันก็ทำให้อากาศเหล่านี้จมตัวลงค่อนข้างเยอะ ในบางครั้งเรายังพบอากาศในลักษณะ inversionหมายความว่าขึ้นไปยิ่งสูงแต่มันยังมีส่วนที่ร้อนอยู่ อากาศก็จะไม่ลอยตัวและค้างอยู่กับที่ สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเข้มข้นของฝุ่นมีค่าสูงขึ้น

คำว่าสภาพอากาศปิดหรือเปิด ลอยตัวไม่ดี พวกนี้มันหมายความว่าอะไรคะอาจารย์

     ถ้ามองไปรอบตัวเราวันนี้จะเห็นแสงแดดที่ค่อนข้างชัด นั่นหมายความว่าสภาพอากาศค่อนข้างดี ค่าอากาศได้รับแสงแดดพื้นล่างจะค่อนข้างร้อน เพราะอากาศร้อนข้างล่างและเย็นขึ้นตามระดับความสูง มวลอากาศจะเคลื่อนตัวลอยขึ้นไปข้างบนได้ง่ายเป็นไปตามกระบวนการธรรมชาติ เมื่อเขาลอยขึ้นไปก็จะมีอากาศส่วนหนึ่งเข้ามาแทนที่ ซึ่งเราเรียกกันว่าลม ตามธรรมชาติมวลของอากาศก็จะมีการเคลื่อนตัว แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มวลอากาศด้านบนมีความร้อนสูงขึ้น มวลอากาศด้านล่างก็ไม่สามารถลอยขึ้นได้ก็จะหยุดอยู่ตรงนั้น ประกอบกับสภาพอากาศที่มีมวลอากาศเย็น มันจะหนักและจมตัว ก็จะเกิดการที่อากาศไม่เคลื่อนที่ หรือสภาพหยุดนิ่งของอากาศ ดังนั้นสภาพอากาศปิดก็เป็นสภาพอากาศที่มีความคงตัวค่อนข้างสูงลมไม่พัดแสงแดดไม่มาลักษณะแบบนี้จะทำให้มีการสะสมตัวของฝุ่นละอองมากขึ้น

เรามีค่าที่เป็นขีดอันตรายอยู่ก็คือ50 ซึ่งถ้าเกินกว่านี้ก็จะเป็นอันตรายต่อ ซึ่งในความจริงแล้วต้องมีค่ามาตรฐานเท่าไหร่จึงจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แล้วกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบนี้จริงๆแล้วคือกลุ่มไหน

     จริงๆแล้วมาตรฐานของฝุ่นละอองจะอยู่ที่ 50ไมโครกรัมเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ถ้าเกินกว่านี้ก็จะส่งผลต่อสุขภาพตัวที่เป็นอันตรายก็คือ 90 ขึ้นไป ซึ่งปกติเราก็จะใช้เครื่องมือวัดแบบเรียลไทม์ก็จะมีค่าสูงบ้างต่ำบ้างตามลักษณะสภาพตอนนั้น ดังนั้นยังไม่ต้องไปกังวลเพราะให้ดูค่าเฉลี่ยตลอดทั้งวันว่าเกินหรือไม่ ถ้าหากว่าเกิน 50 แสดงว่าเริ่มมีผลต่อสุขภาพ แต่ในกรุงเทพมีค่าเฉลี่ยเกิน 50 ติดต่อกันหลายวัน ก็จะมีช่วงที่หลายคนเริ่มรู้สึกว่ามีอาการแสบคอ อาการภูมิแพ้ ซึ่งกลุ่มเสี่ยงก็คือคนที่มีโรคประจำตัวเป็นกลุ่มนี้อยู่แล้ว หรืออาจจะเป็นโรคอื่นเกี่ยวกับหอบหืดภูมิแพ้ พรุ่งนี้ก็ต้องมีการปฏิบัติตัวเป็นพิเศษและมีอุปกรณ์ช่วยเหลือ กลุ่มเสี่ยงอีกกลุ่มคือคนที่ใช้ชีวิตตามท้องถนนเป็นระยะเวลานาน เช่น ตำรวจจราจร วินมอเตอร์ไซค์ หรือผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น จำเป็นต้องมีการป้องกันตัวเอง

กลุ่มของนิสิตและบุคลากรในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือไม่

     อย่างแรกเราต้องสำรวจตัวเองก่อนว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ เรามีอาการหอบหืดหรือไม่เพราะหลายคนไม่ทราบว่าตัวเองมีลักษณะแบบนั้น และหากมีโรคประจำตัวต้องปรึกษาแพทย์ ว่าโรคประจำตัวเกี่ยวข้องไหมกับลักษณะอาการเหล่านี้ หรือใครที่ทราบว่าตัวเองมีอาการหอบหืดอยู่แล้วเมื่อเวลาอากาศเปลี่ยนหรือพบฝุ่นละอองควรจะหลีกเลี่ยงกิจกรรมภายนอกต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง หรือคนที่แข็งแรงก็ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมภายนอกไม่ควรไปอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นเยอะ เช่น ริมถนนหรือที่โล่งแจ้ง แต่ถ้ามีความจำเป็นที่ต้องเดินออกไปก็หาอุปกรณ์ป้องกันตัว เช่นหน้ากากอนามัยที่ปิดให้มิดชิดไม่จำเป็นต้องเป็นหน้ากาก N 95 ซึ่งจริงๆแล้ว N 95 เป็นหน้ากากที่ป้องกันดีและถูกต้อง แต่ใช้ไปนานๆจะหายใจไม่ออกเพราะใช้งานยาก และไม่สามารถใช้ต่อเนื่องได้ใช้ไปสักพักต้องเปลี่ยน เพราะจะเกิดกลิ่นอับ แต่ถ้าอยู่ในอาคารสำหรับบุคคลที่แข็งแรงก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใส่หน้ากากอนามัย
 
การใช้หน้ากากอนามัยธรรมดาสามารถช่วยในเรื่องของฝุ่นละอองนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

     ช่วยได้แต่ข้อสำคัญก็คือใช้งานให้ดี ปิดให้มิดชิด และหลีกเลี่ยงออกไปอยู่ในที่โล่งแจ้งเป็นเวลานานๆ ไม่ใช่ว่าใส่หน้ากากอนามัยแล้วไปนั่งอยู่ที่โล่งแจ้งนานๆ มีข้อมูลที่นิสิตนักศึกษารวมถึงโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ของเราเองตกใจเกี่ยวกับความเข้มข้นของฝุ่นละอองที่รายงานโดยหน่วยงานภาครัฐแห่งหนึ่งที่รายงานว่าแถวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีตัวเลขสูงสุดอันดับ 1 สีแดง ซึ่งผมจะเรียนให้ทุกคนทราบว่าเนื่องมาจากข้อมูลเหล่านั้นเป็นการลงเก็บข้อมูลที่ริมถนน ริมรั้วของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้านถนนพหลโยธิน เป็นจุดที่มีการติดขัดของการจราจรสูงมาก ดังนั้น ที่นั้นถูกต้องแต่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะมีค่าต่ำกว่านั้น ในบางเวลาจะมีค่าต่างกันถึง 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ดังนั้นอยากเรียนให้ทราบว่าในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีส่วนที่ช่วยให้ฝุ่นละอองลดลงช้างในเรื่องของต้นไม้และการเดินทางโดยใช้รถEV  และอื่นๆที่บุคลากรและนิสิตนักศึกษาช่วยกันและมันสามารถพิสูจน์ได้ข้อมูลที่เราตรวจวัดซึ่งตอนนี้ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยแล้ว ซึ่งทุกคนสามารถตรวจเช็คก่อนออกไปทำกิจกรรมได้
อันดับแรก เราควรเช็คว่าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่
อันดับสอง เราควรเช็คข้อมูลสภาพอากาศ ว่าคุณภาพอากาศวันนี้เป็นอย่างไร
 
ตอนนี้มีข่าวว่ากรมควบคุมมลพิษได้มีการขอความร่วมมือจากประชาชนลดฝุ่นละอองจากแหล่ง เช่นการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ห้ามเผาในที่โล่ง ห้ามใช้รถยนต์ควันดำทุกประเภท การทำในลักษณะเช่นนี้สามารถช่วยได้จริงหรือไม่และการที่จะทำกิจกรรมเหล่านี้ควรที่จะทำในเขตกรุงเทพและปริมณฑลเมื่อเวลามีปัญหาอยู่หรือเราควรขยายไปในเขตรอบๆเช่น ระยอง ชลบุรี ที่มีนิคมอุตสาหกรรมอยู่

     ในเบื้องต้นฝุ่นมาจากปัญหาการจราจร ดังนั้นคนที่แก้ปัญหาเรื่องนี้มุ่งเน้นไปที่การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงรถยนต์ดังที่ได้กล่าวไป จึงต้องกรวดขันการทำผิดกฎการจราจรของเครื่องยนต์อย่างเช่นพวกควันดำ โดยจะนำรถเหล่านี้ออกจากระบบโดยพักการใช้งาน ส่วนเรื่องของการกวดขันให้รถยนต์จอดให้ถูกที่ถูกเวลา ห้ามจอดในถนนสายหลักทำให้เกิดการไหลของการจราจรได้ดีขึ้น ทั้งในบริเวณที่ใกล้เคียงกับบริเวณที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้า เมื่อรถวิ่งดีขึ้นก็จะปล่อยมวลสารที่เป็นพิษน้อยกว่าบริเวณที่มีรถติด ส่วนมาตรการอื่น เช่น การฉีดน้ำ นั่นเป็นเพียงมาตรการที่เข้ามาเสริม แม้กระทั่งเมื่อวานที่ได้เข้าไปประชุมกับกรมทรัพยากรสิ่งแวดล้อม เขาก็เน้นประเด็นนี้เหมือนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เรามีคณะกองยาน ที่ช่วยลดการใช้รถยนต์ในมหาวิทยาลัย ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ของเรามาถูกทางและถ้าหากมีการนำโมเดลนี้ไปใช้ในทุกที่ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน หรือสถานศึกษา หรือแม้แต่ที่บ้าน ทั้งเมืองทำแบบเดียวกัน ก็จะเหมือนกับน้ำที่ไหลไปทางเดียวกันทำให้มันไหลไปเร็วยิ่งขึ้น ต้องช่วยกันจึงจะประสบความสำเร็จ และอยากฝากไปทางผู้ใช้รถตอนที่ท่านจอดรอรับบุตรหลานขอให้ท่านดับเครื่อง เพราะจะเป็นการสร้างฝุ่นละอองที่จะเข้าไปในโรงเรียนมากยิ่งขึ้น ซึ่งตอนนี้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็มีการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ไม่ทำให้เกิดมลภาวะฝุ่นละออง
 
เมื่อมีฝนตกลงมาเรายังจะต้องกังวลกับปัญหาฝุ่นละอองนี้หรือไม่ หรือต้องผ่านไปกี่วันปัญหาฝุ่นละอองเหล่านี้ถึงจะกลับมาให้เรากังวลอีกครั้ง

     ฝนมีส่วนช่วยบ้าง แต่การจะให้ฝนตกหนักในช่วงเวลานี้เป็นเรื่องที่ยาก ผมเข้าใจว่ากรมการบินฝนหลวงและการเกษตร ได้เริ่มลงมือปฏิบัติอย่างเต็มที่โดยบินจากอู่ตะเภา และพยายามที่จะสร้างฝนเทียมแต่ด้วยสภาพอากาศที่จะทำให้เกิดผลเทียมก็ไม่สามารถทำให้เกิดฝนตกหนักเหมือนในช่วงฤดูฝนได้ ดังนั้นก็จะช่วยได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งในอนาคตถ้าหากอากาศปิดและกรมการบินฝนหลวงไม่สามารถทำให้เกิดผลได้ปริมาณละอองฝุ่นก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นตัวเราเองสำคัญที่สุดที่จะช่วยคนละไม้คนละมือช่วยกันลดฝุ่น ในระยะยาวผมอยากเห็นระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ มีการเดินทางที่ไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมากนัก หรือมีการใช้รถยนต์ในการเดินทางใกล้ๆในบริเวณที่ไม่ไกลกันเช่นจากบ้านไปโรงเรียน ใช้เวลาในการขับรถน้อยลงการปลดปล่อยมวลสารก็จะต่ำลง นี่ก็อาจจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในอนาคตที่ควรต้องมาคุยกันว่าจะทำอย่างไร นี่คือสิ่งที่เราต้องมานั่งคิดกันว่าในอีก 5  ปี  10 ปี ในเขตกรุงเทพมหานครจะมีสภาพอากาศเป็นอย่างไรและจะมีปริมาณรถยนต์อย่างไร รถจะติดหนักกว่าเดิมหรือไม่ ณ วันนั้นก็จะเกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายคนเมืองก็จะอยู่ในสภาพอากาศที่มีฝุ่นละอองเป็นเวลานานขึ้น จึงอยากฝากไว้ให้ช่วยกันแก้ไข

 

โครงการติดตามลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและมลสารทางอากาศสำหรับประเทศไทยเก็บรวบรวมจากKU Tower ซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะสิ่งแวดล้อม อาจารย์ช่วยเล่าให้ฟังถึงโครงการนี้สักนิดนึงค่ะ

   โครงการนี้เริ่มมา 4 ปีแล้ว เป็นความร่วมมือของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ซึ่งอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและมลสารทางอากาศสำหรับประเทศไทย เราจำศึกษาตามแนวดิ่งขึ้นไป ไม่ใช่ศึกษาตามแนวราบ เป็นการศึกษาเฉพาะที่โดยเราจะดูการเคลื่อนตัวของเขาได้สร้าง KU Tower  ขึ้นมา ซึ่งมีความสูง 117 เมตร โดย 100เมตรข้างล่างเป็นตัวที่จะสัมผัสชั้นบรรยากาศที่ได้รับความร้อนและการเคลื่อนที่ของอากาศ อีกประการหนึ่งคือมันเป็นลิมิตของความสูงของสิ่งก่อสร้างที่อยู่บริเวณใกล้สนามบิน เราวัดอุตุนิยมวิทยาที่เกี่ยวข้องกับความเร็วลม อุณหภูมิ ความชื้น ความกดอากาศ ฝน อยู่บน KU Tower   5 ระดับความสูง ก๊าซและมลสารอื่นๆ 3 ระดับความสูง ข้อมูลเหล่านี้ถูกประมวลว่ามลสารหรือ Pollution มีส่วนหรือไม่ในอุตุนิยมวิทยา ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาก็ได้ผลว่ามลสารเกี่ยวข้องกับอุตุนิยมวิทยา เมื่อไหร่ที่สภาพอากาศปิดความเข้มข้นของมลสารก็จะสูงขึ้น ในอดีตผมเคยวัดมลสารที่ตึกใบหยก สูงประมาณ 300 กว่าเมตรเราจะทราบความเข้มข้นของมลสารที่มันอยู่ ทำให้เรามีข้อมูลที่จะมาอธิบายลักษณะของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้

ทรัพยากรสารสนเทศของสำนักหอสมุดที่เกี่ยวข้อง

ชื่อเรื่อง

  1. ฝุ่นละอองในบรรยากาศ / วิลาวรรณ์ คำหาญ
  2. มลพิษทางอากาศ [videorecording] = Air pollution / จัดทำโดย กองควบคุมและจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม
  3. Air pollution: sources, impacts and controls.
  4. สิ่งแวดล้อม--เพื่ออนาคตคนกรุงเทพฯ / คณะผู้จัดทำ ยอดฤดี ปัทมะสุคนธ์ ... [และคนอื่น ๆ]
  5. Global Crises, Global Solutions
  6. Morphology and Elemental Composition of Fine Particulate Matters PM10 by SEM-EDS
  7. Advanced technique to reduce the emissions of particulate matter (PM)
  8. บทความวิชาการ-งานวิจัย สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์กรมหาชน) / กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  9. การศึกษาการลดปริมาณควันดำจากเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้น้ำมันปาล์มดีเซลโดยการติดตั้งอุปกรณ์กรองควันดำ / บุญชัย ตันติกรกุล
  10. ทัศนคติของประชาชนที่ถูกจับปรับรถปล่อยควันดำเกินมาตรฐาน / จารุพร กลั่นกำเนิด และบุญจง ขาวสิทธิวงษ์
  11. หมอกควันและมลพิษทางอากาศในจังหวัดเชียงใหม่ / มงคล รายะนาคร
  12. จมูกอิเลกทรอนิกส์ยามเฝ้าคุณภาพอากาศ / จักราพิชญ์ อัตโน และอุดม ทิพาราช
  13. การทำนายการกระจายตัวของฝุ่นละอองจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เพื่อการประเมินค่าดัชนีคุณภาพอากาศ / วัชรเดช ไทยวัฒน์
  14. มลพิษอากาศและการจัดการคุณภาพอากาศ / วนิดา จีนศาสตร์
  15. หลักการตรวจวัดและขั้นตอนการปรับเทียบสำหรับการตรวจวัดคุณภาพอากาศ / ส่วนคุณภาพอากาศในบรรยากาศ สำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ข้าว ของศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มก.

KULIB TALK | EP.40 | วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ข้าว ของศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มก.

ศาสตราจารย์ ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร Prof.Dr.Apichart Vanavichit

Director (RSC&RGDU) 

ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวและ หน่วยค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน


คำถาม : ศูนย์นี้มีเทคโนโลยีหรือบริการอะไรบ้างที่เกี่ยวกับข้าว

  • เป็นศูนย์ที่ปรับปรุงและศึกษาข้าวโดยเน้นเรื่องของการปรับปรุงพันธ์ รวบรวมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมี 3 ส่วนคือ
  1. การศึกษาความหมายทางชีวภาพของข้าว การปรับปรุงยีนส์หรือพันธุกรรมที่เกิดขึ้น เช่นการปรับปรุงข้าวหอม โดยต้องมีพันธุกรรมควบคุม โดยการค้นหายีนส์ความหอม
  2. คือให้บริการเทคโนโลยีห้องปฏิบัติการใช้แยกพันธ์ข้าว โดยสามารถประยุกต์ใช้การแยกพันธ์ข้าว มีอะไรบ้าง โดยเรานำไปใช้กับการควบคุมพันธ์ข้าวที่ส่งออก เช่นถ้าต้องการข้าวหอมมะลิไทย ต้องมีความบริสุทธ์ขนาดไหน
  3. การส่งเสริมเชิงการตลาด

โดยงานที่เป็นหลักของศูนย์คือ การสร้างพันธ์ข้าวใหม่ ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แต่ไม่ใช้ GMO โดยมีทิศทาง 2 แบบคือ กำหนดเพื่อตอบโจทย์ชาวนา ซึ่งจะมีปัญหามาก ถ้าไม่ปรับตัว และเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคซึ่งมีความต้องการที่แตกต่างกัน เป็นผู้บริโภคในประเทศและต่างประเทศ

คำถาม : นอกจากผลงานที่สำคัญคือ ข้าวไรท์เบอร์รี่ ซึ่งเป็นผลงานโดดเด่นของศูนย์แล้ว ทางศูนย์มีผลงานอะไรอีกบ้างคะ

  • เราพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อผู้บริโภค ทางศูนย์มีเป้าหมาย 3 ระยะ

ในระยะใกล้ ผู้บริโภคต้องการข้าวที่ถูกปาก มีรสนุ่ม กลิ่นหอม ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้น

ระยะกลางมองถึงปัญหาสุขภาพผู้บริโภค ซึ่งข้าวให้พลังงานค่อนข้างมาก ประกอบกับความอ่อนแอของมนุษย์ยุคปัจจุบันที่มีกิจกรรมการใช้พลังงานต่อวันน้อย แต่การทานอาหารมากกว่าเดิม จึงมีแนวคิดเรื่องข้าวที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของมนุษย์ โดยทำอย่างไรให้ข้าวมีธาตุอาหาร ธาตุเหล็กและสังกะสีสูงขึ้น ซึ่งทำงานร่วมกับนักโภชนาการ โดยเริ่มต้นจากข้าวเจ้าหอมนิลที่ปลูกได้ทั้งปี แต่รสชาติยังไม่อร่อยมาก จากนั้นก็ได้ ข้าวไรเบอรี่มา ซึ่งเป็นตัวจุดประกายให้ผู้บริโภค บริโภคข้าวกล้อง ต่อมาก็มีข้าวสินเหล็กซึ่งมีเหล็กและสังกะสีสูง และมีดัชนีน้ำตาลปานกลาง เมื่อบริโภคแล้วให้ปริมาณกลูโคสน้อยกว่าข้าวพันธุ์อื่น ซึ่งดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน และพันธุ์ข้าวตัวถัดมาคือข้าวขาว ซึ่งคือพันธุ์ข้าวปิ่นเกษตรบวก4 ซึ่งก็คือการพัฒนาคุณภาพของแป้ง ย่อยช้า ให้ผลผลิตสูง ต้านทานน้ำท่วม แมลง โดยพัฒนามา 4 ปี

คำถาม : ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์คืออะไรบ้าง

          เรารู้จักความหลากหมายของพันธุ์ข้าว เราจะรุ้จักดีว่าแต่ละตัวให้อะไร เช่น ถ้าข้าวทนน้ำท่วมก็เป็นข้าวจากอินเดีย เรารู้จักว่ายีนต์ข้าวอะไรที่เค้าให้ ซึ่งเราเรียกเทคโนโลยีชีวภาพนี้ว่า Molecular Breeding เราจะทำแบบนี้กับข้าวหลายพันธุ์ เช่นข้าวหอมปทุม เราก็ใช้เทคโนโลยีชีวภาพนี้ กับข้าวหอมปทุม ก็จะสามารถทนต่อโรค ทนน้ำท่วม ทนร้อนได้ เราสามารถเอาเทคโนโลยีและยีนต์ที่เราค้นพบเข้ามาช่วยพัฒนาพันธุ์ได้

คำถาม : อยากให้อาจารย์ให้ข้อคิดว่า ทิศทางในอนาคตจะไปในทางไหนบ้าง

  • Climate change เป็นเรื่องสำคัญมาก เราต้องปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้สู้ได้ เช่น อุณหภูมิที่สูง ใช้น้ำเยอะ ต้องแก้ไขยังไง หรือเมื่อน้ำแข็งขั่วโลกละลาย น้ำทะเลหนุน น้ำก็จะขึ้น ข้าวก็ต้องทนต่อเรื่องความเค็ม ซึ่งเราต้องปรับให้ข้าวทนต่อน้ำเค็ม ข้าวจะไม่ตาย ซึ่งเป็นลักษณะพันธุ์ข้าวที่จะ Climate Ready พร้อมที่จะเผชิญ และเมื่อถึงจุดนั้น ประชากรเพิ่มขึ้น ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น ต้องให้คนในยุคหน้ามีอาหารที่ช่วยชลอการเกิดโรคภัยและทำให้แข็งแรง โดยให้ข้าวมีโภชนาการที่เข้มข้น โดยเฉพาะข้าวสี ให้ธาตุอาหารและอร่อย นอกจากนี้ยังทำข้าวสรรพสี ที่ปลูกง่าย สามารถบริโภคได้ทุกส่วน

คำถาม : ฝากถึงเรื่องของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการปรับปรุงพันธุ์ข้าว

          เราขาดนักวิจัย และนักเรียนที่มาค้นคว้า เรียกว่าตอนนี้คนเรียนน้อยลง มันเป็นวิทยาศาสตร์ เรื่องของการผลิตอาหาร ผลิตพันธุ์พืช มีความน่าสนุก และมีความอิสระทางความคิดสูงมาก โดยเฉพาะการปรับปรุงพันธุ์ ก็อยากฝากให้นักเรียนตั้งแต่มัธยมว่าการเกษตรไม่ใช่แค่ดำนาตัวเลอะแต่เป็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่น่าสนใจ

ข้าวสรรพสี

ข้าวหอม ดัชนีน้ำตาลต่ำ

ข้าวไทย : การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการผลิตและช่องทางการกระจาย

ฐานข้อมูลลักษณะข้าววัชพืชที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงในประเทศ ไทย

แนวทาง--และแบบอย่างการทำนาข้าวสุขภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม 1ไร่

ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ พลิกชีวิตชาวนาไทย

ข้าวไทยในอนาคต

โมเดลธุรกิจเชิงสังคม ข้าวไรซ์เบอร์รี่และธัญโอสถ อีกทางเลือกของชาวนาไทย

การคัดเลือกดีเอ็นเอเครื่องหมายแบบ SSR ของยีนต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Nilaparvata lugens (Stal), delphacidae, Homoptera ชนิด Qbph6 และ Qbph12 จากข้าวสายพันธุ์ปรับปรุง abhaya และพันธุ์ชัยนาท 1

การค้นพบยีนความหอม จากข้าวสู่ถั่วเหลืองและพืชอื่นๆ

Customer segmentation of functional food with application of Kano's model: A case study of Riceberry drink in Bangkok

 

 

 

อาจารย์นักทำหุ่นยนต์

KULib Talk No.16 “อาจารย์นักทำหุ่นยนต์”

แขกรับเชิญในวันนี้ได้รับเกียรติจากอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าท่านมีบทบาทสำคัญในเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ รวมถึงยังเป็นผู้ผลักดันนิสิตให้ได้รับโอกาสในการแข่งขันและประสบความสำเร็จในระดับโลกมาแล้วหลายสมัย ถ้าพูดถึง skuba - jr ที่เคยสัมภาษณ์ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ได้พูดถึงอาจารย์ท่านนี้เหมือนกัน เป็นบุคคลสำคัญที่ได้พาไปประสบความสำเร็จ ขอต้อนรับ ดร.กาญจนพันธ์ สุขวิชชัย จากภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ 

อยากทราบว่าอาจารย์ก้าวเข้ามาสู่วงการนักทำหุ่นยนต์ได้อย่างไร

ต้องเล่าเท้าความไปไกลสักนิดหนึ่ง เริ่มต้นตั้งแต่อยู่ ปี 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ของ ม.เกษตร ได้รู้จักอาจารย์ท่านหนึ่ง เชื่อว่าหลายท่านคงรู้จักอาจารย์ท่านนี้ อ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา อาจารย์ปัญญาเป็นคนชวนเข้าไป เมื่อก่อนเรียกชุมนุม Robot พอเข้าไปก็จะมีรุ่นพี่หลายๆ คน เริ่มเอาหุ่นยนต์มาให้ดูว่าหุ่นยนต์คืออะไร มีโอกาสได้ไปทดลองเขียนโปรแกรมทำหุ่นยนต์เพื่อไปแข่งขันเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่สมัย ปี 2 ป.ตรี พอไปเรียนต่อ ป.โท ป.เอก เลยไป focus เรื่องหุ่นยนต์ หลังจากนั้นเมื่อกลับมามีจังหวะได้รับการสนับสนุนจากสมาคมหุ่นยนต์ไทย  เพื่อจะนำหุ่นยนต์ของเกษตรไปแข่งขันระดับโลกในครั้งแรก ปรากฏว่าเราได้ที่ 3 มา มีการแข่งต่อเนื่องมาเรื่อยๆ (พิธีกร สนุกไหมคะที่อยู่ใน project) สนุกมาก ก่อนไปเราสนุกมาก แต่พอไปถึงวันที่แข่ง เครียด เราแบกชื่อประเทศ เราแบกชื่อมหาวิทยาลัย และคณะไปด้วย แต่ก็ดีได้ประสบการณ์ และเด็กได้ฝึกความอดทนว่าเราต้องผ่านมันไปให้ได้ ตอนแข่งขันในปีแรก ตอนเด็กเขียนโปรแกรมมือสั่น คือเครียดมาก ประมาณนั้น แต่เราก็ผ่านมาได้

น้องๆ ที่สนใจเข้า lab ของอาจารย์ มีขั้นตอนการเข้ามาทำงานอย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไร

ห้อง lab ของเราโดยพื้นฐานแล้วไม่ได้มีการสอบ หรือทดสอบอะไรก่อนเข้า เริ่มต้นเรามานั่งคุยกันก่อนว่ามีทัศนคติต่อการทำหุ่นยนต์เป็นอย่างไร โดยเน้นที่ว่าอยากให้เริ่มจากการที่เขามีแรงบันดาลใจจากภายในว่าอยากจะทำอะไร ความรู้มาหาได้จากภายในห้อง lab หาได้จากการที่รุ่นพี่สอนรุ่นน้อง เพราะฉะนั้นเดินมาแต่ตัวกับหัวใจ เดินเข้าห้อง lab และมาบอกว่าอยากทำอะไร (พิธีกร แค่มีความตั้งใจก็สามารถเข้ามาสมัครได้เลย) ได้เลย

ความสามารถพื้นฐานของหุ่นยนต์ ควรจะมีอะไรบ้าง

ตัวนี้เป็นหุ่นยนต์คุณลำไย เป็นหุ่นยนต์ที่ใช้งานในบ้าน โดยพื้นฐานแล้วอะไรก็ตามที่เป็นหุ่นยนต์ใช้งานร่วมกับมนุษย์ เราจะมีความคาดหวังว่าหุ่นยนต์จะต้องคิดเหมือนมนุษย์ได้ เดินเหมือนมนุษย์ ขยับแขนขยับขาได้เหมือนมนุษย์ ฟังเสียงได้ เข้าใจเสียง จดจำภาพได้ ค้นหาภาพได้ และเข้าใจภาพ อันนั้นคือพื้นฐานของมนุษย์ คิดง่ายๆ เราพยายามจำลองมนุษย์คนหนึ่งลงไปบนหุ่นยนต์ ถ้าหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ดี หุ่นยนต์ต้องทำความสามารถได้อย่างน้อยเหมือนพื้นฐานของมนุษย์คนหนึ่ง (พิธีกร ยากไหมกว่าที่คุณลำไยจะออกมา) คุณลำไย ถ้าถึงวันนี้ใช้เวลาพัฒนาประมาณ 12 ปีแล้ว แต่ช่วงแรกๆ ยังเป็น prototype เป็นหุ่นยนต์ทดสอบอยู่ ยังไม่มีความสามารถอะไร อาจจะได้แค่เดินตามบุคคล จดจำใบหน้าได้แค่คนสองคนเท่านั้นเอง แต่ปัจจุบันได้รับการพัฒนาโดยการเอา AI หลายๆ ส่วนเข้าไป จะสามารถเข้าใจได้ว่ามนุษย์พูดอะไรอยู่ ตอบโต้เป็นภาษามนุษย์ได้ สามารถบอกได้ว่าคนที่เข้ามาในบ้านเป็นผู้ชาย ผู้หญิง อายุเท่าไร และเป็นคนที่คุณลำไยรู้จักรึเปล่า สามารถหาของในบ้านได้ เช่น ปีที่ผ่านมาเอา AI ในการหาของ จำลองสถานการณ์ว่าคุณยายตื่นมาแล้วไม่รู้แว่นอยู่ไหน สั่งให้คุณลำไยไปเดินหา คุณลำไยจะเดินไปทั่วบ้าน และบอกว่าเจอแว่นแล้วนะ แว่นอยู่ตรงโต๊ะกินข้าว (พิธีกร เราต้องป้อนข้อมูลเข้าไปก่อน) ต้องการทำให้หุ่นยนต์เรียนรู้ AI สมัยใหม่มันไม่ใช่ coding แบบ Algorithm เหมือนกับ fix ค่าอีกแล้ว เป็นลักษณะ dinamic ให้หุ่นยนต์สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา โดยที่เราเป็นผู้สอน เหมือนคุณลำไยเป็นเด็กไปโรงเรียน เราเป็นครูเป็นอาจารย์ เราก็บอกว่าสิ่งนี้เรียกว่า กรรไกร สิ่งนี้เรียกว่าแว่นตา สิ่งนี้เรียกว่าจานข้าว ค่อยๆ สอนไปเรื่อยๆ หุ่นยนต์จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ (พิธีกร ไม่จำเป็นว่าจะเป็นกรรไกรอันเดิม อันไหนก็ได้ในกลุ่มนี้) เหมือนมนุษย์การที่จะเข้าใจกรรไกรได้ อย่างแรกต้องมีที่จับ ที่จับอาจมีหลายสี หลาย size ได้ไม่เป็นไร มีที่ตัดสองอัน อันเดียวไม่ได้อันเดียวจะเป็นมีดต้องมี 2 อัน หุ่นยนต์เรียนรู้สิ่งนั้นมากกว่าจะบอกว่าหน้าตาอย่างนี้เปรียบเทียบภาพนี้กับภาพที่แล้วว่ามันคือกรรไกร หุ่นยนต์จะเห็นการที่จะเป็นองค์ประกอบของกรรไกรคืออะไรบ้าง (พิธีกร ตอนนี้คุณลำไยพัฒนาเต็มประสิทธิภาพแล้ว หรือยังพัฒนาต่อ) ยังไปได้อีกค่อนข้างเยอะ ตอนนี้ยังมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องพัฒนาต่อ เช่น จะทำอย่างไรให้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น ปัญหาของหุ่นยนต์ตอนนี้ที่เราไม่เห็นในท้องตลาดมากมายนัก เพราะว่าเราเป็นคนใช้ คิดถึงในมุมมองคนใช้ เปิดกล่องมา เสียบปลั๊ก เราควรจะใช้งานได้เลย แต่หุ่นยนต์ต้อง set up ค่อนข้างเยอะเพื่อจำ เพื่อให้สามารถใช้งานได้ ตอนนี้มีหลายๆ บริษัทมีความสนใจว่าจะให้พัฒนาระบบ lady of the box คือแกะหุ่นยนต์ออกจากกล่องวาง เสียบปลั๊ก เปิดไฟ ใช้งานได้เลย จะต้องมีหลายเรื่องๆ เช่น อัตโนมัติ สามารถค้นหาสถานที่ได้ว่าเขาอยู่ตรงไหนของบ้าน เพื่อจะบอกได้ว่าตอนนี้อยู่ห้องนอน อยู่ห้องรับแขก ห้องอาหาร หลังจากนั้นจดจำใบหน้าของคนใช้งาน อาจจะต้องคุณยายคะเดินมาหน้ากล้องหน่อยขอจำหน้านิดหนึ่ง คุณผู้ชายคะขอจำหน้านิดหนึ่ง ต้องเป็นอัตโนมัติระดับนั้น ที่สามารถทำให้หุ่นยนต์สามารถ interact กับคน สามารถปรับตัวเองได้กับบ้านที่เขาไปอยู่

หุ่นยนต์เริ่มมีบทบาท ถ้าในอนาคตหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่มนุษย์ มีความคิดเห็นอย่างไร

เรากลับมาดูจุดมุ่งหมายพื้นฐานของการสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาหนึ่งตัว เราสร้างหุ่นยนต์เพราะอะไร เราต้องการสร้างบางสิ่งบางอย่างมาช่วยเหลือมนุษย์ ในเรื่องกิจกรรมที่มนุษย์ไม่ค่อยอยากทำ เพราะฉะนั้นถ้าเรายึดหลักการสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ในกิจกรรมที่มนุษย์ไม่พึงจะทำ เช่น กิจกรรมซ้ำๆ กิจกรรมที่ทำงานต่อเนื่องยาวนาน กิจกรรมที่มีความล้า หรือกิจกรรมที่อันตราย เพราะฉะนั้นถ้าหุ่นยนต์ยังตอบโจทย์นั้นอยู่ แปลว่าจริงๆ หุ่นยนต์เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่มาช่วยเรา เพื่อไม่ไห้มนุษย์ต้องเสียเวลาในชีวิตไปทำกับเรื่องที่น่าเบื่อ อันตราย ใช้เวลายาวนาน เพื่อให้มนุษย์มีเวลาเหลือเพื่อไปใช้ทำอย่างอื่นที่มีคุณค่ามากกว่า เช่น เป็นการพัฒนาตนเอง สร้างสิ่งใหม่ๆ อย่างหนึ่งหุ่นยนต์ไม่สามารถสร้างศิลปะได้ เพราะฉะนั้นในอนาคต เราจะเห็นหุ่นยนต์ในลักษณะเป็นผู้ช่วยเหลือ มนุษย์ไปสร้างสรรค์อย่างอื่นให้เกิดประโยชน์ต่อโลกมากขึ้น (พิธีกร มาเพิ่มความสะดวกสบายให้เรา ลดความเสี่ยงในบางงานที่เราต้องเสี่ยง) เพราะบางเรื่องไม่จำเป็นต้องเสี่ยง อาจเคยได้ยินเหมือนกับเรื่องหุ่นยนต์กู้ภัย กว่าจะพัฒนาบุคลากรขึ้นมาสามารถเข้าไปเก็บกู้ระเบิดได้ใช้เวลานาน แต่หุ่นยนต์เรามองว่าเป็นสิ่งของ การที่เขาเข้าไปเขาจัดการได้ มันปลอดภัยต่อมนุษย์มากกว่า ยังเชื่อว่าทรัพยากรมนุษย์อย่างเราใช้เวลายาวนานและสร้างยากยังมีประโยชน์ สามารถสอนคนรุ่นต่อรุ่น เป็นการพัฒนาต่อยอด

ในการแข่งขันแต่ละครั้ง มีการเตรียมการอย่างไร ทราบข่าวในเรื่องการแข่งขันจากที่ไหนบ้าง

โดยพื้นฐานแล้ว เรามีความสนุกกับการทำหุ่นยนต์เพื่อแข่งขัน ส่วนใหญ่ search google ง่ายๆ ว่า ตอนนี้มีการแข่งขันอะไรบ้าง ในหัวข้อที่เราสนใจ ช่วงแรกๆ ก็จะเป็นอย่างนี้ ในโลกนี้มีอะไรแข่งกันบ้าง เช่น เราไปค้นพบว่าที่สิงคโปร์มีการแข่งขันหุ่นยนต์ใช้งานใต้น้ำ ที่อเมริกามีการแข่งขันหุ่นยนต์ใช้งานใต้น้ำ ที่ญี่ปุ่นหุ่นยนต์ใช้งานในบ้าน หุ่นยนต์ใช้งานในห้องสมุด หุ่นยนต์ใช้งานในร้านสะดวกซื้อ หรือที่ต่างประเทศจะเป็นทุกปี เช่น RoboCup เราก็เริ่มเข้าไปดู detail เริ่มสมัครไป ไปอ่าน qualified ว่าการที่จะเข้าไปได้ ไม่ใช่สมัครอย่างเดียวจำเป็นต้อง prove ให้เขาดูด้วยว่าหุ่นยนต์เรามีความสามารถ โดยการที่เราส่งที่เรียกว่า คล้ายๆ เปเปอร์เหมือนทำงานวิจัย อธิบายไปว่าหุ่นยนต์เราเป็นอย่างไร มีความสามารถอะไรบ้าง เทคโนโลยีที่ใช้จริงๆ ในทางวิศวกรรมเป็นอย่างไร AI เราใช้เทคนิคไหน ส่งไปเพื่อ qualified รวมทั้ง vdo ตอนที่หุ่นยนต์ทำงานจริง เพราะบางคนเป็นลักษณะที่ตอนส่งเปเปอร์มันดูดี แต่พอหุ่นยนต์ต้องแสดงความสามารถจริงๆ ทำไม่ได้ตามนั้น เขาก็มีการตรวจสอบอีกครั้งโดยการส่ง vdo ไปด้วยที่ห้ามตัดต่อ ไม่สวยไม่เป็นไร ในระยะเวลา 5 นาที ว่าหุ่นยนต์ต้องทำความสามารถอะไร 1 2 3 4 5 พอหลังจากเราส่งไปเรียบร้อยแล้ว เราก็นั่งรอ คณะกรรมการจะติดต่อกลับมาว่าตอนนี้ทีมคุณ qualified รึเปล่า หรือ qualified แบบมี condition  condition เช่น เราเห็นศักยภาพหุ่นยนต์คุณนะแต่ว่ายังดีไม่พอ คุณไปทำนี่หน่อยไหม พอทำเสร็จแล้วส่งมาใหม่ คณะกรรมการจะตรวจสอบว่าโอเคดีรึยัง ถ้าโอเคแล้วจะได้สิทธิ์ ได้ invitation letter เพื่อจะขอวีซ่าไปแข่งขัน รายการใหญ่ๆ เกี่ยวกับหุ่นยนต์ใช้งานในบ้านหรือหุ่นยนต์ทั่วๆ ไป จะเป็น RoboCup concept ก็คือจะเป็นหุ่นยนต์หลายๆ ประเภทมาแข่งขัน โดยมุ่งหวังว่าจะพัฒนาหุ่นยนต์พร้อมๆ กันทั่วโลกขึ้นไป ที่ใช้ว่า RoboCup จำลองเหมือนเตะบอลโลก หุ่นยนต์แรกๆ ที่อยู่ในการแข่งขันนี้ เป็นหุ่นยนต์เตะบอลจะมีหลายรูปแบบ แล้วเขามีความคาดหวังว่า 2050 หุ่นยนต์แชมป์โลกจะไปเตะบอลกับมนุษย์แชมป์โลกได้เลย (พิธีกร คล้ายๆ เราต้องไป defense เหมือนหัวข้องานวิจัยเลย) แล้วไปถึงที่นั่นไม่ใช่แข่งอย่างเดียว จะมีหนึ่ง section ทุกคนต้องเอางานวิจัยตัวเอง present ให้คนอื่นฟัง ลักษณะเป็น open ในปีต่างๆ ที่เราไปถึงแม้คิดว่าเราโอเคแล้ว เราไป present เรื่องใหม่ๆ เราอาจจะได้เรียนรู้สิ่งอื่นที่มาจากทีมอื่นด้วย เช่น เขาทำกันอย่างนี้ได้ด้วยหรือ จะทำให้เราพัฒนาได้เร็วขึ้น ทีมที่ไปบ่อยๆ จะมีอัตราการพัฒนาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนเปิดเผย 100 เปอร์เซ็นต์ เหมือนเป็นเพื่อนกัน เหมือนไปเตะฟุตบอลกัน หลังจากแข่งเสร็จก็สนุกกัน อารมณ์นั้น

อาจารย์เป็นแชมป์มาหลายสมัย รู้สึกกดดันไหม

เป็นแชมป์ว่ายากแล้ว รักษาแชมป์ยากกว่าเยอะ มันยากกว่าลักษณะที่ว่า ที่เรายังไม่ได้แชมป์ เราจะมองเหมือนกับว่า จุดมุ่งหมายเราจะเป็นแชมป์ให้ได้ เราจะเตรียมทุกอย่างเพื่อไปล้มเขา แต่วันที่เราอยู่จุดที่สูงที่สุดแล้ว โจทย์มันจะพลิกว่าเราจะทำอย่างไรพัฒนาต่อไปเพื่อไม่ให้คนอื่นมาล้มเราได้ ยาก เหมือนกับว่าเราไม่รู้เราจะไปทางไหน เราต้องคิดแล้ว เราบอกว่าเส้นทางที่เราจะสร้างเองหลังจากนี้เพื่ออะไร เช่น เราอาจมีหลายๆ เส้นทางที่เกิดขึ้นเราเป็น head แล้ว เราอาจจะไปทางนี้จะพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราไปมันถูกทางไหม  ถ้าไม่ถูกทางคนอื่นก็จะมาล้มเรา เป็นคลื่นลูกใหม่ที่แรงกว่าเสมอ ยาก ยากจริง คู่ต่อสู้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่าง ตอนที่ทีม skuba เป็นแชมป์โลกเตะฟุตบอล ปีแรกเราเป็นม้ามืดไม่คิดว่าเราจะได้แชมป์โลก พอได้แชมป์โลกปีแรกเราชนะทีมญี่ปุ่นในรอบชิง 11-1 พอปีถัดไปเราไปเจอทีมอิหร่านในรอบชิง เราชนะไป 6-1 ปีถัดมาเหลือ 4-1 ปีถัดว่าเหลือ 2-1 เพราะว่าทุกคนเริ่มเข้ามาทันกันเรื่อยๆ ความยากอยู่ตรงนี้ว่าจะมีแรงผลักดันตัวเองไปได้ไกลแค่ไหน อันที่สองเราต้องก้าวข้ามความสำเร็จ คือบางทีเรายึดติดกับความสำเร็จ เราเป็นแชมป์แล้ว เราไม่ต้องพัฒนามันไม่ได้ เพราะว่าเมื่อไรเราหยุดพัฒนา คนอื่นแซงทันที ที่ยากที่สุดต้องสร้าง momentum ในห้อง labไปเรื่อยๆ ว่าปีนี้เราทำอะไรใหม่ ปีนี้เราทำอะไรใหม่ ปีนี้เราทำอะไรใหม่

ล่าสุดทีม SKUBA – Jr คว้ารางวัลแชมป์โลกมา อาจารย์มีการคัดน้องๆ ที่เข้ามาร่วมทีมอย่างไร

น้องๆ แต่ละคนที่อยู่ในทีมจะมีความแตกต่างกัน แต่ละคนมาจากหลายภาควิชา มีความถนัดที่แตกต่างกัน เช่น น้องทรายที่เคยออกรายการจะมีความสามารถทางด้าน AI ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ จะมีน้องๆ อีกหลายคนๆ ที่ไม่ได้มา จะมีความสามารถด้าน AI เกี่ยวกับเรื่อง programing ค่อนข้างสูง อีกสองคนก็มีความสามารถ presentation เพราะว่าการไปไม่ได้มีคะแนนเฉพาะความสามารถหุ่นยนต์ทางด้าน tachnical ต้องมีการนำเสนอที่ดี ต้องมีความสามารถในการพูดให้เห็นว่าหุ่นยนต์ของเราสามารถใช้งานจริงได้ในโลก ให้คณะกรรมการที่มาจากภาคเอกชน มีอาจารย์ส่วนหนึ่งที่มาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในโลก และมีส่วนหนึ่งมาจากภาคเอกชนที่ทำหุ่นยนต์หรือของที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์มานั่งฟังและให้คะแนน เพราะฉะนั้นไม่ได้ง่ายที่เราต้องไป convince คนที่มีความรู้ขนาดนั้นให้เชื่อว่าหุ่นยนต์เรามีความสามารถและให้คะแนนเรา เพราะฉะนั้นแล้วมันต้องเป็นองค์ประกอบที่ลงตัว อันที่สองเชื่ออย่างหนึ่งว่าเด็กทุกคนที่เข้ามหาวิทยาลัยได้มีความสามารถ เพียงแต่เราจะต้องมีขบวนการดึงความสามารถเขาออกมาใช้ให้เต็มความสามารถที่สุดมากกว่า ทุกคนมีความสามารถ อย่าคิดว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่ดี มาลองก่อน บางทีคุณอาจจะค้นพบว่าบางอย่างในตัวคุณมันมี เพียงแต่คุณไม่รู้เท่านั้นเอง อย่าคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถ อย่ามองข้ามความสามารถตัวเอง มีทุกคน

จากการที่อาจารย์ส่งเสริมนิสิตให้ทำหุ่นยนต์ ทำให้อาจารย์มองเห็นอะไรในตัวน้องๆ บ้าง

เห็นว่าเด็กไทยมีศักยภาพ เพียงแต่เราต้องมีขบวนการที่ถูกต้องในการเพาะบ่มให้เด็กเติบโตขึ้นไป ให้แสดงความสามารถได้ เขาพร้อมจะไปสู่ระดับโลก สามารถไปชนะประเทศอื่นๆ ได้ เช่น ตัวอย่างที่ไปแข่งขันมหาวิทยาลัยที่แข่งกับเราเป็น มหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน เอ็มไอที คอร์เนล เบริกเล หลายๆ ที่ ซึ่งเด็กไทยพิสูจน์แล้วว่าเขาก็ชนะได้ ถามว่าเด็กไทย ป.ตรี จบแล้วยังไงต่อ เขาไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ บางคนไปอยู่เยอรมัน ไปอาเคิน ไปหลายๆ ที่ ญี่ปุ่นส่วนใหญ่เด็กเราที่แข่งขันเสร็จจะได้รับโอกาสไปทำงานที่ญี่ปุ่นเลย ทางทีมบริษัทญี่ปุ่นจะติดต่อไปทำงาน บางคนไปทำหุ่นยนต์ที่ญี่ปุ่น บริษัท โตชิบา หรือ พานาโซนิค เด็กไทยอยู่เบื้องหลังเป็นคนไปทำ นอกจากนั้นแล้วเด็กที่มุ่งไปทางด้านวิชาการ ไปพวกอิมพิเรียลคอลเลจ ไปเอ็มไอที หลายคน ห้อง lab เหมือนเราสร้างเด็กแล้ว สุดท้ายเรากระจายเด็กไปต่างประเทศแต่ก็โชคดีมีเด็กที่กลับมาเป็นอาจารย์ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์

ผลงานของอาจารย์ไม่ได้มีแค่หุ่นยนต์คุณลำไย มีการพัฒนาระบบเตะฟุตบอลเพื่อการศึกษา มีหุ่นยนต์อัตโนมัติใต้น้ำ มีคุณลำไยหุ่นยนต์ที่ใช้งานในบ้าน หุ่นยนต์น้องต้นหอม ผลงานต่างๆ มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมอาจารย์ถึงสร้างหุ่นยนต์ที่มีการทำงานที่แตกต่างกัน

ต้องเล่าให้ฟัง การที่จะมีหุ่นยนต์หนึ่งตัวที่ทำทุกอย่างแทนมนุษย์เป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดในการพัฒนา คือการที่แบ่งแต่ละส่วนของความสามารถมนุษย์เป็นหุ่นยนต์แต่ละตัว เช่น หุ่นยนต์คุณลำไยตอนนี้ยังไม่สามารถว่ายน้ำได้ ก็เลยสร้างหุ่นยนต์ใต้น้ำ หุ่นยนต์ใต้น้ำไว้ทำอะไร ใช้ในการสำรวจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปะการัง สำรวจเรือจม เอาไปใช้แท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่ง project นี้เริ่มจาก ปตท.สผ. ได้เดินเข้ามาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ และอยากจะได้หุ่นยนต์สักอย่างหนึ่งเพื่อใช้ในการสำรวจน้ำมัน การขุดน้ำมันยากขึ้น ยากขึ้นตรงที่ว่าจุดที่ต้องลงไปสำรวจจะไม่ได้อยู่ตรงไหล่ทวีปแล้ว ลงไปทะเลน้ำลึกมากๆ ดังนั้นมนุษย์นักประดาน้ำลงไม่ได้แล้ว จำเป็นต้องมีหุ่นยนต์ลงไปแทน นอกจากนั้นหุ่นยนต์อื่นๆ เช่น หุ่นยนต์ที่ใช้ในกระทรวงของทหารก็เคยทำ เป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ในการสำรวจอาคาร ความเสียหายของอาคาร โจทย์จะยากนิดหนึ่ง หุ่นยนต์ต้องน้ำหนักเบา วิ่งบนฝ้าได้ เพื่อจะไปตรวจสอบว่าโครงสร้างข้างบน พังไหม และมีปลวกกินไหม เพราะว่าอาคารของทหารส่วนใหญ่เป็นไม้อยู่ โจทย์ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง น้องต้นหอมเป็นหุ่นยนต์ทรงตัวบนฟุตบอล ทำขึ้นมาเพื่อจำลองพฤติกรรม ถ้าเราจะทำคณะละครสัตว์ที่เป็นหุ่นยนต์แสดง เราจะทำได้อย่างไร เหมือนตัวตลกที่จะพยายามเดินบนลูกบอล concept เดียวกันเลย หุ่นยนต์เตะฟุตบอลก็ชัดเจนแล้ว หุ่นยนต์แม่บ้านก็ชัดเจนแล้ว อื่นๆ อีก ก็จะมีหุ่นยนต์ไต่ผนัง ไม่ได้ทาสี ใช้สำรวจปล่องต่างๆ เช่น กรมมลพิษอยากจะสำรวจปล่อง ปล่องนี้ขึ้นไปข้างบนแล้วเอาตัว sensor ไปติดข้างบนว่าตอนนี้มลพิษเยอะไหม ก็สามารถใช้หุ่นยนต์พวกนี้ไต่ขึ้นไปได้ โดยที่คนไม่ต้องปีน เพราะว่าปล่องบางปล่องจะเรียบๆ ปีนอันตราย ตั้งนั่งร้านก็ไม่คุ้มค่า เอาหุ่นยนต์หนึ่งตัววิ่งขึ้นไปเลย ขึ้นไปวัด sensor ส่งข้อมูลกลับและวิ่งลง (พิธีกร การสร้างจะมีวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกัน) เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ เราไม่สามารถทำหุ่นยนต์ตัวเดียวทำได้ทุกอย่างเพราะฉะนั้นก็แยกเป็นส่วนๆ จะง่ายกว่า

โครงการ Robot citizen หรือประชากรหุ่นยนต์ มันคืออะไร มีความเป็นมาอย่างไร

เป็น concept ของห้อง lab อย่างที่อธิบายไปว่า หุ่นยนต์มีได้หลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมีแบบเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นคือห้อง lab นี้จำลองลักษณะที่ว่าถ้ามีหุ่นยนต์หลายๆ ประเภทมาอยู่รวมกัน คนหลายๆ คน หลายๆ ประเภทมาอยู่รวมกัน จะเกิดอะไรขึ้น จะเกิดความหลากหลายทางชนชาติ เพราะฉะนั้นเราอาจจะสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาได้ หุ่นยนต์รูปแบบใหม่ใช้งานลักษณะใหม่ เกิดขึ้นมาในห้อง lab เราจะไม่ปิดกั้น ลักษณะที่ว่าเราเป็นหุ่นยนต์ใช้งานในบ้านคุณลำไย เราต้องคุณลำไยนะไม่จำเป็น ทำอะไรก็ได้ที่หุ่นยนต์ตัวนั้นสามารถช่วยเหลือมนุษย์ เรา happy ที่จะทำ

ผลลัพธ์ของการแข่งขันในแต่ละครั้งอาจารย์มองว่าอนาคตวงการหุ่นยนต์ในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

เมืองไทยเก่งในเรื่องหุ่นยนต์ เรามีแชมป์โลกในหลายๆ สาขาตลอดเวลาทุกปี เราจะได้ยินข่าวเสมอว่าเป็นแชมป์โลกหุ่นยนต์อีกแล้ว ตั้งแต่สมัยเด็กจนถึงมหาวิทยาลัย น่าเสียดายเหลือเกินเมื่อก่อน เด็กเหล่านี้ไปไหน เด็กเหล่านี้ไม่ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำ ก็ไปทำงานบริษัทชั้นนำต่างประเทศ  เช่น อย่างห้อง lab ไปญี่ปุ่นบ่อยมาก ทางญี่ปุ่นเห็นว่ามีศักยภาพ แต่ตอนนี้โชคดีเหลือเกิน ที่ทางรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนทางด้านหุ่นยนต์เกิดขึ้นในประเทศ เพื่อจะสร้างเทคโนโลยีของเราเอง สร้างบริษัทของเราเอง ตอนนี้มีบริษัทของคนไทยที่ทำเรื่องหุ่นยนต์เกิดขึ้นเยอะขึ้นเรื่อยๆ เป็นความโชคดีที่ทำให้เด็กที่ทำหุ่นยนต์ใหม่ๆ สามารถทำงานในเมืองไทยได้ เชื่อว่าเด็กส่วนใหญ่ที่ไปทำงานต่างประเทศทางด้านหุ่นยนต์ ไม่จำเป็นไม่อยากไป เขาอยากทำงานในเมืองไทย แค่หางานไม่ได้ ปัจจุบันการที่มีงานแล้วมีการสนับสนุนจากภาครัฐที่ดีแล้ว เชื่อว่าเป็นอนาคตที่สดใสของประเทศไทย เรามีเด็ก เรามีจุดให้เด็กไปแสดงความสามารถแล้ว เชื่อว่ามันครบ loop ขึ้นเรื่อยๆ (พิธีกร ในอนาคตอันใกล้นี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสิ่งอำนวยของคนเราอาจจะมีหุ่นยนต์เข้ามาทำหน้าที่ให้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการช่วยเหลือหรือว่าการทำหน้าที่แทน ทำให้ชีวิตของเราอาจจะดีขึ้น สะดวกขึ้น)

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่น่าสนใจ

Neural networks for robotics : an engineering perspective

Robot : meet the machines of the future

Industrial robotics & mechatronics applications

Springer Handbook of Robotics

Introduction to mobile robot control

Make : รวมโปรเจกต์สร้างหุ่นยนต์และสิ่งประดิษฐ์ด้วย Arduino

สร้างหุ่นยนต์ที่ควบคุมด้วย Raspberry Pi

การสร้างและพัฒนาหุ่นยนต์

Artificial intelligence with machine learning, AI สร้างได้ด้วยแมชชีนเลิร์นนิ่ง

ปัญญาประดิษฐ์ คิดเปลี่ยนโลก

คน กับ AI : โอกาสและความเสี่ยง

ติดจรวดทางความคิด แบบ อีลอน มัสก์

 

เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก

KULIB TALK เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก

“ผมว่าเดี๋ยวนี้ปัญหาสิ่งแวดล้อมมันรุมเร้าเรามาก อย่างเช่น ณ วันนี้เนี่ยเราเจอปัญหา PM2.5 ใช่ไหม ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเราเจอปัญหาน้ำแล้ง น้ำเค็ม จะทำก็ก็ตามเนี่ยขอให้ผสมผสานเป็นโซเชี่ยวเอนเตอร์ไพรส์ เป็นเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อผู้คนและโลก ไม่ใช่ทำเพื่อสุนทรียอย่างเดียว สุนทรียสำคัญไหม สำคัญมาก แต่ผมมองว่าอนาคตเนี่ย ต้องเน้นในเรื่องของสิ่งแวดล้อมให้มาก”

สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ KULIB Talk live ค่ะ รายการไลฟ์ผ่านทางเฟสบุ๊คของสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ค่ะ ซึ่งวันนี้นะคะ เป็นอีกหนึ่งไลฟ์ที่พลาดไม่ได้เลยเพราะว่าเรามีแขกรับเชิญที่พิเศษมาก อาจารย์เป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ค่ะ แล้วก็เรียกได้ว่าจะมีความผูกพันกับสำนักหอสมุดของเรามากทีเดียว เพราะว่าอาจารย์เป็นผู้ออกแบบห้อง ECO library location ที่เรา live อยู่ใน ณ ขณะนี้ค่ะ  ก็จะเป็นท่านใดไปไม่ได้เลย ดิฉันขอต้อนรับ รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโตค่ะ สวัสดีค่ะอาจารย์ สวัสดีครับ ค่ะก็นอกจากอาจารย์จะเป็นผู้ออกแบบห้อง ECO library แห่งนี้แล้วนะคะ อาจารย์เป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีทางอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขนของเรา เป็นภาควิชานวัตกรรมอาคารนะคะ ของเกษตรศาสตร์บางเขนนะคะ และอาจารย์ยังเป็นผุ้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบด้านสิ่งแวดล้อมหรือว่า อีโคดีไซด์ด้วยนะคะ ซึ่งวันนี้เนี่ย เราไปชิงคิวทองของอาจารย์ให้มาร่วมรายการไลฟ์กับเราวันนี้นะคะ เพราะว่าเราทราบมาว่าอาจารย์มีผลงานวิจัยล่าสุดที่น่าสนใจและก็เรียกว่าเป็นเรื่องที่คนให้ความสนใจในยุคที่ไทยก้าวสู่สังคมของผู้สูงอายุ งานวิจัยที่เราจะเห็นวันนี้ก็มีอุปกรณ์เสริมมาด้วย เป็นเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกนะคะ

อันดับแรกเลย อยากจะให้อาจารย์เล่าให้ฟังนิดหนึ่งค่ะว่า อาจารย์มีแรงบันดาลใจยังไง มองจุดไหนถึงเป็นที่มาในการทำวิจัยเรื่องนี้คะ

            ตอนเริ่มต้นนะครับต้องการให้โรงพยาบาลมีสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทีนี้เวลาเราเข้าไปในโรงพยาบาล สิ่งแรกเลยที่ผมสนใจเป็นการส่วนตัวเนี่ยคือเรื่องเศษวัสดุที่เหลือจากการแพทย์ การพยาบาลและก็พบว่าจริง ๆ แล้วเนี่ย ถ้าเราสามารถคัดแยกของเหลือใช้ต่างๆในสถานพยาบาลจะพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งหรือ 40 เปอเซ็น เป็นขยะจากการแพ็คเกจ การเปิดห่อต่างๆ เพราะฉะนั้นมันเป็นขยะสะอาด เมื่อเดินไปตามชั้นต่างๆก็ผ่านไปชั้นหนึ่งเป็นชั้นที่ดูแลผู้สูงอายุ แล้วก็เห็นว่าพยาบาลบ้าง ญาติบ้างเนี่ยพยายามที่จะป้อนข้าวผู้สูงอายุ ผมนั่งคิดว่าเอ๊ะ เราจะรู้ได้ไงว่าจังหวะนี้ควรจะป้อนหรือไม่ป้อน เร็วไปช้าไป และบางทีและบางทีผู้สูงอายุหงุดหงิดที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้หรือเป็นเพราะว่าถ้วยชามช้อนส้อมไม่เหมาะสม ส่วนใหญ่เป็นถาดหลุมซึ่งผู้ป่วยเด็ก วัยรุ่น ผู้สูงอายุเหมือนกันหมด หรือจานๆที่สวยหน่อยเด็ก วัยรุ่น ผู้สูงอายุเหมือนกันหมด ผมก็เลยมามองว่าจริงๆแล้วผู้สูงอายุมีปัญหาเรื่องข้อ เลยถามพยาบาลว่าจริงๆแล้วเค้าดูแลตัวเองไม่ได้จริงใช่ไหมถึงต้องป้อน พยาบาลบอกเปล่าแต่ของผู้สูงอายุต่างประเทศแพง และไม่เข้ากับสรีระกับผู้สูงอายุไทย ผลทำงานวิจัยเมลามีนที่เอาเส้นใยของปาล์มมาผสมกับเมลามีนเพื่อทำเป็นภาชนะต่างๆบนโต๊ะอาหารสำหรับอาหารญี่ปุ่น คิดว่าถ้าเราทำวิธีเดียวกันเราให้วัสดุเดียวกันเพื่อผู้สูงอายุ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเชิงวัสดุด้วยและผู้สูงอายุดูแลตัวเองได้ด้วย ที่สำคัญคือเราพบว่าจริงๆแล้วผู้สูงอายุจริงๆแล้วไม่ได้ชอบให้คนมาป้อนเพราะเค้าประสบความสำเร็จมาก่อน เค้าเป็นคนที่เคยเป็นอธิบดี เป็นอาจารย์ เป็นนู้นเป็นนี่ อยู่ๆให้คนมาป้อน

ในแง่จิตใจด้วยเหมือนเคยทำได้

ถ้างั้นผมจะลองทำดูเพื่อที่จะแก้ปัญหาสร้างความภูมิใจให้ผู้สูงอายุที่เค้าเศร้าอยู่แล้วที่สุขภาพร่างกายเค้าไม่ดีถ้าเค้าดูแลตัวเองได้บ้างจะเพิ่มกำลังใจก็เลยพัฒนาขึ้นมา โดยไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายในท้องตลาดเพื่อชาวบ้าน

นั่นก็เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นเช่นกันว่าอาจารย์ต้องมีการลงฟิวจริงๆทำงานวิจัยร่วมกับนักกายภาพบำบัด พยาบาล

คือเวลาเราทำผลิตภัณฑ์เพื่อผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเนี่ยเราไม่สามารถทำในแลปได้เหมือนตามปกติ ถ้าในแลปผมเองเนี่ยก็จะเรียกเด็กๆเข้ามาแล้วมาลองนั่งเก้าอี้ มาลองวางชั้นหนังสือสิ ว่ามันแข็งแรงหรือไม่แข็งแรง ถ้าทำเพื่อผู้สูงอายุเราก็ไม่คุ้น ถึงผมจะดูแลคุณพ่อคุณแม่ของผมตลอดเวลาก็ตามแต่ผมก็ไม่ได้คุ้นกับการที่บอกว่า เค้ากินยังไง ติดตรงข้อไหน ข้อศอก ไหล่ หรือช้อน เราไม่เคยดูใกล้ขนาดนั้นและเราก็ไม่ได้เรียนรู้มาจาก คือผมไม่ได้เป็นproduct designerผมเป็นสถาปนิกออกแบบอาคารความละเอียดอ่อนเล็กๆน้อยๆพวกนี้เนี่ยมันต้องอาศัยคนที่อยู่หน้างาน ก็เลยเริ่มจับมือกับพยาบาลโรงพยาบาลกลางก่อนเพราะเรามี collaborationร่วมกันอยู่แล้วชื่อ ดร.ภัทรารัตน์ เราจับมือเป็นกลุ่มกัน เราหานักกายภาพบำบัด เราหาผู้มีความรู้ในการที่จะศึกษาทดลองการใช้งานก็เลยได้เริ่มเอาผู้สูงอายุที่อยู่ในโรงพยาบาลที่ต้องทานอาหารอยู่แล้วเป็นประจำทุกวันลองให้เค้าใช้ดู ทดลองดู

ซึ่งก็เลยเก็บข้อมูลมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวนี้

มันเก็บข้อมูลนานมาก

นานขนาดไหนคะอาจารย์

เป็นปีนะครับ เพราเราไม่ได้หาคนที่สเปกเดียวกันตลอดเวลา อันที่สองคือตอนที่เราทำมาหนักไป ยกไม่ขึ้น ยกสามทีแล้วก็ต้องวาง วัสดุเนี่ยหนักเกินไป shape อาจจะดีเค้าชอบจับได้พอดี แต่ยกไม่ไหว หรือบางที่เราบอกว่าเราเบาลง เปลี่ยนเป็นสปริงที่จับได้มั้ยให้เค้าบีบออกกำลังกายมือได้ด้วย สุดท้ายล้างลำบาก เวลาของไปติด ก็เปลี่ยนมาหลายเวอร์ชั่นมาก แต่สิ่งเราพบอย่างนึงคือคนหลายคนถามว่าทำไมเราไม่ผลิตส้อม

นั่นสิคะอาจารย์มีแต่ช้อน

ผู้สูงอายุไม่จิ้ม ทีนี่เรามีทั้งหมดเลย สุดท้ายทดลองไปทดลองมา พอไปทดสอบแล้วส่องกล้องดูถ่ายวิดีโอดู เค้าจะตักอย่างเดียวไม่จิ้ม เราก็เลยบอกเราประหยัดงบไปแสนนึงที่ต้องทำโมสำหรับส้อม ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นช้อนอย่างเดียว

เป็นการสังเกตจากพฤติกรรมจริงๆ

ใช้เราจะเห็นเลยว่าค้าใช้หรือไม่ใช้ยังไง เรื่องปกติมากที่ถ้าเราดูซักพักเราจะเห็นว่าเค้าทานอาหารแบบนี้หรือหรือว่าเค้าเอนจอยไหมกับสิ่งที่เราทำกับเค้าอยู่

จากการสังเกต คลุกคลีพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาจารย์มองว่าปัจจัยสำคัญที่สุดเลยในการที่จะทำผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุหรือว่าผู้ป่วยอัมภาพครึ่งซีก ปัจจัยนั้นคืออะไรคะ

ทีมเวิก เพราะอาศัยคนเยอะมาก เพราะเห็นแค่นี่เนี่ยเราใช้คนเยอะมากนะครับผู้ป่วยก็ไม่รู้กี่สิบ พยาบาลก็ไม่รู้กี่สิบ ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่รู้กี่สิบแล้วก็ต้อง coordinate กันใครว่างใครไม่ว่างใครเข้าตอนไหน ใครออกตอนไหนตลอดเวลา ผมคิดว่าอย่างแรกเลยทำ innovation ต่างๆต้องใช้ Teamwork อย่างมหาศาลมาก เราแก้ไม่ได้เราก็ออกแบบมาให้เข้ามาในแลปแล้วก็มีน้อง ๆ เป็นทีมที่ปั้นดินน้ำมันบ้าง ปูนพลาสเตอร์บ้าง กระดาษบ้าง คือสารพัดหลายอย่าง ฉะนั้นเรามีทีมที่เบื้องหลังมาก ๆ คือออก แบบเบื้องหลังการเก็บข้อมูล เบื้องหน้าคือไปทดลองนะครับ เราทดลองเพื่อทรีปริ้นติ้งก่อน เป็นเชฟ ตอนทำทรีปริ้นติ้งเนี่ย มันกินจริงไม่ได้ เพราะว่าพลาสติกนั้นไม่ได้สำหรับทานอาหาร ทำได้แค่จับอย่างเดียว มีความเสี่ยงสูงมากในการที่เราจะทำโมขึ้นมาแล้วคาดหวังว่ามันจะใช้งานได้เพราะโมแพงมาก

ที่อาจารย์บอกว่าเป็นทีมเวิร์คก็คือทุกอย่างไม่ว่าเราจะเก็บข้อมูล ประสานงานในการปรับผลิตภัณฑ์ในหลาย ๆ เวอร์ชั่น และก็มีการทดลองใช้งานจริง เป็นปัจจัยที่สำคัญมากนะคะ มาถึงตอนนี้ทุกคนอยากเห็นอุปกรณ์ชัด ๆ แล้วค่ะอาจารย์ อธิบายได้ไหมคะว่าแต่ละอัน ตอนนี้เรามีช้อนมีชามมีจานมีแก้ว แต่ละอันมันเป็นฟังก์ชั่นอย่างไรคะ

            คือช้อนเนี่ย เราทำให้มันบรรจุอาหารได้เพียง 5 มิลลิลิตร เพื่อกันสำลัก ฉะนั้นบางที ผู้สูงอายุอาจจะรำคาญว่าทำไมชั้นตักได้น้อยจัง เราทราบดีครับว่ามันไม่ควรเกิน 5 มิลลิลิตร ส่วนตรงนี้โก่งขึ้นมาเพราะเพื่อการจับแน่นก็ให้มันกว้างขึ้น แต่ต้องให้พอดีอุ้งมือด้านล่าง และผิวข้างบนเนี่ยเราเลือกผิวที่เราให้ผู้สูงอายุปิดตาแล้วก็เลือกว่าผิวไหนที่เค้ารู้สึกว่ามันกระตุ้นปลายนิ้วได้มากที่สุด และจะเอาผิวนั้นมาแกะอยู่ข้างในโม

หมายถึงเพื่อที่จับถนัด

และกระตุ้นปลายนิ้ว คือจับถนัดนี่คือเซฟ และผิวสัมผัสคือกระตุ้น เพราะปลายนิ้วมีประสาทสัมผัสและมันจะเริ่มชาเมื่อมีอายุมาก เพราะเมื่อเวลากระตุ้นประสาทสัมผัส เค้าจะรู้สึกได้มากขึ้น ว่า อ่อ เค้าถือช้อนอยู่นะ นะครับ และถ้ากำแรงไม่แรงเนี่ย มันก็จะไม่หนักมาก เพราะเราคว้านข้างในไว้ ทีนี้มีผู้สูงอายุหลายคนที่บอกว่า กินไม่ทันใจ เค้าจะเริ่มอารมณ์เสียง่าย เค้าจะใช้ด้านนี้เลยฮะ ซึ่งต้องระวัง ไม่ควร แต่พอสรุปแล้วใช้ด้านนี้ก็ถนัดเหมือนกัน แต่ไม่ควรนะครับ แต่จริง ๆ แล้วมันคือด้านนี้ คือพอช้อนแบบนี้แล้วจะเห็นว่ามันเลี้ยวเข้าหาตัว เพราะไม่สามารถที่จะ หมุนข้อศอกแล้วมือได้มาก ฉะนั้นเราต้องช่วยเค้าในการที่หันช้อนเข้าหาตัว ถ้วยนี้ก็เช่นกัน เราจะเห็นว่ามันจะเทลงมาด้านหนึ่ง ด้านนี้จะลึก ด้านนี้ตื้น เราอาจจะมองเผินๆไม่เห็น

จะมีด้านที่มีที่จับจะลึกกว่า

ด้านที่เข้าตัวจะลึกกว่า เพราะเวลาเค้าตัก เค้าจะตักเข้าหาตัว แบบนี้ ส่วนด้านนี้จะเห็นเลยครับว่า เค้าประคองนะครับ ถ้ามีโต๊ะข้างหน้าจะเห็นเลยครับ จะได้เห็นก็คือว่า เค้าจะจับแบบนี้เลยครับ แล้วก็ตัก แล้วเวลามีซุปต่างๆเนี่ยมันจะไม่ต้องไปให้เค้ากวาด เค้าก็สามารถที่จะตักได้เลย ฉะนั้นเพื่อการช่วย

พื้นผิวมันเทเข้าด้านใน การเทอาหารเพื่อความสะดวกในการรับประทานมากกว่า

มือชวาเค้ากวาดไม่ไหวแล้ว เราจะเห็นนะครับว่า ถ้าดูด้านล่างจะเห็นว่า ด้านนี้ตื้นด้านนี้ตื้น เห็นไหมครับ มันจะเดขึ้นบนนี้เช่นกัน จานก็เช่นกันครับ ก็จะมีด้านที่ลึกกับตื้น ทีนี้ หลายนสงสัยว่า ชิ้นนี้ไว้เพื่ออะไร โอโห้ เราจะทราบนะครับว่าแขนนี้เค้าเอาไว้วางเฉยๆ ครับ แล้วก็ตัก เพราะฉะนั้นจานทุกอย่างก็จะไม่ลื่นไปไหนนะครับ แล้วก็ตัก แล้วก็ทาน เพราะฉะนั้นทุกอย่างจะเทมาที่ฝั่งนี้หมดและก็ทานแบบนี้ แก้วนะครับ ดูเหมือนแก้วคนปกติ ทุกอย่าง ความสูงต่างๆ เพื่อความสูงแบบนี้เค้าจะจับง่าย ในตรงนี้เกี่ยวนิ้วไว้นิดหน่อยนะครับ แต่จริง ๆ แล้วข้างในตื้นมากครับ เพราะข้างในข้างล่างนี่ลึก เพื่อให้น้ำไม่ลึกเกินไป เพราะให้เค้ายกนิดหน่อยเค้าก็สามารถที่จะดื่มได้แล้วไม่ต้องแบบหงายมากนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะบรรจุน้ำแค่นี้เองนะครับ เพื่อกันการสำลักนะครับ ทั้งหมดนี้นะครับพอทำมาตอนแรกเนี่ยด้วยความเป็นนักออกแบบก็จะชอบขาวดำเทานะครับ แต่ในความเป็นจริงแล้วเนี่ย พอเราให้สาขาทำ ขาวดำเทาก็จะ ผู้สูงอายุเนี่ยจะไม่ชอบนะครับเค้ามองไม่เห็นว่าอาหารจะเป็นยังไงตาเค้าเริ่มมองไม่ค่อยชัดเพราะฉนั้นเราให้เค้าเลือกสีเอง แล้วก็เอาไปอีกรอบนึงว่าจะเอาสีอะไร ก็เอาสีเจ๋งๆไปรวมทั้งขาวดำเทา สุดท้ายเค้าเลือกเป็นสีนี้ออกมา

ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดมีสีเดียว สีเขียว

ใช่ครับ สีเดียวก็เค้าเลือกมาแบบนี้เราก็ ถามว่าเราชอบสีนี้มั้ยเราก็คงจะโอโห้ มันแจ๋นเสียงเหลือเกินจริงๆแล้วมันทำให้เค้ามองเห็นอาหารได้ชัดเจนที่สุด

ได้ค่ะ อันนี้เป็นรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ที่นี้ขออนุญาตขยับ นิดนึงค่ะอาจารย์ เราจะได้เห็นบนโต๊ะนี้นอกจากจะมีผลิตภัณฑ์ 4 ชิ้นนี้แล้วนะคะเห็นว่านี่รางวัลอีก 2 อัน

ดีใจครับ รางวัลอันนึงชื่อว่า Design excellence awardหรือว่า Demark สำหรับช้อน จริงๆแล้วเนี่ยเราส่งไปแต่ช้อนนะครับ เพราะเรารู้สึกว่าช้อนมันเจ๋งมาก เหมือนใบไม้เลย ไม่เคยเห็นคนที่ออกแบบช้อนผู้สูงอายุแบบนี้มาก่อน คือถ้วยชามยังพอเห็นบ้างแต่ช้อนเป็นสิ่งที่แบบแม้แต่เราเองก็ตื่นเต้นกับเห้ยมันใช้งานได้จริงหรือแค่เนี่ย แล้วก็เบามากทำให้เค้ายกได้ตลอดเวลาเราก็ส่งอันนี้เข้าไปประกวดนะครับ อันที่สองคือ Good design award 2019 หรือ Gmarkอันนี้จากญี่ปุ่นนะครับซึ่งเป็นที่ภูมิใจของทีมงานเรามากว่าญี่ปุ่นให้รางวัลกับผลิตภัณฑ์ผู้สูงอายุซึ่งเค้าเป็น specialist ของการดูแลผู้สูงอายุ เวลาเค้าให้เรามาเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายก็ดีใจ

เป็นรางวัลที่น่าภูมิใจเหมือนเป็นรางวัลของคนไทยทั้งประเทศ ผลงานของอาจารย์สร้างชื่อเสียงประเทศไทยด้วย เมื่อกี้อาจารย์เกริ่นไปนิดนึงแล้วว่าคือถ้าพูดถึงอาจารย์สิงห์เนี่ยต้องมีเรื่องของการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วยอยู่แล้วแปลว่าผลิตภัณฑ์อันนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีแนวคิดของการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยไหมคะ

อันนี้ตอบยาก ประเทศไทยมีกฎหมายที่ไม่ให้ใช้วัสดุcompositeสำหรับ food contract คือไปหาอย.อะไรต่างๆเนี่ยมันจะไม่มีตัวเนี่ยที่อนุญาตให้เรา ฉะนั้นเราจึงไม่สามารถจะใช้พวก composite ที่เราพัฒนาไว้กับ fiber ได้ตัวเหล่านี้เป็นวัสดุธรรมดาของ Food grade ทั่วไป แต่ว่าข้อดีของสิ่งที่เราออกแบบนี่คือ Recycle ได้ทั้งอัน เพราเราไม่ได้ผสมอะไรเลย เราใช้ pure ของมันเลยทำให้การRecycle ง่ายขึ้น

อาจารย์อันนี้หนูถามความสงสัย อันนี้สำหรับมือขวา อาจารย์จะมีมือซ้ายออกมาไหมคะ

คือมีมือซ้ายได้ แต่ว่ามูลค่าของโม มันคือแสนหนึ่งฉะนั้นตอนนี้ก็อยากจะได้มีใครมาทอดพระป่าโมช้อนมือซ้าย เพื่อรวบรวมทุนซักแสนสองแสนเพื่อเอามือซ้ายให้เกิดขึ้น เกือบแสนนึงนะครับแค่โมอย่างเดียว ผมถนัดมือขวา ผู้ป่วยผู้สูงอายุ มือขวาที่เราทดลอง เราก็ใช้มือขวาก่อนเลย ส่วนมือซ้ายเนี่ยมีคนถามเยอะมากแต่ตอนนี้เนี่ย เราไม่งบแล้วครับ มหาวิทยาลัยเกษตรจะช่วยไหมครับ

อันนี้อาจจะลองพูดดังๆ ผ่านกล้องออกมาได้เลยนะคะ

ของบเพิ่มจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อทำโมช้อนมือซ้ายนะครับ

อันนี้เป็นงานวิจัยที่เรียกว่าน่าทึ่งนะคะน่าสนใจมาก ถ้าในมุมมองของอาจารย์เองเนี่ย นักออกแบบจะมองว่าเทรนในการออกแบบยุคปัจจุบัน ควรจะมองว่าเน้นเรื่องอะไรเป็นหลักคะ

เทรนในการออกแบบยุคปัจจุบันควรที่จะเน้นอะไรเป็นหลัก ผมว่าเดี๋ยวนี้ปัญหาสิ่งแวดล้อมมันรุมเร้าเรามาก อย่างเช่น ณ วันนี้เนี่ยเราเจอปัญหา PM2.5 ใช่ไหมครับ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเราเจอปัญหาน้ำแล้ง น้ำเค็ม แล้วก็ปีที่ผ่านมา ออสเตรเลียเจอไฟไหม้เพราะฉะนั้นตอนนี้ปัญหามันรุมเร้าเราไปทุกด้านเลย ผมอยากจะฝากนักออกแบบรุ่นใหม่ว่า จะทำก็ก็ตามเนี่ยขอให้ผสมผสานเป็นโซเชี่ยวเอนเตอร์ไพรส์ เป็นเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อผู้คนและโลก ไม่ใช่ทำเพื่อสุนทรียอย่างเดียว สุนทรียสำคัญไหม สำคัญมาก แต่ผมมองว่าอนาคตเนี่ย ต้องเน้นในเรื่องของสิ่งแวดล้อมให้มากทั้งวัสดุที่ใช้ กฎหมายต้องปรับ เพราะว่าวัสดุที่ใช้ถ้าเราสามารถเทสได้ว่ามันไม่สิ่งเจือปนที่เป็นพิษก็ควรที่จะอนุญาตให้เอามาใช้ได้นะครับ อันนี้คือที่สิ่งที่ผมหวังว่า ตัดสูททีเดียวฟิตในทุกเรื่อง เช่นว่า ไม่ได้ พลาสติกรีไซเคิลไม่สามารถเอามาใช้กับ Food contact เนี่ยและปิดประตูไปเลยเนี่ย ผมว่าอันนี้มันผิด เพราะทรัพยากรมันมีอยู่แล้ว อยากจะฝากไว้ตรงนี้ครับ

นักออกแบบรุ่นใหม่อาจจะต้องมองไม่ใช่ว่าชั้นอยากไปอย่างนู่นอย่างนี้ ฉันมีแรงบัลดาลใจตรงจุดนู้นจุดนี้ แต่อยากจะให้มองถึงโลกของเราด้วย

ผู้คนและโลก ผมว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยครับ แต่ว่าผู้คนเนี่ยคือปัญหา เพราะว่าเราสามารถออกแบบให้คนเนี่ยได้จนพอใจ คนเรามีความต้องการไม่สิ้นสุด อะไรก็จะเอาเยอะขึ้นเยอะขึ้นเรื่อยเรื่อย ผมคิดว่าต้องไปพร้อมกันคือดีไซด์เพื่อผู้คนและโลก เพราะผู้คนเนี่ยไม่ยั้งเลยถ้าเราเลือกโลกมาบาลานซ์ไว้เนี่ย ยังไงก็โลกก็พังถ้าเราทำเพื่อผู้คนอย่างเดียว

อันนี้ที่น่าสนใจคือ กฎหมายต้องปรับด้วย ให้เราเอื้อต่อการที่จะออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม อีกหนึ่งคำถามที่อยากจะถามอาจารย์ให้เป็นข้อคิดทิ้งท้ายนิดหนึ่ง อาจารย์ว่าอุปสรรคในการออกแบบในประเทศไทยคืออะไร และอาจารย์อยากจะมองเห็นวงการดีไซด์เนอร์หรือการออกแบบในประเทศไทยเนี่ย ไปในแนวทางไหนคะ

อุปสรรคการออกแบบในประเทศไทยเนี่ย จริงๆแล้วไม่เชิงของการออกแบบแต่ว่าอุปสรรคหลักๆ เนี่ยคือ คนไม่ได้เห็นคำว่าประเทศไทยเนี่ยเป็นแหล่งผลิตดีไซต์ที่มีคุณภาพระดับโลก อาจจะมองเราแค่เป็น OEN เป็นผู้ผลิตตามแบบของต่างประเทศ และก็เมืองไทยเนี่ยไม่มีจำนวนยของนักออกแบบโรงงานต่างๆเนี่ย มากพอที่จะดึงดูดเทรนเนอร์หรือว่าคนที่จะช็อปปิ้งเรื่องผลิตภัณฑ์ออกแบบเนี่ยมาสู่ประเทศไทยได้

อาจารย์พูดเหมือนเป็นแง่ของภาพลักษณ์ว่าเรายังไม่ถูกมองว่าเป็นผู้มีศักยภาพมากพอในการออกแบบ

นั้นคืออันที่ 1 อันที่ 2 คือเราไม่สามารถดึงดูดจำนวนเทรดเนอร์หรือว่าผู้ซื้อต่างๆจากต่างประเทศเข้ามาเมืองไทยได้ เพราะเราดึงเข้ามาไม่ได้ ปัญหาต่อมาคือทำออกมาแล้วขายยาก พอขายยากนักออกแบบต่างๆ ก็จะค่อยๆ หลุดออกไปจากโลกของการออกแบบ จำนวนก็เล็กลงเรื่อย ๆ ต่างชาติก็ไม่เข้ามากลายเป็นไก่ไข่

เหมือนมันวนลูปไปเรื่อย ๆ

วนลูปไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นพอคนไม่มา อ่าวขายไม่ได้ ก็ย้ายอาชีพไปเปิดร้านกาแฟบ้าง ร้านอาหารบ้างกลับไปเรียนปริญญาโทบ้างอะไรอย่างนี้ ทำให้เราก็เลยเป็นปัญหาว่า ทำไปแล้วทำยังไงดีให้มันกระจายไปสู่ระดับโลกได้ถึงมีของดีแล้วก็ตามคนที่มาก็บอกว่า หู้ว มันดีมากเลย นี่ก็เป็นปัญหาหนึ่งครับ และผมก็คิดว่าเทคโนโลยีต่างๆเนี่ย เราไม่ค่อยลงทุนลงแรงกับงานวิจัย ในโลกของการออกแบบ ในโรงงานที่ผลิตแบบ เพราะงานวิจัยทำให้เราก้าวไปข้างหน้าโดยเร็วไปไกล แต่พอเราไม่มีเนี่ย เราก็ทำภาพลักษณ์ที่สวยงาม เทคนิคที่ดีขึ้นเล็กๆน้อยๆ แต่เราไม่มีวัสดุที่เจ๋งๆออกมา เพื่อไปสู่ในระดับแนวหน้า เราไม่มีอะไรที่คนมองแล้วมันเป็นfirst อันนี้มันเป็นอะไรที่เป็นปัญหาเพราะเราไม่มี R&D พอในโลกของการออกแบบ

ก็ประเด็นของอาจารย์ขขออนุญาตสรุปนิดหนึ่งค่ะ ก็จะมีปัญหาในแง่ของภาพลักษณ์ คนอาจจะไม่ค่อยมองว่าไทยเป็นศูนย์ของนักออกแบบที่มีศักยภาพมากพอ ซึ่งก็จะทำให้เราดึงดูดเทรดเดอร์ที่จะเข้ามา กำลังซื้อก็อาจจะมีไม่มากพอทำให้คนออกแบบก็อาจจะรู้สึกว่าพอทำออกมาปุ๊ป อาจจะไม่มีแหล่งสำหรับขาย รวมไปถึงอาจารย์พูดถึงเทคโนโลยีที่บางครั้งเรามองภาพการปรับปรุงตัวผลิตภัณฑ์ในการออกแบบออกมาแต่ R&D ยังก้าวไม่ทัน ไปไม่ถึง

ผมว่ามันอาจจะไม่ใช่ก้าวไม่ทัน แต่เราไม่ยอมลงทุน R&D ในประเทศเราเองเนี่ยทำให้เราไม่เจอวัตถุดิบที่มัน คาร์ดิเอท เราไม่มีนวัตกรรมที่ทำให้คนเค้ามองว่า ประเทศไทยมันเริ่มมาทาง High-Tech เพื่อที่จะแก้ปัญหาการออกแบบมีชั้นเชิงที่มากขึ้นที่มี imagine สูงขึ้น

อันนี้เป็นมุมมองจากอาจารย์สิงห์นะคะ สำหรับวันนี้งานวิจัยที่น่าสนใจอันนี้ก็ทราบว่าล่าสุดมีผู้ที่ขอใช้สิทธิบัตรในผลงานวิจัยสิทธิบัตรชิ้นนี้

ใช่ครับ ก็ขาย license ไปแล้ว

ผลิตเป็นcommercial จริงๆแล้วอาจารย์พอทราบมั้ยคะว่าราคาเนี่ยจับต้องได้ไหมคะ

เราทำมาเพื่อราคาถูกอยู่แล้ว ฉะนั้น ผมตอบไม่ได้ว่าเรา license ไปแล้วต้องถามผู้ประกอบการณ์เราจะไม่ไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตั้งราคาของเค้า แต่เราเค้าทราบดีว่าเราทำขึ้นมาเพื่อให้ราคา available เมื่อเทียบกับสินค้าจากต่างประเทศ หรือราคาที่เค้าใช้จ่ายอยู่แล้วปัจจุบัน

สิทธิบัตรการออกแบบอันนี้ได้ถูกขอใช้สิทธิบัตรไปผลิตสู่ commercial แล้วก็เราคาดหวังว่าจะเป็นราคาที่จับต้องได้ในท้องตลาดทั่วไปจะได้เข้าถึงผู้สูงอายุ กับผู้ป่วยได้จริงๆ และนี่คือผลงานเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกจากรองศาสตราจารย์ ดร.สิงห์ อินทรชูโต ในวันนี้ขอบคุณอาจารย์มากที่สละเวลาให้มาร่วมรายการกับทางเราค่ะ        แล้วก็นี่นะคะนี่คือ live ของ KULIB talk ในวันนี้นะคะ ซึ่งแขกรับเชิญในเทปต่อไปของเราจะเป็นใครก็ขอให้กดติดตาม facebook ของสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือ Line : @kulibrary เพื่อที่จะไม่พลาดข่าวสารที่น่าสนใจจากทางสำนักหอสมุดค่ะ สำหรับวันนี้ขอบคุณที่ติดตามชม สวัสดีค่ะ

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่น่าสนใจ

คู่มือดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง

กายภาพบำบัดในผู้ป่วยภาวะวิกฤต 

คู่มือการดูแลผู้ป่วยทางอายุรศาสตร์

103 สูตรอาหารคาวสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

คู่มือดูแลผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต และผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือเบื้องต้น

ดูแลกันในวันลืมเลือน

เทคโนโลยีอุปกรณ์งานอาหาร

Fundamentals of care : a textbook for health and social care assistants

Intensive care of the surgical patient

Sustainability in fashion and textiles : values, design, production and consumption

KULIB Talk #27 KU green2 เรือพลังงานไฟฟ้า เรือเพื่อชีวิตและอนาคต

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งกับรายการ Kulib Talk ดิฉัน กิตติยา ขุมทอง ทำหน้าที่พิธีกรในวันนี้ สำหรับวันนี้ รายการ Kulib Talk เราก็มาเปิดรายการในบรรยากาศสบายๆ ริมคลอง เพราะว่าอยากจะพาท่านผู้ชมทุกท่านมาพบกับผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้มีการพัฒนาและนำมาใช้จริงที่นี่ คือ คลองลัดมะยมนั่นเอง

2672019 0035

          ผลงานชิ้นนี้ก็คือ เรือ KU Green 2 ความพิเศษของเรือลำนี้ เขาว่ากันว่าเป็นเรือที่ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม

          ตอนนี้อยู่กับบุคคลที่สำคัญทั้งสองท่านซึ่งถือได้ว่าเป็นกำลังสำคัญที่พัฒนาในส่วนของเรือ KU Green 2 ลำนี้ขึ้นมา ขอแนะนำอาจารย์ทั้งสองท่าน ท่านแรก ผศ.ดร ยอดชาย เตียเปิ้น จากคณะพาณิชยนาวีนานาชาติ วิทยาเขตศรีราชา อีกท่านหนึ่ง ผศ.ดร.เกวลิน มะลิ จากคณะเศรษฐศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา เช่นเดียวกัน ต้องขอสวัสดีอาจารย์ทั้งสองท่าน

ขอสอบถามอาจารย์เกวลินก่อน อยากทราบว่าโครงการนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

          โครงการเรือไฟฟ้า เราได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สวพ. มก. หรือสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะขออนุญาตเท้าความสักนิดหนึ่ง มันเป็นงานวิจัยในลักษณะผลงานต่อยอด เมื่อประมาณปี 2559 เราได้ทำ KU Green 1 หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม เรือพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการท่องเที่ยวทางน้ำในกรุงเทพมหานคร และใช้สถานที่ที่นี่ในการทำวิจัย เพื่อที่จะสำรวจเส้นทางและเก็บข้อมูลนักท่องเที่ยว ผลวิจัยตอนนั้นเราได้ทราบว่านักท่องเที่ยวมีความเต็มใจจ่ายซื้ออยู่ที่เท่าไร การเดินทางท่องเที่ยว พฤติกรรมการท่องเที่ยว จะเดินทางเป็นกลุ่ม กลุ่มหนึ่งก็ประมาณ 5-6 คน จากการสำรวจแม่น้ำลำคลองในกรุงเทพฯ เป็นคลองที่แคบและตื้น ดังนั้นเป็นที่มาของงานวิจัยชิ้นที่ 2 ของเรา ว่าเราพยายามที่จะออกแบบเรือให้มีการลดต้นทุนในการผลิตลง สามารถที่จะเหมาะสมกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวมากขึ้น ทางทีมนักวิจัยก็เลยคุยกัน ไปของบประมาณสนับสนุนจาก สวพ. มก. เราเลยได้รับอนุมัติงบประมาณ เมื่อปีงบประมาณ 2561 ตอนนี้ก็ยังไม่สิ้นสุดโครงการอยู่ระหว่างที่จะทำวิจัยกันอยู่ แต่ว่าผลค่อนข้างจะนิ่งแล้ว

จากที่ขอทุนจาก สวพ.มก. สังเกตว่าอาจารย์อยู่คณะเศรษฐศาสตร์ อาจารย์อยู่คณะพาณิชยนาวี มาร่วมงานกันได้อย่างไร

อาจารย์เกวลิน : การทำงานในเชิงพื้นที่แบบนี้เป็นการทำงานลักษณะบูรณาการระหว่างศาสตร์ ทางด้านวิศวกรรมเองเขาก็มีจุดเด่นในเรื่องของความเชี่ยวชาญในการออกแบบเครื่องกล หรือออกแบบเรือที่มีความเหมาะสมของพื้นที่ แต่ว่าในทางวิศวกรรมเองก็อาจจะตอบโจทย์ได้ไม่หมด อาศัยความรู้ศาสตร์อื่นๆ ด้วย เช่น จะมีคำถามจากทั้งผู้ต้องการลงทุน ผู้ที่สนใจทั่วไป แล้วเรือราคาเท่าไร มันจะคุ้มทุนในปีที่เท่าไร วิธีใช้จะใช้อย่างไร ราคาเราจะตั้งที่เท่าไรดีถึงจะเหมาะสม ดังนั้นเป็นที่มาว่าทำไมเดี๋ยวนี้เราจะต้องทำงานวิจัยระหว่างศาสตร์มากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากคณะของอาจารย์ยอดชายแล้วยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่มาร่วมทำงานวิจัยชิ้นนี้

อาจารย์เกวลิน : งานชิ้นนี้มีอยู่ 3 หน่วยงานสำคัญ คือ หน่วยงานภายในเราเอง ก็จะมีคณะพาณิชยนาวีนานาชาติ คณะเศรษฐศาสตร์ ศรีราชา แล้วก็มีหน่วยงานภายนอกคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ คณะศิลปศาสตร์ประยุกต์ ได้นักวิจัยมาช่วยเรื่องของการประเมินความคุ้มค่า และการทำ marketing 

ในส่วนของการทำงานทั้งสองท่านทำงานในส่วนไหนบ้าง

อาจารย์เกวลิน : ในส่วนของอาจารย์ อาจารย์ก็จะทำในเรื่องของเมื่อทางวิศวกรรมเขาทำเรือเสร็จแล้ว อาจารย์ก็จะมีหน้าที่เอาเรือไปใช้ประโยชน์ และทำการสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยว พูดคุยกับชุมชน พูดคุยกับผู้ที่สนใจ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยรอบของบริเวณว่าเราจะมีแนวทางในการทำรูปแบบการท่องเที่ยวที่ใช้เรือไฟฟ้าอย่างไรบ้าง แน่นอนว่าจะต้องมีการวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการลงทุนว่าลงทุนในเรือไฟฟ้าแล้วจะมีความคุ้มทุนหรือไม่อย่างไร

ในส่วนของอาจารย์ยอดชาย

          ในส่วนทางวิศวกรรมก็จะรับผิดชอบในส่วนของการออกแบบทางด้านวิศวกรรมทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มต้น การออกแบบ detail การใช้เครื่องมือทางวิศวกรรมมาช่วยในการออกแบบทั้งหมด จนกระทั่งนำไปสู่ในการผลิตเราก็รับผิดชอบในการกำกับดูแลตรงนี้ หลังจากนั้นแล้วเราได้ตัวเรือต้นแบบแล้วก็จะนำมายังพื้นที่ เพื่อมาทดสอบและเก็บข้อมูลของทางด้านเศรษฐศาสตร์ต่อไป

วัตถุประสงค์หรือจุดเด่นของเรือลำนี้ ที่บอกว่าเป็นเรือประหยัดพลังงานมีจุดเด่นหรือความพิเศษอย่างไรบ้าง

อาจารย์ยอดชาย : คำว่าประหยัดพลังงานเราก็สามารถที่จะตีความได้ว่าถ้าเราสามารถที่จะออกแบบตัวเรือโดยใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถที่จะช่วยในการประหยัดพลังงานได้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งหลักๆ คือการออกแบบรูปทรงตัวเรือ เป็นส่วนที่สำคัญเพราะว่าถ้ารูปทรงตัวเรือไม่ดีก็จะทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน เราก็ทำการ optimize ท้องเรือให้เกิดแรงต้านน้อย เราสามารถดูได้จากคลื่นที่วิ่งออกจากตัวเรือถ้าคลื่นออกจากตัวเรือน้อยก็หมายความว่าเรือลำนั้นจะประหยัดพลังงานเมื่อเทียบกับเรือที่วิ่งทั่วไป เป็นการประหยัดพลังงานอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นเรือลำนี้ที่มีจุดเด่นคือพวกอุปกรณ์ทั้งหลาย ส่วนใหญ่เราจะพัฒนากันเอง ยกเว้นทางด้านแบตเตอรี่อย่างเดียว เพราะว่าแบตเตอรี่จะต้องใช้เวลาในการทำ Research  ค่อนข้างเยอะและใช้งบประมาณ อันนี้เรายังไม่ได้ไปแตะ เราจะแตะในส่วนของ ชุดขับเคลื่อน มอเตอร์ไฟฟ้า ระบบควบคุม รวมกระทั่งระบบในเรือทั้งหมด เราจะทำเอง เพราะฉะนั้นทุกอย่างเมื่อเอาไปใช้งานจริงๆ เราสามารถที่จะ Service บำรุงรักษาได้เองทั้งหมด คือเมื่อก่อนเราเจอปัญหา ซื้ออุปกรณ์ชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ปรากฏว่ามันเสีย เราไม่สามารถที่จะซ่อมเองได้ อันนี้เป็นปัญหาหลักที่บ้านเราประสบ เราก็พยายามที่จะเอาองค์ความรู้ที่เรามี สามารถที่จะพัฒนาเอง ใช้ Know How ที่เรามี พัฒนาอุปกรณ์ขึ้นมาทั้งหมด ที่จะมาทดแทนของที่จะต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ

เรือที่ใช้พลังงานไฟฟ้า อยากทราบว่าการใช้งานมีระบบการใช้พลังงานอย่างไรบ้าง หรือแบตเตอรี่ที่ใช้ต้องขนาดไหน

อาจารย์ยอดชาย : เกิดจากการ เราต้องมาคุยกันว่า เส้นทางการท่องเที่ยวของเราประมาณไหน เราจะใช้ระยะเวลาการท่องเที่ยวระยะเวลาเท่าไหร่ สมมุติว่าจากข้อมูลทางด้านเศรษฐศาสตร์ เก็บข้อมูลมาว่า การท่องเที่ยวทางน้ำ จะไม่เกิน 1 ชั่วโมง ถ้าเกิน 1 ชั่วโมงก็เริ่มเบื่อแล้ว เราก็เอาตรงนี้เป็นโจทย์ ถ้าเรือวิ่งเร็ว 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง จะกินค่าพลังงานไปเท่าไร เราก็จะเผื่อต่อการชาร์ต 1 รอบ เราจะใช้กี่ครั้งกี่รอบ สมมุติว่าเราต้องการใช้ 3 ชั่วโมง  เราก็จะคำนวณขนาดของแบตเตอรี่ เผื่อสำหรับ 3 ชั่วโมง ใช้งาน 3 รอบค่อยมาชาร์ตไฟ

(พิธีกร จะหมดก่อนไหม) ค่อนข้างน้อย ถ้าพลังงานเหลือน้อย กรณีสมมุติว่าบรรทุกเยอะ ใช้สปีดสูง ปริมาณค่าพลังงานที่ใช้อาจจะเยอะ อาจจะทำให้เหลือน้อย เราสามารถที่ชดเชยได้ด้วยการลดสปีด ถ้าลดความเร็วลง ค่าพลังงานก็จะใช้น้อยลง และเราก็ยังสามารถไปสู่ปลายทางได้

(พิธีกร เหมือนกับการใช้พลังงานขึ้นอยู่กับ น้ำหนัก และการสปีด ต้องมีการกำหนดไหมกี่คน) จริงๆ ตัวเรือก็กำหนดอยู่แล้วว่านั่งได้ 6 คน

(พิธีกร จำกัดน้ำหนักไหม ถ้า 6 คนนั้นไซต์ใหญ่) ก็ 6 ที่นั่ง น้ำหนักเราเผื่อไว้แล้ว เพราะว่าบางคนอาจจะ 80 60 เป็นค่าเฉลี่ย

ในส่วนของการออบแบบเรือไม่ว่าจะเป็นที่นั่งหรือตัวเรือมีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร หรือตัววัสดุอาจารย์เลือกอะไรมาใช้บ้าง

อาจารย์ยอดชาย : สำหรับตัวเรือลักษณะการออบแบบเราพยายามให้ผู้โดยสารหรือนักท่องเที่ยวนั่งได้สบาย ขึ้นลงได้สะดวกสบาย จะเป็นส่วนสำคัญในการออกแบบ นอกจากนั้นก็เรื่องความปลอดภัยด้วย อันนี้ก็ส่วนสำคัญ ส่วนลักษณะการออกแบบตัวเรือ ใช้วัสดุที่เป็นประเภทน้ำหนักเบาเป็นพวกไฟเบอร์กราส พวกนี้เป็นวัสดุสมัยใหม่ที่เอามาทดแทนการใช้ไม้ เพราะฉะนั้นตัวเรือจะน้ำหนักเบามาก

อาจารย์บอกว่าลำหนึ่งบรรจุได้ 6 คน ความปลอดภัยมีการออกแบบเรื่องความปลอดภัย หรือคำนวณเรื่องความปลอดภัยอย่างไรบ้าง

อาจารย์ยอดชาย : ในเชิงทางวิศวกรรมต่อเรือ จะมีข้อกำหนดว่าการเอียงเรือไม่เกินเท่าไร ไม่เกิดการพลิกค่ำ มันก็จะมีหลักการในการคำนวณตรงนี้อยู่ ตามข้อกำหนดของทางด้านกรมเจ้าท่าที่เขาดูแลตรงนี้อยู่

(พิธีกร เป็นไปตามระเบียบการขนส่งทางเรือ)

กลับมาถามทางอาจารย์เกวลิน ถ้ามาทางด้านการตลาดต้นทุนการผลิตต่อลำประมาณเท่าไร มีการคิดค่าใช้จ่ายในการบริการอยู่ที่เท่าไร อาจารย์มีการวางแผนการคุ้มค่าคุ้มทุนอย่างไรบ้าง

          ต้นทุนการผลิตลำแรก แน่นอนว่าเป็นเรือต้นแบบต้นทุนจะสูงกว่าผลิตในเชิงพาณิชย์ ต้นทุนของลำนี้อยู่ที่ประมาณ 8 แสนบาท เราจะต้องมาทำ Business Model เราจะมีการใช้เรืออย่างไรให้มีความคุ้มค่า แต่ก่อนที่เราจะทำ Business Mode ได้ คำนวณความคุ้มค่าได้ เราจะต้องหาให้ได้ก่อนว่าราคาที่เหมาะสมอยู่ที่เท่าไร ดังนั้นตัวเลขพวกนี้จะเกิดจากการสำรวจ เกิดจากการวิจัย เพราะว่านักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวแต่ละสถานที่กำลังจ่ายซื้อไม่เท่ากัน อย่างอาจารย์ยกตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวคลองลัดมะยมกับนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวที่ภูเก็ต หรือนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวอัมพวาจะมีความเต็มใจจ่ายอยู่ที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นการตั้งราคา ณ สถานที่ต่างๆ จำเป็นที่จะต้องทำ Business Model หมดเลยใช้ราคาตรงนั้นมาวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการลงทุน เช่นคร่าวๆ ราคาตอนนี้เราคิดราคาเช่าเหมาลำอยู่ที่ลำละ 3,000 ต่อ 1 เที่ยว 3,000 บาท นักท่องเที่ยวก็มีกำลังที่จะจ่ายได้ ความเต็มใจจ่ายนักท่องเที่ยวก็จ่ายได้ นักท่องเที่ยวก็มีความสุขเพราะว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยว เดี๋ยวนี้ชอบท่องเที่ยวแบบเป็น private เฉพาะกลุ่มของตนเอง ไม่อยากจะไปนั่งร่วมกับคนอื่น แล้วก็ 3,000 บาท ถ้านั่งกัน 6 คน จะตกคนละ 500 บาท ซึ่งถ้าเทียบกันว่าเราได้นั่งเรือไฟฟ้าได้นั่งของใหม่ๆ แล้วกัน อยู่ในกำลังที่นักท่องเที่ยวที่ตลาดคลองลัดมะยมจะสามารถที่จะจ่ายได้

ตอนที่อาจารย์เก็บรวบรวมข้อมูล อาจารย์ลงไปทำอย่างไรบ้างในการเก็บข้อมูล เป็นแบบสำรวจทั่วไป หรือลงไปเชิงสัมภาษณ์

อาจารย์เกวลิน : ใช้ทั้งสองส่วน เวลาที่ลงสัมภาษณ์เจอนักท่องเที่ยวก็จะมีวิธีการพูดคุยด้วย เอาเรือมาให้นักท่องเที่ยวได้ลองนั่ง ได้นั่งแล้วรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง แตกต่างจากเรือเดิมๆ ที่เคยใช้อยู่ไหม ผลตอบรับ กระแสตอบรับออกมาค่อนข้างดีมาก ตรงนี้คือช่วยกำจัดจุดอ่อนของการท่องเที่ยวเรือที่มันเสียงดัง คลื่นแรง เสียงดังเวลาเรานั่งไปในกลุ่มจะพูดคุยกันค่อนข้างลำบากมากในการคุยกัน ตรงนี้เราก็เข้าไปคุยด้วย โดยที่เราใช้แบบสอบถามแบบสัมภาษณ์ประกอบด้วย ว่านั่งแล้วรู้สึกอย่างไร แล้วถ้าจะจ่ายราคาเท่านี้คิดว่าเหมาะสมไหม แพงเกินไปหรือถูกเกินไป เราไม่ได้ใช้ความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวแค่ฝ่ายเดียว เราต้องคำนวณต้นทุนแบบละเอียดของเราด้วย เพราะว่าเวลาที่เราคำนวณ นักวิจัยส่วนใหญ่จะชอบลืมคำนวณรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

เสียงตอบรับส่วนใหญ่คือดี ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มไหน

อาจารย์เกวลิน : สำหรับตลาดน้ำคลองลัดมะยมจะเป็นคนกรุงเทพฯ ที่มาเที่ยววันเดย์ทริปจะมีต่างจังหวัดบ้าง 80 เปอร์เซ็นต์เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย เดี๋ยวต้องดูว่าทำไมต่างชาติถึงยังไม่มาที่นี่ เราก็พบว่า หนึ่งคือตลาดน้ำใหม่ สองยังไม่มีทัวร์ลง เหมือนถ้าเราเทียบกันกับตลาดน้ำดำเนินสะดวก จะมีทัวร์ลงนักท่องเที่ยวต่างชาติค่อนข้างจะเยอะ

(พิธีกร ตลาดนี้เหมือนก็ยังเพิ่งเปิดได้ไม่นาน ยังมีความสดใหม่ของการเป็นตลาดน้ำอยู่)

ขอสอบถามทั้งสองท่าน นอกจากนวัตกรรมในเรื่องเรือไฟฟ้าที่มีตั้งแต่ KU Green 1 และก็มาสู่ KU Green 2 อาจารย์ทั้งสองมีนวัตกรรมอื่นๆ ที่จะมานำเสนอ หรือที่อยู่ระหว่างทำอยากจะนำเสนอ

อาจารย์ยอดชาย : ตอนนี้เราก็ได้รับมอบหมายจากกรมเจ้าท่าซึ่งเราทำงานร่วมกับกรมเจ้าท่า ซึ่งมอบหมายให้เราออกแบบเรือไฟฟ้าสำหรับผู้โดยสารในคลองแสนแสบ อันนี้ก็จะไซต์ใหญ่ บรรทุก 100 คน ความยาวประมาณ 20 เมตร มีโจทย์ที่ท้าท้ายเยอะแยะ สปีดก็ต้องเร็ว ลำนี้ KU Green2 ความเร็วแค่ประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชิวๆ แต่ลำนั้นเขาต้องการ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

(พิธีกร ความต่างลำนี้อาจจะนั่งชมวิว แต่อันนั้นคือเร่งด่วน ) ซึ่งมันเป็นโจทย์ที่ต้องบอกว่าโจทย์ระดับโลก เพราะว่าเรือไฟฟ้าระดับโลกเขาก็ยังวิ่งประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

(พิธีกร จริงๆ จำกัดความเร็วอยู่) จริงๆ มันจำกัดเพราะว่ามันใช้พลังงานเยอะถ้าวิ่งเร็ว ถ้าใช้พลังงานเยอะเราก็ต้องมีแบตเตอรี่เยอะ ตรงนี้มันเป็นเหมือนผลที่ตามมา เพราะฉะนั้นเวลาเราออกแบบตัวเรือ ต้องใส่นวัตกรรมเต็มที่เพื่อที่จะทำอย่างไรให้ลดพลังงานให้ได้มากที่สุดที่ความเร็วที่ต้องการ อันนี้จะเป็นนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้

(พิธีกร เราอาจจะได้ชมตัวเรือสำหรับวิ่งที่คลองแสนแสบ จะเป็น KU Green 3 หรือว่าเป็นชื่อใหม่) น่าจะเป็นชื่อใหม่เพราะว่าต้องตามผู้ให้ทุน

ถ้าผู้ชมทางบ้านสนใจสามารถขอติดต่อรับบริการได้ตรงจุดไหน

อาจารย์ยอดชาย : จริงๆ สามารถติดต่อได้โดยตรงทางมหาวิทยาลัยหรือว่าที่วิทยาเขตศรีราชาก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่คณะเศรษฐศาสตร์ ศรีราชา หรือว่าคณะพาณิชยนาวีนานาชาติ สามารถติดต่อได้ เพิ่มเติมนิดหนึ่งตอนนี้มีเอกชนที่เห็นว่าประโยชน์ของเรือไฟฟ้า พยายามที่จะมาคุย พยายามปั้นโปรเจกต์เพื่อที่เอาไปใช้ในแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำอื่นๆ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นที่ดำเนินสะดวกเป็นนโยบายของผู้ว่าจังหวัดราชบุรีอยากได้เรือไฟฟ้าไปทดแทน

(พิธีกร ที่ดำเนินสะดวกเป็นเรือพายหรือไม่) ไม่ครับ เป็นเรือเครื่อง เรือเสียงดัง เขาพยายามไปช่วยแก้ปัญหาเรื่องเสียงดัง เรื่องคลื่น เรื่องอะไรพวกนี้ มีพวกที่อุดรธานี หนองบัวแดง มีเอกชนเริ่มติดต่อมา

(พิธีกร ถือว่ามีหลายหน่วยงานที่เริ่มสนใจเรือลำนี้ ต้องติดตามชม)

พิธีกร วันนี้เราได้พาทุกท่านมาชมเรือพลังงานไฟฟ้า อย่างที่บอกไปการขับเคลื่อนทำให้ลดในส่วนของมลพิษไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางเสียง หรือมลพิษทางอากาศ เพราะว่ามันประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญสามารถชาร์จไฟที่บ้านได้ด้วย

พิธีกร เราได้รับชมผู้พัฒนาเรือทั้งสองท่านไปแล้ว ทั้งจากอาจารย์ยอดชายและอาจารย์เกวลิน เรามาพบกับเรือจริงหน้าตาเป็นอย่างไร ลำนี้คือ เรือ KU Green 2 ที่อาจารย์ยอดชาติและอาจารย์เกวลินได้แนะนำให้ทุกท่านรู้จักในเบื้องต้นแล้ว นอกจากเราจะเห็นตัวเรือจริงแล้ว อยากจะแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับบุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่ให้นำเรือ KU Green 2 มาวิ่งที่นี่ได้ พบกับคุณลุงชวน ชูจันทร์ คุณลุงเป็นผู้ก่อตั้งตลาดน้ำคลองลัดมะยม เป็นผู้ก่อตั้งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว

แสดงว่าตลาดน้ำมีมานานแล้ว

          15 ปี ปีที่ 15 แล้วปีนี้

คุณลุงคิดอย่างไรถึงให้ KU Green 2 มาลงที่นี่

          คือเราเป็นตลาดที่มีการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวที่สะอาดก็เป็นเรื่องที่เราคิดอยู่ในใจมานานแล้ว เพราะว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความสงบ เกิดความสะอาด เกิดความยั่งยืน ทุกวันนี้เราเลือกน้ำมัน แน่นอนเกิดเป็นพิษ เกิดเสียงดัง ก็คิดอยู่ในใจตั้งนาน พอดีทางอาจารย์ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็มีโครงการนี้เราก็ดีใจเหมือนที่เราคิดไว้ เราคิดคนเดียวทำอะไรไม่ได้ อาจารย์คิดตรงนี้ด้วยก็ยินดี ที่มาร่วมโครงการกับอาจารย์ หลายคนก็ชอบ เรานำมาทดลองใช้นักท่องเที่ยวเห็นก็ชอบ มันเงียบดี มันก็เข้าแนวโน้มของยานยนต์ในอนาคต รถยนต์เขาก็เริ่มใช้กันมากแล้ว ไฟฟ้า ตอนนี้เราก็มาเริ่มที่นี่ น่าจะเป็นแห่งแรกก็ดีใจที่ร่วมโครงการกับอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ตั้งแต่ KU Green 1 เลยที่มาลงที่นี่

          KU Green 1 เป็นอันดับต้น อับดับแรกที่เราทดลอง มีอะไรต้องแก้ไขหลายอย่าง เรือเหมาะกับสภาพพื้นที่ เหมาะกับน้ำ ต้องแมตช์กัน ปรับปรุงมาเรื่อยๆ จนถึงลำที่ 2 ก็ดีขึ้นอันเดิมก็ดีแต่ต้องไปใช้ในอีกพื้นที่หนึ่ง ที่นี่คลองเล็ก ถ้าเรือใหญ่มาก จะไม่ค่อยเหมาะ ไม่ค่อยคล่องตัว

จริงๆ เรือ KU Green ตอบโจทย์ตลาดน้ำที่นี่เลย

          ได้ ถ้าเราใช้ระบบไฟฟ้าปรับปรุงนิดหน่อย น่าจะดีขึ้นมาก เพราะเรื่องไฟฟ้าไม่ว่ารถหรือเรือ ปัญหาคือเรื่องแบตเตอรี่ เรื่องความทนบ้าง อะไรบ้าง สิ่งที่ผมคิดว่านอกจากเราจะได้ตรงนี้ หนึ่งคือเราพยายามทำของเราเอง ตัวนี้สำคัญ มันอาจบกพร่องบ้าง แต่มันก็เป็นการเริ่มต้น มันอาจจะเป็นลำที่ 10 20 ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้เราทำได้ก็แล้วกัน

คือต้องเริ่มต้นส่วนการที่จะพัฒนาต่อยอดไปก็คือเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

          ต้องส่งเสริมกันไป บางคนมันไม่คุ้มหรอก จริงๆ ความรู้วัดไม่ได้ถ้าเราไม่ลอง 1 2 3 4 5 ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง

ปกติขับเรือลำนี้ประจำไหม

          ผมก็จะขับก่อน จนกว่าเขาจะมาเรียนรู้กัน มาช่วยกัน เพราะว่าถ้าไม่เคยบางทีมันมีอะไรของมันเหมือนกัน ว่าไม่เหมือนเครื่องยนต์น้ำมัน แรงมันจะเลี้ยวยังไง ตีโค้งแค่ไหน ถอยหน้าถอยหลังยังไง ต้องลองนิดหนึ่ง เรือไฟฟ้าไม่ใช่เปิดปุ๊บติดปั๊บต้องมีระยะห่างจะถอยหลังต้องทิ้งระยะพอสมควร เรือยนต์ก็ถอยเลย  การเลี้ยวจะปัดอย่างไร จะใช้ความเร็วอย่างไร ต้องฝึกเหมือนกัน พูดคุยเล็กน้อยกับคุณลุงชวน ถ้าใครอยากมาพบกับคุณลุงชวน หรืออยากมาขึ้นเรือ KU Green 2 ก็มาเที่ยวกันได้ที่ ตลาดน้ำคลองลัดมะยม ต้องขอขอบคุณคุณลุงชวนมากนะคะ

แนะนำทรัพยากรสารสนเทศที่น่าสนใจ

google FaceBook twitter نحوه انجام بازی انفجار کرش سایت شرط بندی فوتبال بت اینفو سایت شرط بندی آنلاین پوکر باما پرشین بت معتبر ترین سایت پیش بینی فوتبال تاینی بت معتبر ترین سایت شرط بندی بهترین سایت بازی انفجار سایت پیش بینی فوتبال سایت حضرات بت پویان مختاری بازی انفجار حضرات بت تعمیرات موبایل سایت شرط بندی iranbetinfo آدرس سایت ولف بت میلاد حاتمی Website